โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาพัฒน์ ชี้ ปี 67 ไทยมีคนจน 3.43 ล้านคน กว่า 8.79 แสนคน จนมาก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.ย 2568 เวลา 14.35 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2568 เวลา 07.35 น.

สภาพัฒน์ฯ ข้อมูลความยากจนและความเหลื่อมล้ำของไทยปี 2567 พบจำนวนคนจนทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน กลุ่มคนจนมากเพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน โดยเส้นความยากจนเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ครัวเรือนยากจนกว่า 39% มีหนี้ แนะ 6 แนวทางแก้ไข

17 ก.ย. 2568สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ประจำปี 2567 โดยพบว่า ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิด 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนหรือค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่ใช้ในการดำรงชีพปรับตัวสูงขึ้น มาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จาก 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน ในปี 2566 ขณะที่หากพิจารณาในระดับครัวเรือน พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีครัวเรือนยากจนประมาณ 1.03 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 3.68% ของครัวเรือนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากประมาณ 6.86 แสนครัวเรือน ในปี 2566

คนจนมาก เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน

หากพิจารณาความยากจนตามระดับความรุนแรง พบว่า จำนวนคนจนในทุกระดับเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย

  • กลุ่มคนจนมาก หรือกลุ่มที่เผชิญกับความยากจนขั้นรุนแรง (คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนเกินกว่า 20%) เพิ่มขึ้นจาก 6.28 แสนคน หรือ 0.90% ของประชากรทั้งหมดในปี 2566 เป็น 8.79 แสนคน หรือ 1.25% ในปี 2567
  • กลุ่มคนจนน้อย (คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20%) เพิ่มขึ้นจาก 1.76 ล้านคน หรือ 2.52%ของประชากรทั้งหมด ในปี 2566 เป็น 2.55 ล้านคน หรือ 3.64% ในปี 2567
  • กลุ่มคนเกือบจนหรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะยากจน (คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20%) เพิ่มขึ้นจาก 3.97 ล้านคน หรือ 5.67%ของประชากรทั้งหมดในปี 2566 เป็น 4.29 ล้านคน หรือ 6.10%ในปี 2567

รายงานระบุว่า ในปี 2567 ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนประชากรยากจนสูงที่สุดของประเทศ โดยมีภาคใต้มีสัดส่วนคนจนอยู่ที่ 9.43% ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 6.56% และภาคเหนืออยู่ที่ 5.75% ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ รวมถึงผลกระทบอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากจำนวนคนจนพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนคนจนสูงสุด ที่ประมาณ 1.19 ล้านคน หรือคิดเป็น 34.63% ของคนจนทั้งประเทศ รองลงมาคือภาคใต้ 9.27 แสนคน หรือคิดเป็น 27.01% ถึงแม้ว่าภาคใต้จะเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด ในภูมิภาค แต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีจำนวนคนจนมากกว่าภาคใต้ เนื่องจากมีจำนวนประชากรรวมมากกว่า

ขณะที่จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็น 10 อันดับแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส อุบลราชธานี สระแก้ว พัทลุง ศรีสะเกษ เชียงราย และตาก โดยแม่ฮ่องสอนและปัตตานีอยู่ใน 5 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนเรื้อรังในจังหวัดดังกล่าว

นอกจากนี้ หากพิจารณาจาก 10 จังหวัดแรกที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดในปี 2567 จะพบว่า 5 ใน 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตาก มักติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดในปีอื่น ๆ ด้วย กล่าวคือ มีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาความยากจนเรื้อรัง

ครัวเรือนยากจนมีภาระสูง 39.10% มีหนี้

รายงานระบุว่า ครัวเรือนที่อยู่ในภาวะยากจนต้องแบกรับภาระในการดูแลสมาชิกในครัวเรือนในอัตราที่สูงกว่าครัวเรือนที่ไม่ยากจน โดยข้อมูลในปี 2567 พบว่า อัตราการพึ่งพิงของครัวเรือนยากจนอยู่ที่ 103.69% หมายความว่า วัยแรงงาน 1 คน ในครัวเรือนยากจน ต้องรับภาระในการดูแลเด็กและผู้สูงอายุรวมกันโดยเฉลี่ย 1.04 คน ขณะที่วัยแรงงาน 1 คน ในครัวเรือนไม่ยากจน รับภาระในการดูแลเด็กและผู้สูงอายุเพียง 0.60 คน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ครัวเรือนยากจนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 7,938 บาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนที่ 2,375 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม (51.30%) รองลงมาคือค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย (16.86%) และค่าเดินทางและการสื่อสาร (13.16%/)

นอกจากนี้สถานการณ์หนี้สินของครัวเรือนยากจนในปี 2567 ยังคงมีความท้าทายที่น่าเป็นห่วง โดยสัดส่วนครัวเรือนยากจนที่มีหนี้สินยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ 39.10% ของครัวเรือนยากจนทั้งหมด แม้ว่าจะลดลงเล็กน้อยจาก 39.73% ในปีก่อนหน้า แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับจำนวนครัวเรือนยากจนที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้จำนวนครัวเรือนยากจนที่มีหนี้สินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โดยโครงสร้างค่าใช้จ่ายเพื่อการชำระหนี้ตามวัตถุประสงค์การกู้ยืมของครัวเรือนยากจน พบว่า ภาระหนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อการอุปโภคบริโภคในครัวเรือน (48.77%) รวมถึงการซื้อสินค้าและบริการในลักษณะผ่อนชำระ ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน ทำให้ครัวเรือนยากจนต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อการดำรงชีพ

นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนสำคัญของการชำระหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อการเกษตร ( 35.75%) ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของเกษตรกรยากจนในการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่กลับเผชิญกับความเสี่ยงจากผลผลิตที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ดังนั้น แม้จะมีสัญญาณบวก แต่การแก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือนยากจนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยครอบคลุมทั้งการเพิ่มรายได้ การขยายการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม และการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของครัวเรือนยากจนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ความเหลื่อมล้ำทรงตัวจากปีก่อน

ความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายของไทยยังคงอยู่ในระดับทรงตัว โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายลดลงเล็กน้อยจาก 0.335 ในปี 2566 มาอยู่ที่ 0.333 ในปี 2567 และประชากรกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำมีส่วนแบ่งการใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น แต่การใช้จ่ายของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นหลัก

โดยกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด 20% ใช้จ่ายเงินประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมดไปกับอาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด 10% มีแนวโน้มใช้จ่ายเงินไปกับสินค้าและบริการอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น การครอบครองและบำรุงรักษายานพาหนะ เทคโนโลยีการสื่อสาร การท่องเที่ยว บริการสุขภาพเอกชนที่สะดวกรวดเร็ว และการศึกษาขั้นสูง ความแตกต่างของรูปแบบการใช้จ่ายระหว่างกลุ่มประชากร สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี

แนะ 6 แนวทางแก้ปัญหา

ความยากจน-เหลื่อมล้ำ

  • หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการติดตามประเมินผลโครงการที่ใช้งบประมาณสูงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางนโยบายที่เหมาะสม สามารถปรับปรุงหรือยุติโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า
  • การเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางประชาชนให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้บริการภาครัฐสอดคล้องกับความจำเป็นของทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
  • การลงทุนในโครงสร้างที่จำเป็นต่อการยกระดับศักยภาพเกษตรกรอย่างยั่งยืนยั่งยืน โดยดำเนินมาตรการหลายด้านร่วมกัน เช่น
  • การให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรโดยกำหนดเงื่อนไข ให้เข้าร่วมอบรมเสริมทักษะหรือปรับโครงสร้างการผลิต
  • การส่งเสริมช่องทางการตลาดที่เหมาะสมเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
  • การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร
  • การปฏิรูปที่ดินและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำอย่างจริงจัง
  • การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ เช่น การยกระดับเครื่องมือพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระยะยาว การขยายผลการจัดการศึกษาในรูปแบบเรียนรู้ควบคู่สร้างรายได้ (Learn to Earn)
  • การพัฒนาศักยภาพของสถานพยาบาลตามแนวทางการจัดระบบบริการสุขภาพแบบใหม่ ที่เป็นลักษณะ S-A-P (Standard, Academy, Premium)โดย S (Standard) หมายถึง หน่วยบริการมาตรฐาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยบริการระดับชุมชนและโรงพยาบาลทั่วไป A (Academy) หมายถึง หน่วยบริการด้านการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ การเรียนการสอน และงานวิชาการทางการแพทย์ และ P (Premium) หมายถึง หน่วยบริการระดับสูง ที่เทียบเท่ากับโรงเรียนแพทย์และมีศักยภาพในการรักษาโรคขั้นสูง
  • ภาครัฐควรพัฒนากลไกและมาตรการเชิงระบบที่ช่วยลดต้นทุนแฝงหรืออุปสรรคที่ประชาชนต้องเผชิญในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เช่น ค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการดำเนินการ และความซับซ้อนของขั้นตอน โดยสามารถดำเนินมาตรการหลายด้านควบคู่กันไป

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...