"เขต ธาราเขต" จากพระเอกสู่พ่อค้า จับมือแฟนสาวเปิดร้านอาหาร สวนกระแสเศรษฐกิจ ยอมรับเคยล้มมาเยอะ
“เขต ธาราเขต” จากพระเอกสู่พ่อค้า จับมือแฟนสาวเปิดร้านอาหาร สวนกระแสเศรษฐกิจ ยอมรับเคยล้มมาเยอะ
อีกหนึ่งอดีตพระเอกหนุ่ม เขต-ธาราเขต เพ็ชร์สุกใส ที่หันมาเอาจริงเอาจังลุยธุรกิจร่วมกับแฟนสาว ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเปิดใจแผงความคิด และแนวทางธุรกิจ ผ่านรายการ “โต๊ะหนูแหม่ม” พร้อมลุยแน่วแน่ไม่หวั่นแม้จะต้องล้มลุกคลุกคลาน
สวนกระแสมากตอนนี้หลายคนปิดกิจการกันเยอะมาก ? “จริงๆ การจะทำอะไรหนึ่งอย่าง ผมก็ล้มลุกคลุกคลานมาเยอะเหมือนกัน แต่การที่ออกมาทำร้านอาหาร ก็คือการชาแลนจ์ตัวเองเหมือนกัน และบวกกับว่าโชคดีที่มีน้องก็ทำร้านอาหารอยู่แล้วก็เลยมานั่งคุยกัน ว่าบางทีเราฟังรอบข้างจนเยอะเกินไปก็ไม่ดี จนเราสับสนว่าเราควรหรือไม่ควร เอาจริงๆหลักๆเลยว่าผมว่าเต็มที่แล้ว เราอยากทำอะไรเราทำเลยครับ ลงทุนทำเลยครับเต็มที่ล้มก็แค่เสมอตัว ที่เหลือคือประสบการณ์ให้เราด้วยก้าวต่อไป เพราะว่าถ้าเรามาฟังเยอะเราจะไม่ได้เริ่มอะไรเลยครับ”
ก่อนหน้านี้ล้มกับธุรกิจอะไรที่ลองทำมาแล้วบ้าง ? “ย้อนตอนนั้นน้องเพลงไม่ได้อยู่ด้วย เพิ่งมาเริ่มอันนี้ด้วยกัน อันดับแรกเลยที่เคยทำมาก็คือร้านชานมไข่มุกอยู่ที่สยาม แล้วก็เคยทำไปออกบูธตามงานต่างๆ ทั้งขายไก่ทอด เสื้อผ้า ครีมต่างๆผมทำมาหมดทุกอย่างแล้ว ผ่านมาหมดแล้วส่วนใหญ่มันเป็นแฟชั่นมันเป็นกระแส เราเข้าและออกเพื่อเป็นกระแสเพื่อความอยู่รอดของเรา ตอนนั้นเรายังไม่รู้ระบบ เรายังไม่รู้เรื่องการทำธุรกิจจริงๆ เป็นการลองผิดลองถูกจริงๆเลยครับ”
ดาราพอมาทำธุรกิจส่วนใหญ่จะเจอคำสบประมาท ? “เป็นปกติครับ คือผมเองเกิดจากครอบครัวที่ค้าขายอยู่แล้ว ผมไม่ถืออีโก้เวลาไปยืนขายของ มันคืออาชีพแล้วก็เป็นอาชีพที่สุจริต และการที่เราออกไปขายของด้วยความจริงใจผมเชื่อว่าทุกคนสัมผัสได้ อีกอย่างเป็นข้อดีเราเล่นละครอยู่แล้วเวลาเราออกไปเจอคนเราก็ได้คอนเทคคนกลับมา ได้เจอแฟนคลับอะไรแบบนี้ซึ่งผมมองว่ามันเป็นความน่ารัก ที่เราได้เจอกัน และอาหารของเราก็ไม่ได้แย่ด้วย”
ข้อดีของการเป็นดาราแล้วมาเปิดร้านมันดียังไง ? “ในส่วนนี้เราได้ภาษีจากคนรู้จักเรา เวลาเราออกไปขายของแล้วได้เจอผู้คน คนก็มั่นใจในตัวเรา คนก็มั่นใจในสินค้าเราที่เราออกไปมันดูน่าเชือถือ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกนับถือโดยการที่ผมมาอยู่จุดนี้ได้เพราะว่าทุกคนได้ให้การสนับสนุน ทำให้ผมมีวันนี้ ผมเลยต้องไม่พลาด ในเรื่องคุณภาพที่ผมมอบให้เค้า ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรืออะไรก็ตาม อันนี้ผมต้องคำนึงถึงเค้า เพราะเค้าเชื่อมั่นในตัวเราแล้ว”