โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“วิโรจน์” แฉ เครือข่ายเงินสกปรก เอี่ยวหลายบริษัท พัวพัน “นกม.-รัฐวิสาหกิจ-SKYY9”

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 11.39 น.

“วิโรจน์” แฉ เครือข่ายเงินสกปรก โล่ซื้อหุ้นบางจาก-โครงสร้างพื้นฐานไทย พบเอี่ยว หลายบริษัท พัวพัน “นกม.-รัฐวิสาหกิจ-SKYY9” หวั่น แก๊งทุนเทาเขมือบประเทศ เร่ง “รบ.อนุทิน” เดินหน้าเปิดบ้านร่วมมือ ”UNCC 2024” ปิดดีลแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 30 ก.ย. 68 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนยืนยันว่าหากรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และติดตามการซื้อ-ขายหุ้นของบริษัทบางจากคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เรื่องนี้เริ่มจากสำนักข่าว Asia Sentinel รายงานว่าในปี 2567 มีกองทุนลึกลับกองทุนหนึ่งพยายามจะเข้าซื้อหุ้นบางจากทั้งหมดที่กองทุนประกันสังคมถือครองอยู่ 14.18% คิดเป็นมูลค่ากว่า 7 พันล้านบาท ซึ่งรองศาสตรจารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคมได้ยืนยันว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมพยายามจะสอบถามว่าตัวจริงของผู้ที่จะซื้อหุ้นเป็นใคร แต่ไม่ว่าจะถามย้ำซ้ำสักแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับคำตอบ จึงทำให้ดีลการซื้อหุ้นบางจากแบบบิ๊กล็อตไม่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้นายอนุทินสามารถสอบถามได้จากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่กำกับดูแลสำนักงานประกันสังคมในขณะนั้นได้ ว่าแท้จริงอะไรเกิดขึ้น ต่อมามีการปรากฏข่าวใหญ่ว่ามีกองทุนจากประเทศสิงคโปร์ ที่ชื่อว่า แคปปิตอล เอเชีย อินเวสต์เม็นท์ (CAI) ได้เข้ามาถือของหุ้นบางจากในสัดส่วนสูงถึง 14% แต่ถึงเพียงชั่วคราว และในเดือนมีนาคม 2568 ก็รีบเทขายหุ้นกว่า 9% ให้กับบริษัทไทยที่ชื่อว่า บจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ต เอนเนอจี้ (ACE) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปีเดียวกันนี้เอง ที่น่าจับตามองคือ ไม่ได้หยุดแค่นั้น ได้ไล่ซื้อหุ้นบางจากเพิ่มขึ้นจนกระทั่งวันที่ 9 เมษายน 2568 กวาดหุ้นบางจากไปครองได้มากกว่า 20% เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวที่แปลกตนจึงไปสืบค้นต่อ และพบว่าธุรกรรมเหล่านี้เชื่อมโยงกับคนที่ชื่อว่า เบนจามิน มาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerburgur) ซึ่งบุคคลนี้มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับฮุนเซนและบรรดานายทุน กลุ่มทุนธนาคารกับทางกัมพูชา นอกจากนี้ทางฝั่งไทยก็มีเครือข่ายกับนักการเมืองใหญ่อย่างแนบแน่นไม่แพ้ นอกจากนี้มีการรายงานจากสำนักข่าวอิสลามว่ามีภาพนายเบญจมินคู่ นั่งร่วมโต๊ะกาแฟกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และร.อ.ธรรมนัสได้ยอมรับว่าเป็นตน และมีภาพการทำบุญทอดกฐินที่จังหวัดอุตรดิตถ์ แม้ภาพถ่ายจะไม่สามารถยืนยันว่าทั้งสามคนมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจทางการเมืองกัน แต่เมื่อภาพออกสู่สายตาสาธารณะชนก็เกิดคำถามและความสงสัยอย่างยิ่งว่าตกลงแล้วความเชื่อมโยงที่แท้จริงคืออะไร

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า นายเบนจามิน ถูกตั้งข้อสงสัยอย่างหนักว่าอาจมีความเกี่ยวโยงกับ ธุรกิจสีเทาและ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ธุรกิจเถื่อน อาชญากรรมไซเบอร์ ที่ประเทศกัมพูชาเป็น ฐานปฏิบัติการใหญ่ โดยมูลค่าของธุรกิจสีเทาเหล่านี้มีมูลค่าสูงถึง 12,900 ถึง 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตีเป็นเงินไทยได้ 4-6 แสนล้านบาท เท่ากับ 60% ของประเทศกัมพูชา และพี่น้องประชาชนคนไทยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และ อาชญากรรมไซเบอร์ศูนย์ถึง 115,300,000,000 บาท คิดเป็นวัน วันละ 316 ล้านบาทและจากรายงานของสำนักวิจัยก็ระบุเพิ่มอีกว่าธุรกิจพนันออนไลน์ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงปีละ 2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยวันละ 55 ล้านบาท ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงถึงปีละ 1.35 แสนล้านบาท นอกจากนี้ รายงานจากสื่อมวลชนพบว่า หนึ่งในผู้จัดการกองทุน CAI มีชื่อว่าแคทรียา บีเวอร์ ซึ่งเป็นภรรยาของนายเบนจามิน โดยนายเบญจมินยังได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของนายฮุนเซนโดยตรง ซึ่งเกี่ยวโยงกับนายยิม เลียก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ BIC Group กลุ่มทุนการเงินขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับตระกูลฮุน และครั้งหนึ่งของเว็บไซต์ BIC Group ได้เคยมีการอ้างชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังไปเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการร่วมกับอดีตปลัดกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน รวมถึงอดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และเพิ่งถูกเอาชื่อออกจากเว็บไซต์เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นายวิโรจน์ ระบุต่อว่า ตนเข้าใจว่านายวรภัค เพิ่งออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยดำรงตำแหน่งใดในบริษัทดังกล่าว ไม่เคยได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ใด ๆ เพียงแค่เคยพบและพูดคุยกับนายยิม เลียก หลายปีก่อนเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง นายวรภัค ต้องฟ้องบริษัทเนื่องจากนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไม่ใช่แค่ออกปฏิเสธ ทั้งนี้ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจด้วยและปกป้องเกียรติภูมิของประเทศชาติ นายวิโรจน์ย้ำว่าต้องฟ้อง

เมื่อย้อนไปปี 2563 แคทรียา บีเวอร์ ได้เข้ามาซื้อหุ้น บจก.ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟเซีย (UPA) ต่อมา UPA ไปซื้อหุ้น One Central Tower ในสัดส่วนสูงถึง 33.84% เมื่อพิจารณาความเชื่อมโยงแล้วย่อมต้องข้อสันนิษฐานได้ว่า นายเบนจามิน แคทรียา และยิม เลียก ไม่น่าจะแค่รู้จักกันผิวเผินแต่จะมีคอนเน็คชั่น ระหว่างกันที่แนบแน่นพอสมควร

ส่วนนายวรภัค เป็นผู้ก่อตั้ง บจก.พิลกรัม ฟินันซ่า อินเวสเมนท์ โฮลดิ้ง (PFIH) และในช่วงแรกถือหุ้นมากถึง 60% ต่อมาจึงมีธุรกรรมการซื้อขายหุ้นกับกองทุน CAI โดยขายหุ้นบริษัท Finansia X (FSX) ให้กับกองทุน CAI ที่แคทรียา บีเวอร์ เป็นผู้จัดการกองทุน จึงมีคำถามว่านายวรภัครู้จักกับบุคคลเหล่านี้มาก่อนแล้วใช่หรือไม่

ส่วน บจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอจี้ (ACE) ที่เข้ามาซื้อหุ้นบางจากต่อจากกองทุน CAI มีผู้ถือหุ้นเพียงสองรายคือ บจก.อังกอร์ อิซซูแอนซิส ถือหุ้น 49% และ บจก.อัลฟ่า โกลบอลถือหุ้น 51% แต่ที่น่าสงสัยคือ บจก.อัลฟ่า โกลบอล จำกัดมีที่ตั้งเดียวกันกับ BIC Group ในประเทศไทยและยังเป็นที่เดียวกันกับ บจก.เอเพทซ์ เอคควิตี้ เวนเจอร์ ของแคทรียา บีเวอร์ ที่ชั้น 28 อาคารเกษร ทาวเวอร์ (Gysorn Tower)

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่านายอนุทินน่าจะรู้จักนายเบนจามินอยู่บ้าง เพราะในช่วงปลายปี 2567 จนถึงต้นปี 2568 บุคคลคนนี้เคยขอสละสัญชาติกัมพูชาแล้วมายื่นขอสัญชาติไทยแต่ถูกนายอนุทินซึ่งในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่เซ็นอนุญาต และในกระบวนการยื่นขอสัญชาติไทยในครั้งนั้น มีสื่อมวลชนรายงานว่าหนึ่งในผู้รับรองประวัติให้นายเบนจามิน ชื่อว่า วราห์ สุจริตกุล รองประธานกรรมการบริษัท Finansia X (FSX) ซึ่งบริษัทนี้เป็นหุ้นที่บจก.พิลกรัม ฟินันซ่า อินเวสเมนท์ โฮลดิ้ง (PFIH) ที่นายวรภัค เคยถือหุ้นใหญ่ก่อนจะขายให้ CAI ของแคทรียา บีเวอร์ เป็นผู้จัดการกองทุน นายวิโรจน์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า วราห์ อาจจะเซ็นรับรอง โดยที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับนายเบนจามิน หรืออาจถูกแอบอ้างชื่อก็เป็นได้ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องตรวจสอบให้กระจ่างและให้ความเป็นธรรมกับวราห์

ขณะที่หุ้นบางจาก ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2568 เป็นช่วงที่บจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ต เอนเนอจี้ (ACE) กำลังเข้าซื้อตอนนั้นมีมูลค่าตลาด (Market Share) อยู่ราว 50,000 ล้านบาท ดังนั้นการซื้อหุ้นบางจาก 20% ต้องใช้เงินมากถึง 10,000 ล้านบาท คำถามคือบริษัท ACE เอาเงินทุนจากไหนมาซื้อ เพราะทุนจดทะเบียนบริษัทมีเพียงแค่ 50 ล้านบาท นักลงทุนจึงเกิดข้อสงสัยและคิดกันไปได้ไกลว่า แหล่งเงินทุนที่เอามาซื้อหุ้นบางจากนั้น มีความเกี่ยวพันกับ BIC Group หรือกลุ่มทุนอื่น ๆ ของประเทศกัมพูชาหรือไม่

ปัจจุบันบริษัทบางจากไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจโรงกลั่นหรือจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป แต่ได้ขยายอาณาจักรธุรกิจออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ บจม.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) และ BCPR ที่จัดตั้งทั้งในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์เพื่อดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 บริษัท BCPR เพิ่งประกาศความร่วมมือกับเชฟรอน (Chevron) เพื่อสำรวจปิโตรเลียมในแปลง G2/65 ในอ่าวไทย ซึ่งทางประเทศไทยและกัมพูชาได้มีการตกลง MOU44 เพื่อแบ่งพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเล หรือ Overlapping Claim Area (OCA) พื้นที่ตรงนี้มีขนาดมหึมา 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เต็มไปด้วยทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ทะเล มูลค่ามหาศาลมีการวางแผนเรื่องสัมปทานไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กิจกรรมสำรวจและผลิตยังไม่เกิดขึ้น เพราะข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชายังไม่สิ้นสุด ซึ่งเกิดคำถามว่า หากวันหนึ่งฝ่ายการเมืองดีลกันลงตัวระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับนักการเมือง และกลุ่มทุนไทยกับเครือข่ายอำนาจของฮุนเซน บางจากในฐานะที่เป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทันที เพื่อเปิดทางไปสู่อภิมหาโครงการแสวงหาผลประโยชน์ต่อทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ทะเล นี่คือข้อสงสัยและความกังวลของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ลองสมมุติว่าเงินที่นำมาไล่ซื้อหุ้นบริษัทบางจากนั้น เกิดเป็นสกปรกขึ้นมา ที่มีที่มาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงินของเครือข่ายก่อการร้ายหรือแม้แต่อาชญากรรมไซเบอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีฐานที่มั่นอยู่ที่ประเทศกัมพูชา หากเรื่องสมมุตินี้เป็นเรื่องจริงขึ้นมา ก็หมายความว่าทุนเทาข้ามชาติขนาดมหึมา เหมือนสึนามิของคลื่นทุนเทาข้ามชาติกำลังคืบคลานเข้ามายึดประเทศไทยของเราผ่านกลไกของตลาดหลักทรัพย์ นี่ไม่ใช่แค่การนำเงินสดสกปรกมาฟอกให้สะอาดผ่านธุรกิจธรรมดา แต่คือการเอาเงินที่หลอกคนไทย มาทำกำไรผ่านกลไกของตลาดหลักทรัพย์ โดยเข้าซื้อหุ้นในจุดยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็น่าจะให้ข้อมูลได้ เพราะเคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัทบางจากมาตั้งแต่ปี 2555 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 นี่เอง เพื่อก้าวเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงนายวรภัคก็น่าจะให้ความเห็นได้ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้กับนายพิชัย

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับทุนเทาข้ามชาติไม่ได้หยุดแค่การพบทรัพยากรธรรมชาติหรือปิโตรเลียมใต้ทะเลเท่านั้น แต่ยังมีข้อสันนิษฐานอันน่ากลัวว่าเงินสีเทามหาศาลก้อนนี้ อาจทะลักเข้ามายึดระบบการธนาคารของประเทศไทยโดยตรง หากสมมุติฐานนี้เป็นเรื่องจริง ประเทศเรากำลังจะกลายสภาพเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของโลก และคลื่นสึนามิของเงินสกปรกทั้งสีดำ สีเทาจากทุกละติจูด ลองติจูดจะไหลทะลักเข้ามาในประเทศของเราอย่างไม่ขาดสาย และสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น ก็คือเงินสกปรกก้อนโตจะกองกลายเป็นกำแพงกีดกันเม็ดเงินลงทุนสุจริตไม่ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยของเรา และเราจะสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนสมัยใหม่ สูญเสียโอกาสในการพัฒนา Supply Chain ใหม่ ๆ ที่สร้างงาน สร้างแรงงานทักษะชั้นสูง แทนที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม เราจะกลับกลายเป็นเพียงดินแดนที่เต็มไปด้วยมาเฟียข้ามชาติและเป็นคอกม้าที่เต็มไปด้วยบัญชีม้าในทุกหย่อมหญ้า

รวมถึงกลุ่มทุน BIC Group ยังมีธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ชื่อว่า BIC Bank โดยปัจจุบันนายยิม เลียก นั่งเป็นประธานกรรมการแต่ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นก็คือ ประธานกรรมการ BIC Bank คนแรกตามรายงานประจำปี 2561 ปรากฏชื่อนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลังของประเทศไทยก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นนายยิม เลียก ในปี 2562 และล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นายสถิตย์ ก็ได้รับการแต่งตั้งจากนายพิชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ณ ขณะนั้น ให้เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่เพียงเท่านั้น วันที่ 20 มีนาคม 2568 นายสถิตย์ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งนายสถิตย์อาจมีความรู้จักมักคุ้นกับแคทรียา บีเวอร์ไม่มากก็น้อย เพราะเคยมีการเข้าถึงหุ้นที่ บจก.คิวทีซี เอ็นเนอยี่ (QTC) ร่วมกันมาแล้ว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพและความสุจริตของนายสถิตย์ แต่ประชาชนและนักลงทุนจะไม่ตั้งข้อสงสัยได้อย่างไร ในเมื่ออดีตประธานกรรมการของ BIC Bank กลุ่มทุนทางการเงินขนาดใหญ่ของกัมพูชาซึ่งถูกสื่อมวลชนตั้งข้อกังขาในเรื่องของความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ เข้ามามีบทบาทโดยตรงในกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลในตำแหน่งสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทย ระดับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลระบบการเงินและการธนาคารของประเทศ

ต่อมานายวิโรจน์กล่าวถึงบจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอจี้ (ACE) ที่มีผู้ถือหุ้นเพียงสองรายคือ บจก.อังกอร์ อิซซูแอนซิส ถือหุ้น 49% และ บจก.อัลฟ่า โกลบอลถือหุ้น 51% ซึ่งบจก.อังกอร์ อิซซูแอนซิส เป็นบริษัทในเครือ Chartered Group เป็นแพลตฟอร์มการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ โดยมีบริษัทในเครืออีกบริษัทหนึ่งคือ บจก.โอปัส ชาร์เตอร์ด อินซูแอนซิส เมื่อติดตามการซื้อหุ้นของบริษัทนี้แล้ว จึงได้พบว่ามีการเข้าซื้อหุ้น บจก.วีจีไอ (VGI) ในสัดส่วน 11% และกองทุน CAI ก็เข้าซื้อหุ้น บจก.วีจีไอ (VGI) เช่นกัน โดยถือหุ้น 14.5% สาเหตุที่ทั้งสองบริษัทเข้าซื้อหุ้น VGI มีนักวิเคราะห์การเงินและการลงทุนวิเคราะห์เอาไว้ว่าน่าจะเป็นเพราะ VGI กำลังพยายามขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาหรือ Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ปรากฏว่าขออนุญาตไม่สำเร็จ ซึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าหากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมีความสัมพันธ์หรือรู้จักคุ้นเคยกับ BIC Group แล้ว VGI อาจได้รับการอนุญาตหรือเปล่า

ต่อมาเรื่อง คูคอยน์ (KuCoin) คือแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลระดับโลกที่ให้บริการแก่ผู้ใช้ในประเทศไทย มีเรื่องที่น่าสนใจคือบริษัทแม่ของคูคอยน์เคยถูกปรับเงินสูงกว่า 300 ล้านดอลลาร์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2567 มาแล้วเนื่องจากประกอบธุรกิจโอนเงินโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่สามารถหยุดยั้งการฟอกเงินหลาย พันล้านเหรียญสหรัฐได้ ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้เข้าซื้อหุ้น บจก.อีอาร์เอ็กซ์ (ERX) และออก Sirihub Token ให้กับ บมจ.แสนสิริ (SIRI)

โดยมีนายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า มีการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ซึ่งผิดข้อบังคับข้อที่ 5 ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันนี้แถลงนโยบายของ ครม. นายอนุทิน แต่จะเล่นครึ่งบกครึ่งน้ำแบบนี้ก็ไม่ว่าหรอก เป็นสิทธิ์ของท่านแต่แบบนี้คนไทยรู้ว่าเล่นอะไร ตนเคยเห็นแต่คางคกเท่านั้นที่ครึ่งบกครึ่งน้ำ

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ธุรกิจนี้อาจเป็นธุรกิจที่ไม่มีอะไรในกอไผ่ก็ได้ เพียงแต่ตนให้ข้อสงสัยว่าเหตุใดสมัยรัฐบาลนายเศรษฐาทวีสิน จึงต้องนั่งพวกตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย ตนเพียงสงสัยเท่านั้น พร้อมกับกล่าวว่าตนพยายามที่จะไม่เอ่ยด้วยความสุจริตใจและให้ความเป็นธรรมกับทุกชื่อที่เอ่ย ตนเพียงแต่ตั้งข้อสงสัยไม่ได้ยืนยัน และเป็นข้อสงสัยที่ประชาชนสงสัย หากตัดตัวละครและใช้ชื่อย่ออย่างนี้ มันฟังไม่รู้เรื่องและเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ประชาชนจึงจะรู้ว่าทุนเท้าข้ามชาติกำลังจะเข้ามายึดประเทศ ตนเชื่อว่าประชาชนที่ฟังทางบ้านอยากจะฟังและตนจะระมัดระวังตามคำวินิจฉัยของประธานสภาฯ ตนไม่รู้ว่าครึ่งบกครึ่งน้ำคืออะไรแต่นี่คือคลื่นสึนามิที่กำลังจะเข้ามาครองประเทศไทยและเปลี่ยนให้ประชาชนคนไทยเป็นทาส

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า บจก.อีอาร์เอ็กซ์ (ERX) เป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิตอล โดยผู้ลงทุนจะต้อง ทำธุรกรรมผ่านธนาคารที่ผูกบัญชีกันเอาไว้ จึงมีข่าวเชื่อมโยงทางด้านแวดวงการเงินการลงทุนว่ามีกลุ่มทุน กลุ่มหนึ่งพยายามเจรจาซื้อหุ้นธนาคารอิสลาม (I Bank) โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจะนำเอาธนาคารอิสลามมาใช้ผูกบัญชีกับแพลตฟอร์ม KuCoin Thailand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิตอลเจ้าแรกและเจ้าเดียว ที่เข้ามาหนุนโครงการ G-token อย่างเต็มตัว หรือเข้าใจ ๆ ว่าเป็นพันธบัตรรัฐบาลรูปแบบดิจิตอลของรัฐบาลไทยที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งจะทำการซื้อขายรับผลตอบแทนและไถ่ถอนบนแผ่นฟอร์มของ KuCoin Thailand ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจจากข่าว เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ที่ KuCoin Thailand ภายใต้การบริหารของบจก.อีอาร์เอ็กซ์ (ERX) ประกาศจับมือ เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับบริษัทหลักทรัพย์ Finansia Syrus (FSS) เพื่อร่วมผลักดันและขยายโอกาสทางด้านการลงทุนสินทรัพย์ดิจิตอลในประเทศไทย ซึ่ง Finansia Syrus (FSS)เป็นบริษัทในเครือ Finansia X (FSX) ที่ มีรองประธานกรรมการบริษัทที่ชื่อว่า วราห์ สุจริตกุล และเป็นหนึ่งในคนที่รับรองประวัติให้นายเบนจามิน

นายวิโรจน์ กล่าวว่า แม้การซื้อขายหุ้นธนาคารอิสลามจะไม่เกิดขึ้น แต่โครงการ Sandbox ของการนำสินทรัพย์ดิจิตอลมาเปลี่ยนเป็นเงินสกุลบาทและนำไปใช้จ่าย ของ กลต. เกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่อนุญาตให้เงินครโตสามารถนำมาใช้จ่ายประหนึ่งเป็นเงินสดได้เลย ถ้าเงินคริปโตที่เอามาใช้จ่ายมีที่มาเป็นเงินสะอาดจากการค้าและการลงทุนสุจริต ไม่เป็นปัญหา แต่หากมีที่มาจากเงินสีดำสีเทาเงินสกปรกนี่เท่ากับว่าโครงการ Sandbox โครงการนี้เป็นโครงการที่ปั้นขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องฟอกเงินให้กับอาชญากรข้ามชาติ

ย้อนกลับมาที่ บจก.โอปัส ชาร์เตอร์ด อินซูแอนซิส บริษัทในเครือ Chartered Group ที่เป็นเสมือนพี่น้องของ บจก.อังกอร์ อิชชูแอนซิส ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใน บจก.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอจี้ (ACE) ที่เข้าไปซื้อหุ้นบางจาก บริษัทนี้ นอกจากจะซื้อหุ้น VGI แล้ว ยังซื้อหุ้น บลจ. MFC ซึ่งเป็นบริษัทจัดการหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เป็นหน่วยงานหรือรัฐวิสาหกิจรวมกันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีกด้วย และ บลจ. MFC ก็เป็นผู้ถือหุ้นกองทุนประกันสังคม และกองทุนประกันสังคมก็ซื้อหุ้นบางจากอยู่ที่ 15.1% ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่า บจก.โอปัส ชาร์เตอร์ด อินซูแอนซิส ถือหุ้นบางจากทางอ้อม

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่พอเหมาะพอเจาะอย่างน่าสงสัย เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568 คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ มีมติการประชุมครั้งที่ 5/2567 ในสมัยที่นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการเสนอร่างประกาศคณะ กรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติเรื่องข้อกำหนดการฝากหรือลงทุนของสหกรณ์ ที่เปิดทางให้สหกรณ์ทั่วประเทศนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่มีหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งสายมูก็ลือกันว่า “นี่อาจเป็นผลบุญที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าไปทำบุญร่วมกับนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรืออาจเป็นบุญหล่นทับอีกครั้งหนึ่ง ที่มาทำบุญที่วัดดวงแข นี่แหละครับที่เรียกว่ากรรมติดจรวด เอ้ย ขอถอนก็ละกันครับ เปลี่ยนเป็นทำบุญชาตินี้ได้บุญชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้าน่าจะสุภาพกว่า”

โดยสอดคล้องกับการขายอาคาร SKYY9 ที่ขายโดย บลจ.MFC ให้กับกองทุนประกันสังคมในราคา 7 พันล้านบาททั้งที่ราคาประเมินมีมูลค่าตลาดอยู่เพียง 3,428-3,863 ล้านบาท ถ้าเราไม่มองว่านี่คือผลบุญจากการทอดกฐินในครั้งนั้น แต่กลับมาตั้งคำถามตรง ๆ ว่านี่คือการทำกำไรเกินที่เข้าข่ายการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกันตน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศของเราอาจกำลังเผชิญหน้ากับขบวนการทางการเมืองที่เปิดช่องให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศ เข้ามาเบียดบังผลประโยชน์ของผู้ประกันตน ซึ่งถูกบังคับให้หักเงินเดือนเข้ากองทุนอยู่ทุกเดือน และหากปล่อยประละเลยให้สมมุติฐานนี้เกิดขึ้นจริงก็อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงในชีวิตของผู้ประกันตนในระยะยาว

นายวิโรจน์ กล่าว่า หากทุกสิ่งทุกอย่างที่เล่ามาโดยตลอด การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่มาจากการค้าการลงทุนที่สุจริต ทุกธุรกรรมมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ถ้าเงินที่ไหลเวียน ผ่านกลไกเครือข่ายต่าง ๆ เป็นเงินสีดำ สีเทาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทการหลอกลวงออนไลน์หรืออาชญากรรมไซเบอร์ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือความรู้เท่าถึงการณ์ก็ดี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กและเป็นหายนะระดับชาติ เพราะเท่ากับว่าเรากำลังเปิดประตูให้ทุนเทาข้ามชาติขนเงินสีเทามหาศาลเข้าในประเทศ เอาเงินที่หลอกคนไทยอยู่ทุกวัน ผ่านกลไกทางการเมือง การเงิน การลงทุนและการธนาคารเข้ามายึดของประเทศ

นอกจากนี้ ข้อสันนิษฐานจากนักลงทุน ว่า ทุนเทาข้ามชาติเหล่านี้ มักจะมีเป้าหมายไปที่หุ้นที่เกี่ยวพันกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่มีหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทุนเทาข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้หยุดที่การซื้อหุ้นเท่านั้น แต่จะมีการอุ้มสมเครือข่ายทางการเมือง ซื้อข้าราชการระดับสูงไปเป็นลูกสมุน และใช้เงินสีเทาไปใช้ซื้อเสียง เพื่อสร้างเครือข่ายทางการเมืองสีเทา เพื่อไปกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้ตนได้สูบได้กินผลประโยชน์ของประเทศกดขี่ประชาชนเป็นทาส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่รับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจและการคลังของประเทศจำเป็นต้องเร่งสั่งการให้ ปปง. และ กลต. ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และเรื่องนี้ตนไม่ได้คิดขึ้นมาเองแต่นายอนุทิน คงจะทรายดีอยู่แล้วว่าเครือข่ายของนายเบนจามิน อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์สร้างความเสียหายให้กับพลเมืองอเมริกาสูงถึงปีละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากอนุทินจริงจังกับนโยบายที่จะปรับตามเรื่องดังกล่าวจริง ต้องสั่งเดินหน้าและสั่งการมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ปปง. ให้เตรียมการเดินหน้าลงสัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ UNCC 2024 ในฐานะรัฐก่อตั้ง 40 ประเทศ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 รวมถึงสั่งการ ปปง. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลยีสารสนเทศ เร่งความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก ทั้งศูนย์ปราบปรามการเงินสหรัฐ (Fincen) สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) เครือข่ายความร่วมมือหน่วยงานข่าวกรองทางการเงินของโลก (Egmont Group) คณะทำงานการปราบปรามการฟอกเงินของโลก (FATF) ตำรวจสากล (Interpol)

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงออนไลน์ให้สิ้นซาก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกและยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เม็ดเงินสุจริตจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และทำให้ประชาชนคนไทยผู้ประกอบการธุรกิจชาวไทยมีความปลอดภัยในทรัพย์สินไม่ต้องหวาดผวาว่าวันใดวันหนึ่งเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตจะถูกโจรออนไลน์มาหลอกเอาไป จนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตไม่ต้องเจอกับการตัดราคาหรือการพุ่งตลาดเพื่อการฟอกเงินของบริษัทนอมินี และไม่ต้องเสี่ยงที่จะถูกทุนเทาคืบคลานเข้ามายึดครอง หากเปิดทางให้มาผสมพันธุ์กับนักการเมืองชั่วได้ อย่าว่าแต่หุ้นบางจาก แม้แต่หุ้น ปตท. ธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารไทยพาณิชย์ เงินสกปรกเหล่านี้ มันก็ยึดได้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...