โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ลุ้นญี่ปุ่นปรับโหมดธุรกิจหนีกัมพูชาย้ายฐานผลิตมาไทย

The Better

อัพเดต 14 ต.ค. 2568 เวลา 02.35 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2568 เวลา 02.30 น. • THE BETTER
บีโอไอ คาดหวังญี่ปุ่นจะเร่งปรับแผนธุรกิจลดผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนฯจากกัมพูชามาไทย  ขณะที่บอร์บีโอไอนัดแรกรอเคาะ 3มาตรการเร่งด่วนกระตุ้นลงทุนช่วง 4 เดือน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ จากการปิดด่านชายแดน ทำให้แต่ละบริษัทต้องมีการประเมินแนวทางแก้ปัญหาเพราะมีผลกระทบโดยตรงในเรื่องต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ในกรณีบริษัทญี่ปุ่นที่มีโรงงานในกัมพูชา ซึ่งมีหลายรายที่เป็นฐานผลิตซัพพลายเชนส่งมายังโรงงานในไทย ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกับนักลงทุนญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบ พบว่าหลังปิดด่านชายแดน จากเดิมที่เป็นการขนส่งสินค้าทางบกก็ต้องใช้ขนส่งทางเรือที่ต้องวิ่งอ้อมไปเวียดนามและลาวก่อนส่งเข้ามาที่ไทย ส่งผลให้เกิดค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 5-10 เท่า และระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้นมากซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการผลิตในไทย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ เช่น Minebea Denso เป็นต้น

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือนักลงทุนไทยและต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านพรหมแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 พบว่ายังมีนักลงทุนส่วนน้อยที่ย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชามายังไทย แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการปิดด่านเนื่องจากโรงงานที่ตั้งในกัมพูชามีขนาดใหญ่ และใช้แรงงานจำนวนมาก(labour intensive) ทำให้ลำบากในการย้ายฐานการผลิตมาไทย

“ขณะนี้สถานการณ์ไทย-กัมพูชา มองกันว่าต้องใช้เวลานานหากจะมีการเปิดด่านขึ้นมาเพราะต้องคำนึงถึงความมั่นคงเป็นลำดับแรก ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติต้องปรับ Business Modelกันใหม่ หากจะเลือกย้ายฐานจากไทยไปกัมพูชาคงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชามาฝั่งไทยน่าจะมีความเป็นไปได้ สิ่งสำคัญก็คือการย้ายฐานมาต้องมีแรงงานรองรับให้เพียงพอด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางภาครัฐต้องเข้ามาดำเนินการ”

นายนฤตม์ กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ดบีโอไอวันที่ 17 ต.ค. นี้ บีโอไอเตรียมเสนอมาตรการเร่งด่วนด้านการลงทุน 3 เรื่อง คือ 1. มาตรการเร่งรัดการลงทุน 70 โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมลงทุนในช่วง 2 ปี(ปี66-67)ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนรวมมูลค่า 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกิจการData Center อิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจไฟฟ้า โดยจะพิจารณาถึงปัญหาและอุปสรรคของความล่าช้า เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงภายใน 4เดือนนี้

2.มาตรการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เซมิ คอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) แผงวงจรพิมพ์(PCB ) AI เป็นต้น โดยบีโอไอร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และภาคเอกชน จะปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรเพื่อเพิ่มทักษะในระยะสั้น โดยจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ ลักษณะ Bootcamp หลักสูตรระยะสั้น ที่รวมการฝึกปฏิบัติในโรงงาน และหลักสูตรออนไลน์ เทรนนิ่ง มีเป้าหมายสร้างบุคลากรให้มีความพร้อมตามนโยบายของรองนายกฯ เอกนิติ ที่ตั้งไว้ 100,000 คนในช่วง4เดือน

3.มาตรการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวในการแข่งขันโลกยุคใหม่ โดยปรับเครื่องจักรให้ทันสมัย การใช้ Automation และดิจิทัล เป็นต้น จากเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...