โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญชี้ AI เปลี่ยนโลก การศึกษาต้องปลูกฝังเป้าหมายชีวิต-ทักษะ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ต.ค. 2568 เวลา 05.06 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2568 เวลา 05.03 น.

ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Coursera for Campus จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Purpose-Driven Learning : The Human Foundation for Flourishing in an AI-Powered Economy” ภายในงาน President’s Distinguished Speakers ครั้งที่ 5

ดร.วิคเตอร์ สตรีชเชอร์ ศาสตราจารย์ผู้บุกเบิกด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน นักวิทยาศาสตร์พฤติกรรม และผู้สร้างหลักสูตรออนไลน์ชื่อดัง “Finding Purpose and Meaning in Life” บน Coursera ที่นิตยสาร Inc. จัดอันดับให้เป็นคอร์สออนไลน์ที่ดีที่สุดอันดับ 4 ของโลกในปี 2020

ดร.สตรีชเชอร์กล่าวว่า การศึกษาในศตวรรษนี้ควรถูกมองว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงเส้นทางสี่ปีที่สิ้นสุดเมื่ออายุ 22 หรือ 25 ปีการเรียนรู้ไม่ควรถูกตีกรอบเพียงเพื่อให้ได้ทักษะเชิงวิชาชีพ แต่ควรช่วยให้นักเรียนพัฒนาตัวตน คุณค่าหลัก และจุดหมายชีวิตไปพร้อมกัน

“เพราะคนที่มีเพียงทักษะโดยปราศจากเป้าหมายหรือความหมาย จะเผชิญกับความเสี่ยงของความสิ้นหวัง ความเครียด ภาวะหมดไฟ และโรคซึมเศร้า”

พัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรูปแบบการทำงานและอาชีพในอนาคต หลายตำแหน่งงานมีโอกาสถูกแทนที่หรือต้องปรับตัวครั้งใหญ่ แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันโดยมีเป้าหมายหรือไม่ การพึ่งพาเพียงการอบรมทักษะอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เขาแนะว่า ต้องสร้างสมดุลระหว่างการมีทักษะใหม่กับการมีเป้าหมายและความเข้าใจในคุณค่าของตนเอง เพราะทั้งสองสิ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถเติบโตและเบ่งบานในเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ปัญญาประดิษฐ์เหมือนเป็นสิ่งเดียว แต่จริงแล้วมันคือสติปัญญาหลายแบบที่มนุษย์ต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับมัน

“ถ้าเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจได้ว่าปัญญาประดิษฐ์แบบไหนที่เหมาะกับเรา และปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้แทนมนุษย์ได้ทุกอย่าง แต่มันขยายตัวตนที่ชัดเจนของเราออกไปได้”

ดร.สตรีชเชอร์เสนอว่า องค์กรและสถาบันการศึกษาควรตั้งคณะทำงานหรือหน่วยวิจัยด้านเทคโนโลยีเพื่อศึกษาทำความเข้าใจ และนำผลไปถ่ายทอดสู่บุคคลและสังคม เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ พร้อมลดความเสี่ยงจากผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด

โดยยกตัวอย่างความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีว่า โทรศัพท์ใช้เวลา 90 ปี รถยนต์ 60 ปี และอินเทอร์เน็ต 7 ปีกว่าจะเข้าถึงผู้ใช้ 100 ล้านคน แต่เทคโนโลยีรุ่นใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ และ ChatGPT สามารถทำได้ภายในเวลาเพียงสองเดือน แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันรวดเร็วและทรงพลังมาก สังคมจึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีอย่างระมัดระวังและสร้างสรรค์

ซึ่งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญแบ่งแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยีออกเป็นสามทฤษฎีหลักคือเทคโนโลยีอาจไม่ส่งผลดีมากนัก และเป็นเพียงสิ่งที่สร้างผลใหม่ซ้ำเดิม อีกทฤษฎีคือเทคโนโลยีอาจก่อให้เกิดอันตรายและคุกคามมนุษยชาติ และอีกทฤษฎีคือเทคโนโลยีสามารถช่วยเสริมศักยภาพมนุษย์ได้หากถูกใช้อย่างเหมาะสม

ท้ายนี้ ดร.สตรีชเชอร์ ย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันที่ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการผลิตทักษะเฉพาะทาง แต่ต้องทำหน้าที่พัฒนาเป้าหมายของผู้เรียนด้วย

“เพราะเมื่อบุคคลมีทักษะพร้อมกับความหมายในชีวิต จะสามารถทำงานได้อย่างมีคุณค่าและไม่หลงทางในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”

ขณะเดียวกัน มติชนกำหนดจัดสัมมนาส่งท้ายปี หัวข้อ “Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม” วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ ชวนค้นหาคำตอบว่า AI จะเป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมหรือกลับขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

โดยมี 7 สปีกเกอร์ชั้นนำ ได้แก่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์, กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS, เรืองโรจน์ พูลผล ประธาน KBTG พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา สาธารณสุข และเทคโนโลยี มาร่วมเจาะลึกมิติการใช้ AI สร้างโอกาสและลดเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ลงทะเบียนฟรี ที่นั่งจำกัด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้เชี่ยวชาญชี้ AI เปลี่ยนโลก การศึกษาต้องปลูกฝังเป้าหมายชีวิต-ทักษะ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...