IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ “เศรษฐกิจโลก” ปี 68 เป็น 3.2% หลังภาษี-การเงินไม่รุนแรง
IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ "เศรษฐกิจโลก" ปี 68 เป็น 3.2% จาก 3.0% หลังภาษี-การเงินไม่รุนแรง แต่เตือนสงครามการค้าสหรัฐ-จีนอาจฉุดโตแรง พร้อมปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงในจีน อินเดีย และไทย
วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 06.22 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2568 ขึ้นเล็กน้อยเมื่อวันอังคาร (14 ต.ค.) หลังพบว่า ผลกระทบจากมาตรการภาษีและภาวะการเงินทั่วโลกไม่รุนแรงเท่าที่คาดไว้ แต่เตือนว่าหากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ–จีนปะทุขึ้นอีกครั้งตามคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
IMF ระบุในรายงาน World Economic Outlook ว่า ข้อตกลงการค้าล่าสุดระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศเศรษฐกิจหลักช่วยหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่เลวร้ายจากภาษีตอบโต้ที่ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้ ส่งผลให้ IMF ต้องปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นครั้งที่สองตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลก (GDP ที่แท้จริง) จะเติบโต 3.2% ในปี 2568 ปรับขึ้นจากประมาณการเดือนกรกฎาคมที่ 3.0% และจาก 2.8% ในเดือนเมษายน ซึ่งขณะนั้นสหรัฐฯเพิ่งประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้แบบเท่ากัน (reciprocal tariffs) อย่างกว้างขวางจนเกิดการตอบโต้กับจีนแบบตาต่อตา โดยคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.1% ไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดิม
ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูแร็งชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุว่า การเติบโตที่ดีเกินคาดส่วนหนึ่งมาจากภาคเอกชนที่ปรับตัวได้รวดเร็ว เช่น การนำเข้าสินค้าล่วงหน้า การปรับโครงสร้างซัพพลายเชน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ มาตรการกระตุ้นทางการคลังในยุโรปและจีน และกระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เฟื่องฟู
กูแร็งชาสกล่าวก่อนการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกในสัปดาห์นี้ว่า“สรุปคือสถานการณ์ไม่เลวร้ายอย่างที่เรากลัว แต่ก็ยังแย่กว่าที่คาดไว้เมื่อปีที่แล้ว และยังไม่ดีพอ”
อย่างไรก็ตามความสงบชั่วคราวถูกทำลายเมื่อทรัมป์ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 100% ซึ่งเป็นการเพิ่มจากอัตราเฉลี่ยปัจจุบันที่ 55% เพื่อตอบโต้การที่จีนขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare earths) อย่างมาก ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อต เบสเซนต์ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่ากำลังมีการหารือเพื่อลดความตึงเครียดดังกล่าว
กูแร็งชาสกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก” พร้อมเตือนว่า การยกระดับสงครามการค้าอาจบั่นทอนการเติบโตทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความไม่แน่นอนที่ส่งผลลบต่อการลงทุนและการใช้จ่าย
ในกรณีเลวร้ายที่ IMF จำลองไว้ หากภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 30% และสินค้าจากญี่ปุ่น ยูโรโซน และตลาดเกิดใหม่ในเอเชียเพิ่มขึ้นอีก 10% จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลดลง 0.3% และผลกระทบจะขยายเป็น 0.6% ภายในปี 2571
เมื่อรวมผลกระทบอื่น ๆ เช่น เงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และความต้องการสินทรัพย์สหรัฐที่ลดลง IMF ระบุว่าเศรษฐกิจโลกอาจหดตัวถึง 1.2% ในปี 2569 และ 1.8% ภายในปี 2570
สำหรับสหรัฐฯ IMF ยังคงมองว่าเศรษฐกิจทรงตัวได้ดี โดยคาดว่า GDP ปี 2568 จะเติบโต 2.0% เพิ่มจาก 1.9% ในเดือนกรกฎาคม และปี 2569 ที่ 2.1% แม้จะต่ำกว่าการเติบโต 2.8% ในปี 2567 ก็ตาม
IMF ระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนมาจากอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคาด มาตรการกระตุ้นทางการคลังจากร่างกฎหมายภาษีของพรรครีพับลิกัน สภาพคล่องทางการเงินที่ผ่อนคลาย และการลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เติบโตปี 2568 เป็น 1.2% จาก 1.0% โดยได้แรงหนุนจากการขยายงบประมาณของเยอรมนีและการเติบโตที่แข็งแกร่งของสเปน ขณะที่ญี่ปุ่นได้ประโยชน์จากการเร่งนำเข้าในครึ่งปีแรกเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐ ทำให้คาดการณ์เติบโตปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 1.1% จาก 0.7% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการปรับขึ้นค่าจ้างและการบริโภคในประเทศ แต่ปี 2569 จะชะลอลงเหลือ 0.6% นอกจากนี้ละตินอเมริกาและแคริบเบียน IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 2.4% จาก 2.2% โดยเฉพาะ เม็กซิโก ซึ่งได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจสหรัฐและมีการปรับขึ้นจาก 0.2% เป็น 1.0%
IMF คงประมาณการการเติบโตของจีนไว้ที่ 4.8% ในปี 2568 และ 4.2% ในปี 2569 โดยระบุว่าแรงหนุนหลักมาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่อาจไม่ยั่งยืน
กูแร็งชาสเตือนในบล็อกของ IMF ว่า “แนวโน้มเศรษฐกิจจีนยังน่ากังวล เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเปราะบางแม้เวลาผ่านไป 4 ปีหลังฟองสบู่แตก ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินยังคงสูงขึ้น การลงทุนภาคอสังหาฯ หดตัว ความต้องการสินเชื่ออ่อนแอ และเศรษฐกิจกำลังอยู่บนขอบของกับดักหนี้และเงินฝืด (debt-deflation trap)”
IMF คงประมาณการเงินเฟ้อโลกปี 2568 ที่ 4.2% และปี 2569 ที่ 3.7% แต่ระบุว่ามีความแตกต่างระหว่างประเทศ ในสหรัฐ เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เริ่มทยอยผลักภาระภาษีนำเข้าไปยังผู้บริโภค ขณะที่ในหลายประเทศเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และไทย IMF ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลง สะท้อนถึงการเติบโตที่ชะลอตัวและแรงกดดันด้านราคาในประเทศที่ลดลง
อ้างอิง : www.reuters.com