“วิโรจน์” แฉ เครือข่ายเงินสกปรก เอี่ยวหลายบริษัท พัวพัน “นกม.-รัฐวิสาหกิจ-SKYY9”
“วิโรจน์” แฉ เครือข่ายเงินสกปรก โล่ซื้อหุ้นบางจาก-โครงสร้างพื้นฐานไทย พบเอี่ยว หลายบริษัท พัวพัน “นกม.-รัฐวิสาหกิจ-SKYY9” หวั่น แก๊งทุนเทาเขมือบประเทศ เร่ง “รบ.อนุทิน” เดินหน้าเปิดบ้านร่วมมือ ”UNCC 2024” ปิดดีลแก๊งคอลเซ็นเตอร์
วันที่ 30 ก.ย. 68 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนยืนยันว่าหากรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และติดตามการซื้อ-ขายหุ้นของบริษัทบางจากคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เรื่องนี้เริ่มจากสำนักข่าว Asia Sentinel รายงานว่าในปี 2567 มีกองทุนลึกลับกองทุนหนึ่งพยายามจะเข้าซื้อหุ้นบางจากทั้งหมดที่กองทุนประกันสังคมถือครองอยู่ 14.18% คิดเป็นมูลค่ากว่า 7 พันล้านบาท ซึ่งรองศาสตรจารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคมได้ยืนยันว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมพยายามจะสอบถามว่าตัวจริงของผู้ที่จะซื้อหุ้นเป็นใคร แต่ไม่ว่าจะถามย้ำซ้ำสักแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับคำตอบ จึงทำให้ดีลการซื้อหุ้นบางจากแบบบิ๊กล็อตไม่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้นายอนุทินสามารถสอบถามได้จากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่กำกับดูแลสำนักงานประกันสังคมในขณะนั้นได้ ว่าแท้จริงอะไรเกิดขึ้น ต่อมามีการปรากฏข่าวใหญ่ว่ามีกองทุนจากประเทศสิงคโปร์ ที่ชื่อว่า แคปปิตอล เอเชีย อินเวสต์เม็นท์ (CAI) ได้เข้ามาถือของหุ้นบางจากในสัดส่วนสูงถึง 14% แต่ถึงเพียงชั่วคราว และในเดือนมีนาคม 2568 ก็รีบเทขายหุ้นกว่า 9% ให้กับบริษัทไทยที่ชื่อว่า บจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ต เอนเนอจี้ (ACE) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปีเดียวกันนี้เอง ที่น่าจับตามองคือ ไม่ได้หยุดแค่นั้น ได้ไล่ซื้อหุ้นบางจากเพิ่มขึ้นจนกระทั่งวันที่ 9 เมษายน 2568 กวาดหุ้นบางจากไปครองได้มากกว่า 20% เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวที่แปลกตนจึงไปสืบค้นต่อ และพบว่าธุรกรรมเหล่านี้เชื่อมโยงกับคนที่ชื่อว่า เบนจามิน มาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerburgur) ซึ่งบุคคลนี้มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับฮุนเซนและบรรดานายทุน กลุ่มทุนธนาคารกับทางกัมพูชา นอกจากนี้ทางฝั่งไทยก็มีเครือข่ายกับนักการเมืองใหญ่อย่างแนบแน่นไม่แพ้ นอกจากนี้มีการรายงานจากสำนักข่าวอิสลามว่ามีภาพนายเบญจมินคู่ นั่งร่วมโต๊ะกาแฟกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และร.อ.ธรรมนัสได้ยอมรับว่าเป็นตน และมีภาพการทำบุญทอดกฐินที่จังหวัดอุตรดิตถ์ แม้ภาพถ่ายจะไม่สามารถยืนยันว่าทั้งสามคนมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจทางการเมืองกัน แต่เมื่อภาพออกสู่สายตาสาธารณะชนก็เกิดคำถามและความสงสัยอย่างยิ่งว่าตกลงแล้วความเชื่อมโยงที่แท้จริงคืออะไร
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า นายเบนจามิน ถูกตั้งข้อสงสัยอย่างหนักว่าอาจมีความเกี่ยวโยงกับ ธุรกิจสีเทาและ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ธุรกิจเถื่อน อาชญากรรมไซเบอร์ ที่ประเทศกัมพูชาเป็น ฐานปฏิบัติการใหญ่ โดยมูลค่าของธุรกิจสีเทาเหล่านี้มีมูลค่าสูงถึง 12,900 ถึง 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตีเป็นเงินไทยได้ 4-6 แสนล้านบาท เท่ากับ 60% ของประเทศกัมพูชา และพี่น้องประชาชนคนไทยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และ อาชญากรรมไซเบอร์ศูนย์ถึง 115,300,000,000 บาท คิดเป็นวัน วันละ 316 ล้านบาทและจากรายงานของสำนักวิจัยก็ระบุเพิ่มอีกว่าธุรกิจพนันออนไลน์ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงปีละ 2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยวันละ 55 ล้านบาท ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงถึงปีละ 1.35 แสนล้านบาท นอกจากนี้ รายงานจากสื่อมวลชนพบว่า หนึ่งในผู้จัดการกองทุน CAI มีชื่อว่าแคทรียา บีเวอร์ ซึ่งเป็นภรรยาของนายเบนจามิน โดยนายเบญจมินยังได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของนายฮุนเซนโดยตรง ซึ่งเกี่ยวโยงกับนายยิม เลียก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ BIC Group กลุ่มทุนการเงินขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับตระกูลฮุน และครั้งหนึ่งของเว็บไซต์ BIC Group ได้เคยมีการอ้างชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังไปเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการร่วมกับอดีตปลัดกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน รวมถึงอดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และเพิ่งถูกเอาชื่อออกจากเว็บไซต์เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา
นายวิโรจน์ ระบุต่อว่า ตนเข้าใจว่านายวรภัค เพิ่งออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยดำรงตำแหน่งใดในบริษัทดังกล่าว ไม่เคยได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ใด ๆ เพียงแค่เคยพบและพูดคุยกับนายยิม เลียก หลายปีก่อนเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง นายวรภัค ต้องฟ้องบริษัทเนื่องจากนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไม่ใช่แค่ออกปฏิเสธ ทั้งนี้ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจด้วยและปกป้องเกียรติภูมิของประเทศชาติ นายวิโรจน์ย้ำว่าต้องฟ้อง
เมื่อย้อนไปปี 2563 แคทรียา บีเวอร์ ได้เข้ามาซื้อหุ้น บจก.ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟเซีย (UPA) ต่อมา UPA ไปซื้อหุ้น One Central Tower ในสัดส่วนสูงถึง 33.84% เมื่อพิจารณาความเชื่อมโยงแล้วย่อมต้องข้อสันนิษฐานได้ว่า นายเบนจามิน แคทรียา และยิม เลียก ไม่น่าจะแค่รู้จักกันผิวเผินแต่จะมีคอนเน็คชั่น ระหว่างกันที่แนบแน่นพอสมควร
ส่วนนายวรภัค เป็นผู้ก่อตั้ง บจก.พิลกรัม ฟินันซ่า อินเวสเมนท์ โฮลดิ้ง (PFIH) และในช่วงแรกถือหุ้นมากถึง 60% ต่อมาจึงมีธุรกรรมการซื้อขายหุ้นกับกองทุน CAI โดยขายหุ้นบริษัท Finansia X (FSX) ให้กับกองทุน CAI ที่แคทรียา บีเวอร์ เป็นผู้จัดการกองทุน จึงมีคำถามว่านายวรภัครู้จักกับบุคคลเหล่านี้มาก่อนแล้วใช่หรือไม่
ส่วน บจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอจี้ (ACE) ที่เข้ามาซื้อหุ้นบางจากต่อจากกองทุน CAI มีผู้ถือหุ้นเพียงสองรายคือ บจก.อังกอร์ อิซซูแอนซิส ถือหุ้น 49% และ บจก.อัลฟ่า โกลบอลถือหุ้น 51% แต่ที่น่าสงสัยคือ บจก.อัลฟ่า โกลบอล จำกัดมีที่ตั้งเดียวกันกับ BIC Group ในประเทศไทยและยังเป็นที่เดียวกันกับ บจก.เอเพทซ์ เอคควิตี้ เวนเจอร์ ของแคทรียา บีเวอร์ ที่ชั้น 28 อาคารเกษร ทาวเวอร์ (Gysorn Tower)
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่านายอนุทินน่าจะรู้จักนายเบนจามินอยู่บ้าง เพราะในช่วงปลายปี 2567 จนถึงต้นปี 2568 บุคคลคนนี้เคยขอสละสัญชาติกัมพูชาแล้วมายื่นขอสัญชาติไทยแต่ถูกนายอนุทินซึ่งในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่เซ็นอนุญาต และในกระบวนการยื่นขอสัญชาติไทยในครั้งนั้น มีสื่อมวลชนรายงานว่าหนึ่งในผู้รับรองประวัติให้นายเบนจามิน ชื่อว่า วราห์ สุจริตกุล รองประธานกรรมการบริษัท Finansia X (FSX) ซึ่งบริษัทนี้เป็นหุ้นที่บจก.พิลกรัม ฟินันซ่า อินเวสเมนท์ โฮลดิ้ง (PFIH) ที่นายวรภัค เคยถือหุ้นใหญ่ก่อนจะขายให้ CAI ของแคทรียา บีเวอร์ เป็นผู้จัดการกองทุน นายวิโรจน์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า วราห์ อาจจะเซ็นรับรอง โดยที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับนายเบนจามิน หรืออาจถูกแอบอ้างชื่อก็เป็นได้ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องตรวจสอบให้กระจ่างและให้ความเป็นธรรมกับวราห์
ขณะที่หุ้นบางจาก ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2568 เป็นช่วงที่บจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ต เอนเนอจี้ (ACE) กำลังเข้าซื้อตอนนั้นมีมูลค่าตลาด (Market Share) อยู่ราว 50,000 ล้านบาท ดังนั้นการซื้อหุ้นบางจาก 20% ต้องใช้เงินมากถึง 10,000 ล้านบาท คำถามคือบริษัท ACE เอาเงินทุนจากไหนมาซื้อ เพราะทุนจดทะเบียนบริษัทมีเพียงแค่ 50 ล้านบาท นักลงทุนจึงเกิดข้อสงสัยและคิดกันไปได้ไกลว่า แหล่งเงินทุนที่เอามาซื้อหุ้นบางจากนั้น มีความเกี่ยวพันกับ BIC Group หรือกลุ่มทุนอื่น ๆ ของประเทศกัมพูชาหรือไม่
ปัจจุบันบริษัทบางจากไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจโรงกลั่นหรือจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป แต่ได้ขยายอาณาจักรธุรกิจออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ บจม.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) และ BCPR ที่จัดตั้งทั้งในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์เพื่อดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 บริษัท BCPR เพิ่งประกาศความร่วมมือกับเชฟรอน (Chevron) เพื่อสำรวจปิโตรเลียมในแปลง G2/65 ในอ่าวไทย ซึ่งทางประเทศไทยและกัมพูชาได้มีการตกลง MOU44 เพื่อแบ่งพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเล หรือ Overlapping Claim Area (OCA) พื้นที่ตรงนี้มีขนาดมหึมา 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เต็มไปด้วยทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ทะเล มูลค่ามหาศาลมีการวางแผนเรื่องสัมปทานไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กิจกรรมสำรวจและผลิตยังไม่เกิดขึ้น เพราะข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชายังไม่สิ้นสุด ซึ่งเกิดคำถามว่า หากวันหนึ่งฝ่ายการเมืองดีลกันลงตัวระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับนักการเมือง และกลุ่มทุนไทยกับเครือข่ายอำนาจของฮุนเซน บางจากในฐานะที่เป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทันที เพื่อเปิดทางไปสู่อภิมหาโครงการแสวงหาผลประโยชน์ต่อทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ทะเล นี่คือข้อสงสัยและความกังวลของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ลองสมมุติว่าเงินที่นำมาไล่ซื้อหุ้นบริษัทบางจากนั้น เกิดเป็นสกปรกขึ้นมา ที่มีที่มาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงินของเครือข่ายก่อการร้ายหรือแม้แต่อาชญากรรมไซเบอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีฐานที่มั่นอยู่ที่ประเทศกัมพูชา หากเรื่องสมมุตินี้เป็นเรื่องจริงขึ้นมา ก็หมายความว่าทุนเทาข้ามชาติขนาดมหึมา เหมือนสึนามิของคลื่นทุนเทาข้ามชาติกำลังคืบคลานเข้ามายึดประเทศไทยของเราผ่านกลไกของตลาดหลักทรัพย์ นี่ไม่ใช่แค่การนำเงินสดสกปรกมาฟอกให้สะอาดผ่านธุรกิจธรรมดา แต่คือการเอาเงินที่หลอกคนไทย มาทำกำไรผ่านกลไกของตลาดหลักทรัพย์ โดยเข้าซื้อหุ้นในจุดยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงของประเทศ
นอกจากนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็น่าจะให้ข้อมูลได้ เพราะเคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัทบางจากมาตั้งแต่ปี 2555 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 นี่เอง เพื่อก้าวเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงนายวรภัคก็น่าจะให้ความเห็นได้ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้กับนายพิชัย
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับทุนเทาข้ามชาติไม่ได้หยุดแค่การพบทรัพยากรธรรมชาติหรือปิโตรเลียมใต้ทะเลเท่านั้น แต่ยังมีข้อสันนิษฐานอันน่ากลัวว่าเงินสีเทามหาศาลก้อนนี้ อาจทะลักเข้ามายึดระบบการธนาคารของประเทศไทยโดยตรง หากสมมุติฐานนี้เป็นเรื่องจริง ประเทศเรากำลังจะกลายสภาพเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของโลก และคลื่นสึนามิของเงินสกปรกทั้งสีดำ สีเทาจากทุกละติจูด ลองติจูดจะไหลทะลักเข้ามาในประเทศของเราอย่างไม่ขาดสาย และสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น ก็คือเงินสกปรกก้อนโตจะกองกลายเป็นกำแพงกีดกันเม็ดเงินลงทุนสุจริตไม่ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยของเรา และเราจะสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนสมัยใหม่ สูญเสียโอกาสในการพัฒนา Supply Chain ใหม่ ๆ ที่สร้างงาน สร้างแรงงานทักษะชั้นสูง แทนที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม เราจะกลับกลายเป็นเพียงดินแดนที่เต็มไปด้วยมาเฟียข้ามชาติและเป็นคอกม้าที่เต็มไปด้วยบัญชีม้าในทุกหย่อมหญ้า
รวมถึงกลุ่มทุน BIC Group ยังมีธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ชื่อว่า BIC Bank โดยปัจจุบันนายยิม เลียก นั่งเป็นประธานกรรมการแต่ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นก็คือ ประธานกรรมการ BIC Bank คนแรกตามรายงานประจำปี 2561 ปรากฏชื่อนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลังของประเทศไทยก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นนายยิม เลียก ในปี 2562 และล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นายสถิตย์ ก็ได้รับการแต่งตั้งจากนายพิชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ณ ขณะนั้น ให้เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่เพียงเท่านั้น วันที่ 20 มีนาคม 2568 นายสถิตย์ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งนายสถิตย์อาจมีความรู้จักมักคุ้นกับแคทรียา บีเวอร์ไม่มากก็น้อย เพราะเคยมีการเข้าถึงหุ้นที่ บจก.คิวทีซี เอ็นเนอยี่ (QTC) ร่วมกันมาแล้ว
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพและความสุจริตของนายสถิตย์ แต่ประชาชนและนักลงทุนจะไม่ตั้งข้อสงสัยได้อย่างไร ในเมื่ออดีตประธานกรรมการของ BIC Bank กลุ่มทุนทางการเงินขนาดใหญ่ของกัมพูชาซึ่งถูกสื่อมวลชนตั้งข้อกังขาในเรื่องของความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ เข้ามามีบทบาทโดยตรงในกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลในตำแหน่งสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทย ระดับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลระบบการเงินและการธนาคารของประเทศ
ต่อมานายวิโรจน์กล่าวถึงบจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอจี้ (ACE) ที่มีผู้ถือหุ้นเพียงสองรายคือ บจก.อังกอร์ อิซซูแอนซิส ถือหุ้น 49% และ บจก.อัลฟ่า โกลบอลถือหุ้น 51% ซึ่งบจก.อังกอร์ อิซซูแอนซิส เป็นบริษัทในเครือ Chartered Group เป็นแพลตฟอร์มการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ โดยมีบริษัทในเครืออีกบริษัทหนึ่งคือ บจก.โอปัส ชาร์เตอร์ด อินซูแอนซิส เมื่อติดตามการซื้อหุ้นของบริษัทนี้แล้ว จึงได้พบว่ามีการเข้าซื้อหุ้น บจก.วีจีไอ (VGI) ในสัดส่วน 11% และกองทุน CAI ก็เข้าซื้อหุ้น บจก.วีจีไอ (VGI) เช่นกัน โดยถือหุ้น 14.5% สาเหตุที่ทั้งสองบริษัทเข้าซื้อหุ้น VGI มีนักวิเคราะห์การเงินและการลงทุนวิเคราะห์เอาไว้ว่าน่าจะเป็นเพราะ VGI กำลังพยายามขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาหรือ Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ปรากฏว่าขออนุญาตไม่สำเร็จ ซึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าหากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมีความสัมพันธ์หรือรู้จักคุ้นเคยกับ BIC Group แล้ว VGI อาจได้รับการอนุญาตหรือเปล่า
ต่อมาเรื่อง คูคอยน์ (KuCoin) คือแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลระดับโลกที่ให้บริการแก่ผู้ใช้ในประเทศไทย มีเรื่องที่น่าสนใจคือบริษัทแม่ของคูคอยน์เคยถูกปรับเงินสูงกว่า 300 ล้านดอลลาร์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2567 มาแล้วเนื่องจากประกอบธุรกิจโอนเงินโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่สามารถหยุดยั้งการฟอกเงินหลาย พันล้านเหรียญสหรัฐได้ ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้เข้าซื้อหุ้น บจก.อีอาร์เอ็กซ์ (ERX) และออก Sirihub Token ให้กับ บมจ.แสนสิริ (SIRI)
โดยมีนายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า มีการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ซึ่งผิดข้อบังคับข้อที่ 5 ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันนี้แถลงนโยบายของ ครม. นายอนุทิน แต่จะเล่นครึ่งบกครึ่งน้ำแบบนี้ก็ไม่ว่าหรอก เป็นสิทธิ์ของท่านแต่แบบนี้คนไทยรู้ว่าเล่นอะไร ตนเคยเห็นแต่คางคกเท่านั้นที่ครึ่งบกครึ่งน้ำ
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ธุรกิจนี้อาจเป็นธุรกิจที่ไม่มีอะไรในกอไผ่ก็ได้ เพียงแต่ตนให้ข้อสงสัยว่าเหตุใดสมัยรัฐบาลนายเศรษฐาทวีสิน จึงต้องนั่งพวกตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย ตนเพียงสงสัยเท่านั้น พร้อมกับกล่าวว่าตนพยายามที่จะไม่เอ่ยด้วยความสุจริตใจและให้ความเป็นธรรมกับทุกชื่อที่เอ่ย ตนเพียงแต่ตั้งข้อสงสัยไม่ได้ยืนยัน และเป็นข้อสงสัยที่ประชาชนสงสัย หากตัดตัวละครและใช้ชื่อย่ออย่างนี้ มันฟังไม่รู้เรื่องและเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ประชาชนจึงจะรู้ว่าทุนเท้าข้ามชาติกำลังจะเข้ามายึดประเทศ ตนเชื่อว่าประชาชนที่ฟังทางบ้านอยากจะฟังและตนจะระมัดระวังตามคำวินิจฉัยของประธานสภาฯ ตนไม่รู้ว่าครึ่งบกครึ่งน้ำคืออะไรแต่นี่คือคลื่นสึนามิที่กำลังจะเข้ามาครองประเทศไทยและเปลี่ยนให้ประชาชนคนไทยเป็นทาส
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า บจก.อีอาร์เอ็กซ์ (ERX) เป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิตอล โดยผู้ลงทุนจะต้อง ทำธุรกรรมผ่านธนาคารที่ผูกบัญชีกันเอาไว้ จึงมีข่าวเชื่อมโยงทางด้านแวดวงการเงินการลงทุนว่ามีกลุ่มทุน กลุ่มหนึ่งพยายามเจรจาซื้อหุ้นธนาคารอิสลาม (I Bank) โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจะนำเอาธนาคารอิสลามมาใช้ผูกบัญชีกับแพลตฟอร์ม KuCoin Thailand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิตอลเจ้าแรกและเจ้าเดียว ที่เข้ามาหนุนโครงการ G-token อย่างเต็มตัว หรือเข้าใจ ๆ ว่าเป็นพันธบัตรรัฐบาลรูปแบบดิจิตอลของรัฐบาลไทยที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งจะทำการซื้อขายรับผลตอบแทนและไถ่ถอนบนแผ่นฟอร์มของ KuCoin Thailand ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจจากข่าว เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ที่ KuCoin Thailand ภายใต้การบริหารของบจก.อีอาร์เอ็กซ์ (ERX) ประกาศจับมือ เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับบริษัทหลักทรัพย์ Finansia Syrus (FSS) เพื่อร่วมผลักดันและขยายโอกาสทางด้านการลงทุนสินทรัพย์ดิจิตอลในประเทศไทย ซึ่ง Finansia Syrus (FSS)เป็นบริษัทในเครือ Finansia X (FSX) ที่ มีรองประธานกรรมการบริษัทที่ชื่อว่า วราห์ สุจริตกุล และเป็นหนึ่งในคนที่รับรองประวัติให้นายเบนจามิน
นายวิโรจน์ กล่าวว่า แม้การซื้อขายหุ้นธนาคารอิสลามจะไม่เกิดขึ้น แต่โครงการ Sandbox ของการนำสินทรัพย์ดิจิตอลมาเปลี่ยนเป็นเงินสกุลบาทและนำไปใช้จ่าย ของ กลต. เกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่อนุญาตให้เงินครโตสามารถนำมาใช้จ่ายประหนึ่งเป็นเงินสดได้เลย ถ้าเงินคริปโตที่เอามาใช้จ่ายมีที่มาเป็นเงินสะอาดจากการค้าและการลงทุนสุจริต ไม่เป็นปัญหา แต่หากมีที่มาจากเงินสีดำสีเทาเงินสกปรกนี่เท่ากับว่าโครงการ Sandbox โครงการนี้เป็นโครงการที่ปั้นขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องฟอกเงินให้กับอาชญากรข้ามชาติ
ย้อนกลับมาที่ บจก.โอปัส ชาร์เตอร์ด อินซูแอนซิส บริษัทในเครือ Chartered Group ที่เป็นเสมือนพี่น้องของ บจก.อังกอร์ อิชชูแอนซิส ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใน บจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอจี้ (ACE) ที่เข้าไปซื้อหุ้นบางจาก บริษัทนี้ นอกจากจะซื้อหุ้น VGI แล้ว ยังซื้อหุ้น บลจ. MFC ซึ่งเป็นบริษัทจัดการหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เป็นหน่วยงานหรือรัฐวิสาหกิจรวมกันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีกด้วย และ บลจ. MFC ก็เป็นผู้ถือหุ้นกองทุนประกันสังคม และกองทุนประกันสังคมก็ซื้อหุ้นบางจากอยู่ที่ 15.1% ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่า บจก.โอปัส ชาร์เตอร์ด อินซูแอนซิส ถือหุ้นบางจากทางอ้อม
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่พอเหมาะพอเจาะอย่างน่าสงสัย เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568 คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ มีมติการประชุมครั้งที่ 5/2567 ในสมัยที่นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการเสนอร่างประกาศคณะ กรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติเรื่องข้อกำหนดการฝากหรือลงทุนของสหกรณ์ ที่เปิดทางให้สหกรณ์ทั่วประเทศนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่มีหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งสายมูก็ลือกันว่า “นี่อาจเป็นผลบุญที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าไปทำบุญร่วมกับนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรืออาจเป็นบุญหล่นทับอีกครั้งหนึ่ง ที่มาทำบุญที่วัดดวงแข นี่แหละครับที่เรียกว่ากรรมติดจรวด เอ้ย ขอถอนก็ละกันครับ เปลี่ยนเป็นทำบุญชาตินี้ได้บุญชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้าน่าจะสุภาพกว่า”
โดยสอดคล้องกับการขายอาคาร SKYY9 ที่ขายโดย บลจ.MFC ให้กับกองทุนประกันสังคมในราคา 7 พันล้านบาททั้งที่ราคาประเมินมีมูลค่าตลาดอยู่เพียง 3,428-3,863 ล้านบาท ถ้าเราไม่มองว่านี่คือผลบุญจากการทอดกฐินในครั้งนั้น แต่กลับมาตั้งคำถามตรง ๆ ว่านี่คือการทำกำไรเกินที่เข้าข่ายการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกันตน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศของเราอาจกำลังเผชิญหน้ากับขบวนการทางการเมืองที่เปิดช่องให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศ เข้ามาเบียดบังผลประโยชน์ของผู้ประกันตน ซึ่งถูกบังคับให้หักเงินเดือนเข้ากองทุนอยู่ทุกเดือน และหากปล่อยประละเลยให้สมมุติฐานนี้เกิดขึ้นจริงก็อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงในชีวิตของผู้ประกันตนในระยะยาว
นายวิโรจน์ กล่าว่า หากทุกสิ่งทุกอย่างที่เล่ามาโดยตลอด การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่มาจากการค้าการลงทุนที่สุจริต ทุกธุรกรรมมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ถ้าเงินที่ไหลเวียน ผ่านกลไกเครือข่ายต่าง ๆ เป็นเงินสีดำ สีเทาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทการหลอกลวงออนไลน์หรืออาชญากรรมไซเบอร์ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือความรู้เท่าถึงการณ์ก็ดี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กและเป็นหายนะระดับชาติ เพราะเท่ากับว่าเรากำลังเปิดประตูให้ทุนเทาข้ามชาติขนเงินสีเทามหาศาลเข้าในประเทศ เอาเงินที่หลอกคนไทยอยู่ทุกวัน ผ่านกลไกทางการเมือง การเงิน การลงทุนและการธนาคารเข้ามายึดของประเทศ
นอกจากนี้ ข้อสันนิษฐานจากนักลงทุน ว่า ทุนเทาข้ามชาติเหล่านี้ มักจะมีเป้าหมายไปที่หุ้นที่เกี่ยวพันกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่มีหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทุนเทาข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้หยุดที่การซื้อหุ้นเท่านั้น แต่จะมีการอุ้มสมเครือข่ายทางการเมือง ซื้อข้าราชการระดับสูงไปเป็นลูกสมุน และใช้เงินสีเทาไปใช้ซื้อเสียง เพื่อสร้างเครือข่ายทางการเมืองสีเทา เพื่อไปกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้ตนได้สูบได้กินผลประโยชน์ของประเทศกดขี่ประชาชนเป็นทาส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่รับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจและการคลังของประเทศจำเป็นต้องเร่งสั่งการให้ ปปง. และ กลต. ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และเรื่องนี้ตนไม่ได้คิดขึ้นมาเองแต่นายอนุทิน คงจะทรายดีอยู่แล้วว่าเครือข่ายของนายเบนจามิน อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์สร้างความเสียหายให้กับพลเมืองอเมริกาสูงถึงปีละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากอนุทินจริงจังกับนโยบายที่จะปรับตามเรื่องดังกล่าวจริง ต้องสั่งเดินหน้าและสั่งการมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ปปง. ให้เตรียมการเดินหน้าลงสัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ UNCC 2024 ในฐานะรัฐก่อตั้ง 40 ประเทศ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 รวมถึงสั่งการ ปปง. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลยีสารสนเทศ เร่งความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก ทั้งศูนย์ปราบปรามการเงินสหรัฐ (Fincen) สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) เครือข่ายความร่วมมือหน่วยงานข่าวกรองทางการเงินของโลก (Egmont Group) คณะทำงานการปราบปรามการฟอกเงินของโลก (FATF) ตำรวจสากล (Interpol)
ทั้งนี้ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงออนไลน์ให้สิ้นซาก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกและยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เม็ดเงินสุจริตจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และทำให้ประชาชนคนไทยผู้ประกอบการธุรกิจชาวไทยมีความปลอดภัยในทรัพย์สินไม่ต้องหวาดผวาว่าวันใดวันหนึ่งเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตจะถูกโจรออนไลน์มาหลอกเอาไป จนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตไม่ต้องเจอกับการตัดราคาหรือการพุ่งตลาดเพื่อการฟอกเงินของบริษัทนอมินี และไม่ต้องเสี่ยงที่จะถูกทุนเทาคืบคลานเข้ามายึดครอง หากเปิดทางให้มาผสมพันธุ์กับนักการเมืองชั่วได้ อย่าว่าแต่หุ้นบางจาก แม้แต่หุ้น ปตท. ธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารไทยพาณิชย์ เงินสกปรกเหล่านี้ มันก็ยึดได้