ผู้เชี่ยวชาญชี้ AI เปลี่ยนโลก การศึกษาต้องปลูกฝังเป้าหมายชีวิต-ทักษะ
ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Coursera for Campus จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Purpose-Driven Learning : The Human Foundation for Flourishing in an AI-Powered Economy” ภายในงาน President’s Distinguished Speakers ครั้งที่ 5
ดร.วิคเตอร์ สตรีชเชอร์ ศาสตราจารย์ผู้บุกเบิกด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน นักวิทยาศาสตร์พฤติกรรม และผู้สร้างหลักสูตรออนไลน์ชื่อดัง “Finding Purpose and Meaning in Life” บน Coursera ที่นิตยสาร Inc. จัดอันดับให้เป็นคอร์สออนไลน์ที่ดีที่สุดอันดับ 4 ของโลกในปี 2020
ดร.สตรีชเชอร์กล่าวว่า การศึกษาในศตวรรษนี้ควรถูกมองว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงเส้นทางสี่ปีที่สิ้นสุดเมื่ออายุ 22 หรือ 25 ปีการเรียนรู้ไม่ควรถูกตีกรอบเพียงเพื่อให้ได้ทักษะเชิงวิชาชีพ แต่ควรช่วยให้นักเรียนพัฒนาตัวตน คุณค่าหลัก และจุดหมายชีวิตไปพร้อมกัน
“เพราะคนที่มีเพียงทักษะโดยปราศจากเป้าหมายหรือความหมาย จะเผชิญกับความเสี่ยงของความสิ้นหวัง ความเครียด ภาวะหมดไฟ และโรคซึมเศร้า”
พัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรูปแบบการทำงานและอาชีพในอนาคต หลายตำแหน่งงานมีโอกาสถูกแทนที่หรือต้องปรับตัวครั้งใหญ่ แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันโดยมีเป้าหมายหรือไม่ การพึ่งพาเพียงการอบรมทักษะอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
เขาแนะว่า ต้องสร้างสมดุลระหว่างการมีทักษะใหม่กับการมีเป้าหมายและความเข้าใจในคุณค่าของตนเอง เพราะทั้งสองสิ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถเติบโตและเบ่งบานในเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
ปัญญาประดิษฐ์เหมือนเป็นสิ่งเดียว แต่จริงแล้วมันคือสติปัญญาหลายแบบที่มนุษย์ต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับมัน
“ถ้าเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจได้ว่าปัญญาประดิษฐ์แบบไหนที่เหมาะกับเรา และปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้แทนมนุษย์ได้ทุกอย่าง แต่มันขยายตัวตนที่ชัดเจนของเราออกไปได้”
ดร.สตรีชเชอร์เสนอว่า องค์กรและสถาบันการศึกษาควรตั้งคณะทำงานหรือหน่วยวิจัยด้านเทคโนโลยีเพื่อศึกษาทำความเข้าใจ และนำผลไปถ่ายทอดสู่บุคคลและสังคม เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ พร้อมลดความเสี่ยงจากผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด
โดยยกตัวอย่างความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีว่า โทรศัพท์ใช้เวลา 90 ปี รถยนต์ 60 ปี และอินเทอร์เน็ต 7 ปีกว่าจะเข้าถึงผู้ใช้ 100 ล้านคน แต่เทคโนโลยีรุ่นใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ และ ChatGPT สามารถทำได้ภายในเวลาเพียงสองเดือน แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันรวดเร็วและทรงพลังมาก สังคมจึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีอย่างระมัดระวังและสร้างสรรค์
ซึ่งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญแบ่งแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยีออกเป็นสามทฤษฎีหลักคือเทคโนโลยีอาจไม่ส่งผลดีมากนัก และเป็นเพียงสิ่งที่สร้างผลใหม่ซ้ำเดิม อีกทฤษฎีคือเทคโนโลยีอาจก่อให้เกิดอันตรายและคุกคามมนุษยชาติ และอีกทฤษฎีคือเทคโนโลยีสามารถช่วยเสริมศักยภาพมนุษย์ได้หากถูกใช้อย่างเหมาะสม
ท้ายนี้ ดร.สตรีชเชอร์ ย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันที่ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการผลิตทักษะเฉพาะทาง แต่ต้องทำหน้าที่พัฒนาเป้าหมายของผู้เรียนด้วย
“เพราะเมื่อบุคคลมีทักษะพร้อมกับความหมายในชีวิต จะสามารถทำงานได้อย่างมีคุณค่าและไม่หลงทางในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”
ขณะเดียวกัน มติชนกำหนดจัดสัมมนาส่งท้ายปี หัวข้อ “Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม” วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ ชวนค้นหาคำตอบว่า AI จะเป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมหรือกลับขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
โดยมี 7 สปีกเกอร์ชั้นนำ ได้แก่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์, กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS, เรืองโรจน์ พูลผล ประธาน KBTG พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา สาธารณสุข และเทคโนโลยี มาร่วมเจาะลึกมิติการใช้ AI สร้างโอกาสและลดเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ลงทะเบียนฟรี ที่นั่งจำกัด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้เชี่ยวชาญชี้ AI เปลี่ยนโลก การศึกษาต้องปลูกฝังเป้าหมายชีวิต-ทักษะ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net