สภาพัฒน์ ชี้ ปี 67 ไทยมีคนจน 3.43 ล้านคน กว่า 8.79 แสนคน จนมาก
สภาพัฒน์ฯ ข้อมูลความยากจนและความเหลื่อมล้ำของไทยปี 2567 พบจำนวนคนจนทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน กลุ่มคนจนมากเพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน โดยเส้นความยากจนเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ครัวเรือนยากจนกว่า 39% มีหนี้ แนะ 6 แนวทางแก้ไข
17 ก.ย. 2568สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ประจำปี 2567 โดยพบว่า ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิด 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนหรือค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่ใช้ในการดำรงชีพปรับตัวสูงขึ้น มาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จาก 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน ในปี 2566 ขณะที่หากพิจารณาในระดับครัวเรือน พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีครัวเรือนยากจนประมาณ 1.03 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 3.68% ของครัวเรือนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากประมาณ 6.86 แสนครัวเรือน ในปี 2566
คนจนมาก เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน
หากพิจารณาความยากจนตามระดับความรุนแรง พบว่า จำนวนคนจนในทุกระดับเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย
- กลุ่มคนจนมาก หรือกลุ่มที่เผชิญกับความยากจนขั้นรุนแรง (คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนเกินกว่า 20%) เพิ่มขึ้นจาก 6.28 แสนคน หรือ 0.90% ของประชากรทั้งหมดในปี 2566 เป็น 8.79 แสนคน หรือ 1.25% ในปี 2567
- กลุ่มคนจนน้อย (คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20%) เพิ่มขึ้นจาก 1.76 ล้านคน หรือ 2.52%ของประชากรทั้งหมด ในปี 2566 เป็น 2.55 ล้านคน หรือ 3.64% ในปี 2567
- กลุ่มคนเกือบจนหรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะยากจน (คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20%) เพิ่มขึ้นจาก 3.97 ล้านคน หรือ 5.67%ของประชากรทั้งหมดในปี 2566 เป็น 4.29 ล้านคน หรือ 6.10%ในปี 2567
รายงานระบุว่า ในปี 2567 ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนประชากรยากจนสูงที่สุดของประเทศ โดยมีภาคใต้มีสัดส่วนคนจนอยู่ที่ 9.43% ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 6.56% และภาคเหนืออยู่ที่ 5.75% ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ รวมถึงผลกระทบอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากจำนวนคนจนพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนคนจนสูงสุด ที่ประมาณ 1.19 ล้านคน หรือคิดเป็น 34.63% ของคนจนทั้งประเทศ รองลงมาคือภาคใต้ 9.27 แสนคน หรือคิดเป็น 27.01% ถึงแม้ว่าภาคใต้จะเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด ในภูมิภาค แต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีจำนวนคนจนมากกว่าภาคใต้ เนื่องจากมีจำนวนประชากรรวมมากกว่า
ขณะที่จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็น 10 อันดับแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส อุบลราชธานี สระแก้ว พัทลุง ศรีสะเกษ เชียงราย และตาก โดยแม่ฮ่องสอนและปัตตานีอยู่ใน 5 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนเรื้อรังในจังหวัดดังกล่าว
นอกจากนี้ หากพิจารณาจาก 10 จังหวัดแรกที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดในปี 2567 จะพบว่า 5 ใน 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตาก มักติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดในปีอื่น ๆ ด้วย กล่าวคือ มีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาความยากจนเรื้อรัง
ครัวเรือนยากจนมีภาระสูง 39.10% มีหนี้
รายงานระบุว่า ครัวเรือนที่อยู่ในภาวะยากจนต้องแบกรับภาระในการดูแลสมาชิกในครัวเรือนในอัตราที่สูงกว่าครัวเรือนที่ไม่ยากจน โดยข้อมูลในปี 2567 พบว่า อัตราการพึ่งพิงของครัวเรือนยากจนอยู่ที่ 103.69% หมายความว่า วัยแรงงาน 1 คน ในครัวเรือนยากจน ต้องรับภาระในการดูแลเด็กและผู้สูงอายุรวมกันโดยเฉลี่ย 1.04 คน ขณะที่วัยแรงงาน 1 คน ในครัวเรือนไม่ยากจน รับภาระในการดูแลเด็กและผู้สูงอายุเพียง 0.60 คน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ครัวเรือนยากจนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 7,938 บาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนที่ 2,375 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม (51.30%) รองลงมาคือค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย (16.86%) และค่าเดินทางและการสื่อสาร (13.16%/)
นอกจากนี้สถานการณ์หนี้สินของครัวเรือนยากจนในปี 2567 ยังคงมีความท้าทายที่น่าเป็นห่วง โดยสัดส่วนครัวเรือนยากจนที่มีหนี้สินยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ 39.10% ของครัวเรือนยากจนทั้งหมด แม้ว่าจะลดลงเล็กน้อยจาก 39.73% ในปีก่อนหน้า แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับจำนวนครัวเรือนยากจนที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้จำนวนครัวเรือนยากจนที่มีหนี้สินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
โดยโครงสร้างค่าใช้จ่ายเพื่อการชำระหนี้ตามวัตถุประสงค์การกู้ยืมของครัวเรือนยากจน พบว่า ภาระหนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อการอุปโภคบริโภคในครัวเรือน (48.77%) รวมถึงการซื้อสินค้าและบริการในลักษณะผ่อนชำระ ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน ทำให้ครัวเรือนยากจนต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อการดำรงชีพ
นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนสำคัญของการชำระหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อการเกษตร ( 35.75%) ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของเกษตรกรยากจนในการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่กลับเผชิญกับความเสี่ยงจากผลผลิตที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ดังนั้น แม้จะมีสัญญาณบวก แต่การแก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือนยากจนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยครอบคลุมทั้งการเพิ่มรายได้ การขยายการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม และการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของครัวเรือนยากจนอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ความเหลื่อมล้ำทรงตัวจากปีก่อน
ความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายของไทยยังคงอยู่ในระดับทรงตัว โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายลดลงเล็กน้อยจาก 0.335 ในปี 2566 มาอยู่ที่ 0.333 ในปี 2567 และประชากรกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำมีส่วนแบ่งการใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น แต่การใช้จ่ายของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นหลัก
โดยกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด 20% ใช้จ่ายเงินประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมดไปกับอาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด 10% มีแนวโน้มใช้จ่ายเงินไปกับสินค้าและบริการอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น การครอบครองและบำรุงรักษายานพาหนะ เทคโนโลยีการสื่อสาร การท่องเที่ยว บริการสุขภาพเอกชนที่สะดวกรวดเร็ว และการศึกษาขั้นสูง ความแตกต่างของรูปแบบการใช้จ่ายระหว่างกลุ่มประชากร สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี
แนะ 6 แนวทางแก้ปัญหา
ความยากจน-เหลื่อมล้ำ
- หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการติดตามประเมินผลโครงการที่ใช้งบประมาณสูงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางนโยบายที่เหมาะสม สามารถปรับปรุงหรือยุติโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า
- การเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางประชาชนให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้บริการภาครัฐสอดคล้องกับความจำเป็นของทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
- การลงทุนในโครงสร้างที่จำเป็นต่อการยกระดับศักยภาพเกษตรกรอย่างยั่งยืนยั่งยืน โดยดำเนินมาตรการหลายด้านร่วมกัน เช่น
- การให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรโดยกำหนดเงื่อนไข ให้เข้าร่วมอบรมเสริมทักษะหรือปรับโครงสร้างการผลิต
- การส่งเสริมช่องทางการตลาดที่เหมาะสมเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
- การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร
- การปฏิรูปที่ดินและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำอย่างจริงจัง
- การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ เช่น การยกระดับเครื่องมือพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระยะยาว การขยายผลการจัดการศึกษาในรูปแบบเรียนรู้ควบคู่สร้างรายได้ (Learn to Earn)
- การพัฒนาศักยภาพของสถานพยาบาลตามแนวทางการจัดระบบบริการสุขภาพแบบใหม่ ที่เป็นลักษณะ S-A-P (Standard, Academy, Premium)โดย S (Standard) หมายถึง หน่วยบริการมาตรฐาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยบริการระดับชุมชนและโรงพยาบาลทั่วไป A (Academy) หมายถึง หน่วยบริการด้านการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ การเรียนการสอน และงานวิชาการทางการแพทย์ และ P (Premium) หมายถึง หน่วยบริการระดับสูง ที่เทียบเท่ากับโรงเรียนแพทย์และมีศักยภาพในการรักษาโรคขั้นสูง
- ภาครัฐควรพัฒนากลไกและมาตรการเชิงระบบที่ช่วยลดต้นทุนแฝงหรืออุปสรรคที่ประชาชนต้องเผชิญในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เช่น ค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการดำเนินการ และความซับซ้อนของขั้นตอน โดยสามารถดำเนินมาตรการหลายด้านควบคู่กันไป