สามีพิการของข้าคือฮ่องเต้
ข้อมูลเบื้องต้น
มู่เสียงอวิ๋น
ชาติที่แล้วนางไม่พอใจที่บิดาออกคำสั่งให้แต่งงานกับชายขาพิการ ไม่พอใจที่ศัตรูคู่แค้นใช้แผนการร้ายมากควบคุมชะตาชีวิตของนางอย่างไม่ยุติธรรม มู่เสียงอวิ๋นจึงดิ้นรนจะพลิกผันโชคชะตาของตัวเองและสลัดสามีพิการทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ทว่าในวันที่นางเลือกจะหนีไปจากค่ายโจร เป็นวันที่นางถูกหลอกซ้อนแผนจากศัตรูอีกครั้ง และทำให้ตัวเองรวมไปถึงอาเซียวและบิดาที่ควบม้ามาช่วยเหลือนางอย่างไม่คิดชีวิต ต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ภายใต้คมดาบของศัตรูต่างแคว้น
เมื่อนางมีโอกาสกลับมาแก้ไขอีกครั้ง นางสำนึกได้แล้วว่าไม่มีใครรักและหวังดีกับนางเท่าท่านพ่อและสามี หนนี้นางจึงทุ่มเทผลักดันอาเซียวกลับคืนบัลลังก์มังกรทุกวิถีทาง แม้กระทั่งคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องให้เขาพานางกลับวังหลวงไปด้วย จะให้อยู่ในตำแหน่งนางสนมที่ต่ำต้อยที่สุดนางก็ยอมได้ แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะมอบตำแหน่งนางกำนัลซักล้างมาให้ และส่งตัวนางไปใช้แรงงานไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน
แต่ช่างเถิด ไม่มีตำหนักส่วนตัว ไม่่มีอาภรณ์สวยก็ไม่เป็นไร เพราะว่านางมิได้ปรารถนา แต่ขออย่างเดียว ว่าอย่าจับนางโยนเข้าคุกหลวงอีกได้หรือไม่ เพราะรสชาติสุราข้างในนั้นไม่ถูกปากเลยสักนิด
เสวียนเซียว/อาเซียว
ชายพิการผู้มีที่มาที่ไปอย่างปริศนา ถูกรองหัวหน้าค่ายโจรช่วยเหลือไว้ยามลอยมาติดริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้านด้วยอาการสาหัส ยามฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นคนความจำเสื่อมและขาพิการ ต้องอาศัยอยู่บ้านรองหัวหน้าเพราะว่าไม่มีที่ไป แต่ทว่าเพราะแผนการร้ายของผู้ไม่ประสงค์ดีในคืนหนึ่ง ทำให้อาเซียวผู้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ต้องเปลี่ยนสถานะจากผู้อาศัยชั่วคราว มาเป็นสามีของลูกสาวเจ้าของบ้าน แต่ใครเล่าจะรู้ว่าฐานะที่แท้จริงของชายพิการที่ทุกคนรังแก จะเป็นถึงฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้นที่ถูกลอบปลงพระชนม์และหายสาบสูญไปเกือบหนึ่งปี
ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการอ่านค่ะ
ปล.นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวสมมุติที่เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์ใดค่ะ
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558
ไม่อนุญาตให้คัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือสแกนเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใด หรือวิธีการใดๆ ในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
บทนำ
เมื่อแสงอาทิตย์ยามรุ่งเช้าสาดส่องเข้ามาเยือน เป็นสาเหตุให้ดวงตาคู่งามขยับไหวเพราะถูกแสงจ้ารบกวนจนต้องตื่นจากนิทรา มู่เสียงอวิ๋นใช้ความพยายามเหลือเกินในการดึงสติของตนเองให้เข้าที่เข้าทาง แล้วค่อยๆ กวาดสายตามองไปรอบตัวด้วยความประหลาดใจ นางพบว่าได้ตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนในห้องของตนเองอีกครั้ง ทั้งๆที่นางเพิ่งผ่านชีวิตหลังความตาย และความทุกข์ทรมานจากการพลัดพราก ทุกอย่างยังคงชัดเจนในความรู้สึกนึกคิดของนาง แม้จะคล้ายกับฝันร้ายที่ผ่านไปแล้วหนึ่งตื่น แต่นางรู้ดีว่ามันไม่ใช่ เหตุการณ์ก่อนหน้านี้คือเรื่องจริง ยามนี้นางได้ย้อนเวลากลับมามีชีวิตอีกครั้ง ก็คือเรื่องจริงเช่นกัน
มู่เสียงอวิ๋นจำได้แม่นว่าที่แห่งนี้คือค่ายสุ่ยหลางที่นางถือกำเนิดและเติบโต ซึ่งตั้งอยู่แถบชายแดนระหว่างแคว้นหวู่และแคว้นเหยียน ค่ายโจรภูเขาแห่งนี้มีฉีฉวนเป็นผู้นำ ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองโจร และเป็นผู้ควบคุมดูแลความเป็นอยู่ของสมาชิกในค่ายโจรให้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ทว่าภายใต้ภาพลักษณ์กองโจรธรรมดาๆแห่งนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่านอกจากการออกจี้ปล้นพวกพ่อค้าต่างแดนอย่างเหิมเกริม ไม่เกรงกลัวฟ้าดินแล้ว พวกเขายังทำหน้าที่เป็นหน่วยข่าวกรองลับให้กับแคว้นเหยียน เพื่อแลกกับการคุ้มครองอย่างลับๆจากฮ่องเต้แคว้นเหยียนอีกด้วย
มู่เสียงอวิ๋นอาศัยอยู่กับบิดาเพียงลำพังในค่ายโจรแห่งนี้มาตั้งแต่จำความได้ ทุกคนในค่ายเรียกขานบิดาของนางว่ารองหัวหน้ามู่ หรือมู่จื่อเซิ่ง บิดาของนางทุ่มเทเวลาไปกับการทำหน้าที่รองหัวหน้ากองโจรอย่างหนักหน่วง แต่ก็ไม่เคยขาดตกบกพร่องเรื่องอบรมสั่งสอนบุตรสาวคนเดียวด้วยความใส่ใจ ทำให้เสียงอวิ๋นไม่เคยรู้สึกว่าตนเองด้อยค่า แม้ว่าจะไม่มีมารดาคอยอบรมสั่งสอนเหมือนเด็กคนอื่นๆ เด็กสาวยังคงมีความสุขที่ได้วิ่งเล่นอย่างอิสระ และสนุกกับการได้ร่ำเรียนวรยุทธ์จากบิดาในทุกๆวัน
จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อน ตรงกับวันที่นางอายุครบสิบเก้าปี บิดากลับบ้านพร้อมกับหามร่างของชายปริศนาคนหนึ่งกลับมาด้วย เมื่อไต่ถามก็ทราบว่าบังเอิญพบเห็นชายผู้นี้ลอยมาติดริมแม่น้ำด้านหลังค่าย จึงมิอาจปล่อยไว้โดยไม่ให้ความช่วยเหลือ ครั้นพากลับมาแล้วจึงได้พบว่าชายผู้นี้บาดเจ็บสาหัสหนัก โดยเฉพาะที่ขาข้างซ้าย แม้จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แต่เขาก็ต้องกลายเป็นชายขาพิการไม่สมประกอบไปหนึ่งข้าง และไม่รู้ว่าจะมีวันรักษาให้หายได้หรือไม่ ซ้ำร้ายเจ้าตัวยังจำไม่ได้ว่าตนเองเป็นใคร แม้แต่ชื่อของเขา ก็จำได้เพียงแค่คำว่าเซียวคำเดียวเท่านั้น
ด้วยความเมตตาสงสาร บิดาของนางจึงอนุญาตให้เขาพักอาศัยอยู่ด้วยชั่วคราว จนกว่าจะมีที่ไป โดยมีเสียงอวิ๋นรับหน้าที่ดูแลอาเซียวแทนบิดาเป็นอย่างดี มิตรภาพเล็กๆระหว่างสาวน้อยผู้ซุกซนและชายแปลกหน้าที่น่าสงสารได้ก่อตัวขึ้นอย่างง่ายดาย ด้วยความที่อาเซียวเป็นบุรุษที่สุภาพและเจียมเนื้อเจียมตัว แม้ร่างกายจะไม่สมประกอบ แต่เขาก็ยังคงพยายามช่วยนางหยิบจับงานบ้านเล็กๆน้อยๆ เท่าที่พอทำได้ มิหนำซ้ำยังคอยตามใจและให้ท้ายเสียงอวิ๋นจนแทบจะเสียคน ส่งผลให้เด็กสาวคลายความหวาดระแวง และสามารถสนิทใจกับเขาได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปีที่อาเซียวได้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน ซึ่งตรงกับวันที่มู่เสียงอวิ๋นอายุครบยี่สิบปี และเป็นวันที่หญิงสาวเพียรภาวนาให้มันมาถึงช้าที่สุด
วันเกิดอายุครบยี่สิบปีของหญิงสาวทุกคนในกองโจร เปรียบเสมือนวันแห่งฝันร้ายเพราะธรรมเนียมปฏิบัติบางอย่าง ซึ่งเสียงอวิ๋นทราบดีมาโดยตลอดและไม่เคยเห็นด้วย นั่นก็คือธรรมเนียมการคัดเลือกหญิงสาวในค่ายสุ่ยหลางที่มีอายุครบยี่สิบปี ไปแต่งงานเป็นเจ้าสาวเชื่อมความสัมพันธ์กับแคว้นเหยียนปีละหนึ่งคน นางรู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้ก็แค่คำพูดสวยหรูที่ถูกยกขึ้นมาบังหน้า ภายใต้ความเป็นจริงที่พวกเขาต้องการเด็กสาวในค่ายโจรไปเป็นตัวประกันและเป็นเครื่องยืนยันความจงรักภักดีที่มีต่อแคว้นเหยียน ที่ผ่านมาบรรดาเจ้าสาวที่ถูกส่งตัวข้ามแคว้นไปคนแล้วคนเล่า ล้วนแต่ถูกส่งกลับมาพร้อมกับร่างที่ไร้วิญญาณ ไม่เคยมีใครมีชีวิตรอดได้เกินหนึ่งปีเลยสักราย ข่าวลือเล่าว่าชาวแคว้นเหยียนจะยกเจ้าสาวจากกองโจรให้เป็นรางวัลของทหารนายกองที่มีผลงานโดดเด่น ยามครบหนึ่งปีพวกนางก็จะถูกฆ่าทิ้งเพื่อเปลี่ยนตัวเจ้าสาวคนใหม่ หมุนเวียนอยู่เช่นนี้ร่ำไป จนหญิงสาวในค่ายทุกคนต้องอยู่อย่างหวาดผวา หวั่นเกรงว่าตนจะเป็นคนที่ถูกเลือกให้ต้องเผชิญกับโชคชะตาอันแสนอาภัพ
ซึ่งปีนี้หญิงสาวที่อายุครบยี่สิบปี มีเพียงแค่มู่เสียงอวิ๋น บุตรสาวของรองหัวหน้าฝ่ายขวา และหลินรุ่ยบุตรสาวของรองหัวหน้าฝ่ายซ้ายเท่านั้น คนหนึ่งเป็นคุณหนูในห้องหอผู้มีความสามารถด้านบทกวีและการวาดเขียน แต่อีกคนเป็นหญิงสาวแสนซนที่มีฝีมือด้านการต่อสู้ไม่ธรรมดา ด้วยนิสัยที่แตกต่างกันมาก จึงเป็นสาเหตุให้เด็กสาวทั้งสองคนเป็นเหมือนน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลองมาโดยตลอด
ทว่าเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยปักปิ่น สายตาเรียบเฉยที่หลินรุ่ยใช้มองมายังเสียงอวิ๋น กลับเคลือบแฝงความขุ่นเคืองเอาไว้มากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุก็เพราะหลินรุ่ยหลงรักฉีหมิง บุตรชายคนโตของหัวหน้าค่าย ในขณะที่ชายหนุ่มกลับแสดงออกอย่างชัดเจนว่าให้ความสนใจมู่เสียงอวิ๋นมากกว่า ถึงแม้ว่ามู่เสียงอวิ๋นจะไม่เคยชายตามองเขาเลยสักครั้งก็ตาม
มู่เสียงอวิ๋นไม่เคยคิดเลยว่า เพียงแค่ความเข้าใจผิดแต่ใจเล็กๆน้อยๆ จะทำให้หลินรุ่ยเจ็บแค้นนางจนถึงขั้นกล้ากระทำความผิดกับชะตาชีวิตของคนอื่นได้อย่างเลือดเย็น แต่ทุกอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเช้าวันหนึ่งเสียงอวิ๋นตื่นขึ้นมา แล้วพบว่านางนอนเปลือยกายอยู่เคียงข้างบุรุษผู้หนึ่ง โดยฝีมือการวางแผนจากบุคคลที่ไม่หวังดีอย่างหลินรุ่ย
แม้ว่าเสียงอวิ๋นจะมีสติไม่ครบถ้วนดีนัก แต่จำได้แม่นว่าเมื่อคืนนางหายออกมาจากงานเลี้ยงเฉลิมฉลองของหมู่บ้าน แล้วมาโผล่บนเตียงแห่งนี้ได้โดยฝีมือของใคร จำได้แม้กระทั่งมือของบุคคลที่ส่งจอกสุราผสมยาปลุกกำหนัดใส่มือนาง แต่ที่นางแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาก็คือใบหน้าของบุรุษที่นอนอยู่เคียงข้างในยามนี้
เป็นอาเซียว!
ยามที่ได้มองใบหน้าคมคายอย่างชัดเจนเต็มสองตา มุมมองที่นางมีต่อเขาก็พลิกกลับตะละปัดจากหน้ามือเป็นหลังมือ ยอมรับว่าในหัวใจลึกๆผิดหวังเหลือเกินที่เป็นเขา เสียแรงที่นางเคยหวังดีและมองชายพิการผู้นี้ในด้านดีมาโดยตลอด นางคิดว่าเขาคือบุคคลที่น่าสงสาร แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ต่างจากบุรุษมักมากในกามทั่วๆไป
ในวันนั้นมู่เสียงอวิ๋นถูกบิดาออกคำสั่งให้แต่งงานกับชายขาพิการ เพราะทนไม่ได้ที่ข่าวฉาวของบุตรสาวกำลังถูกโหมกระพือให้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งค่าย บิดาเอาแต่พูดว่ายินดีรับอาเซียวเป็นบุตรเขย ดีกว่าต้องเห็นบุตรสาวแต่งออกไปเป็นเจ้าสาวตัวประกันที่แคว้นเหยียน และดีกว่าต้องถูกชาวบ้านเอาไปนินทาว่าร้ายไม่เว้นแต่ละวัน
แม้ว่ามู่เสียงอวิ๋นจะเพียรบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าสิ่งที่นางมอบให้อาเซียวได้ มีเพียงแค่ความเมตตาสงสารเท่านั้น นางไม่ได้รักเขา และยิ่งไม่อยากแต่งงาน มีสามีเป็นชายขาพิการอย่างเขา แต่ผลสุดท้ายบิดาตัดสินใจทุกอย่างแทนทั้งหมด โดยไม่รับฟังความต้องการของบุตรสาวอย่างนางเลยสักนิด
นั่นทำให้มู่เสียงอวิ๋นยิ่งทวีความโกรธเคือง และพาลไปลงที่อาเซียวคนเดียวทั้งหมด โทษที่เขาเอาแต่นิ่งเฉย ทำท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาว เพียงแค่บิดาคุกเข่าขอร้อง เขาก็ทำตัวเป็นคนไร้ความรู้สึกนึกคิด ยินดีให้ใครทำอะไรกับชีวิตของตนเองก็ได้ ส่งผลให้ชะตาชีวิตที่ควรเป็นของนาง ต้องถูกคนอื่นมากำหนดเส้นทางตามใจชอบไปด้วย
ทว่าในเมื่อมีใจแต่ไร้แรงต่อต้าน ผลสุดท้ายนางจึงต้องกลายเป็นภรรยาของชายพิการผู้ไม่รู้ที่มาที่ไปชัดเจน กลายเป็นตัวตลกให้ผู้คนในค่ายโจรซุบซิบนินทา ถึงความไร้ยางอายของนางในคืนนั้น ส่วนหลินรุ่ยกลับได้เป็นว่าที่เจ้าสาวของฉีหมิง บุรุษที่แสดงออกว่าชื่นชมนางมาโดยตลอด แต่พอนางตกเป็นภรรยาของชายขาพิการ เขาก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากข้องเกี่ยวกับนางอีกต่อไปแล้ว
รู้สึกเสียใจเมื่อสายไป
แม้ว่าสุดท้ายมู่เสียงอวิ๋นจะต้องแต่งงานกับอาเซียว แต่นางก็มอบตำแหน่งให้เขาเป็นได้แค่เพียงที่ระบายอารมณ์แห่งความโกรธเกลียด สองเดือนมานี้นางกลั่นแกล้งรังแกเพื่อสลัดเขาออกไปจากชีวิต ยิ่งรู้ว่าเขา ไม่ตอบโต้กลับมานางก็ยิ่งได้ใจจนถึงขั้นล่อลวงเขาไปทิ้งไว้กลางป่า คาดหวังว่าสามีขาพิการของนางจะไม่มีปัญญากลับมาค่ายได้ด้วยตนเอง แต่แล้วนางก็ต้องผิดหวัง เมื่อเขากระเสือกกระสนพาร่างกายพิการของตัวเองกลับมาได้อย่างทุลักทุเล วันนั้นสายตาที่เขาใช้มองนางเคลือบแฝงไปด้วยการตัดพ้อและต่อว่าต่อขาน แม้ว่ามู่เสียงอวิ๋นจะรู้สึกสะท้านกับสายตาที่มองมาของเขา แต่นางก็ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนเองอย่างแน่นเหนียว
ในคืนพระจันทร์เต็มดวงคืนหนึ่ง แผนการสลัดสามีพิการออกจากชีวิตครั้งสุดท้ายของนางได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยมีฉีหมิงเสนอตัวยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เขารับปากว่าจะช่วยนางให้หนีไปตามทางของตนเอง ทั้งหมดก็เพื่อชดใช้ความผิดที่เขาเลือกหลินรุ่ยมาเป็นเจ้าสาวตามคำสั่งของบิดา มู่เสียงอวิ๋นไม่รู้เลยว่าความเห็นอกเห็นใจที่เขาแสดงมันออกมาเป็นเพียงการเสแสร้งแกล้งทำ กว่าจะรู้ว่าถูกหลอก นางก็ถูกลวงให้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปแคว้นเหยียนเสียแล้ว นางเพิ่งรู้ความจริงในวินาทีนั้นว่าทุกคนในค่ายต่างรู้เห็นเป็นใจ ส่งนางขึ้นเกี้ยวไปตายโดยไม่สนใจว่านางจะแต่งงานแล้ว ไม่สนใจว่าหากถึงคนในแคว้นเหยียนล่วงรู้ว่านางมิใช่สตรีที่บริสุทธิ์แล้ว นางจะมีชะตากรรมเป็นอย่างไร พวกเขาสนแค่เพียงความมีชีวิตรอดของตนเองเท่านั้น
ในยามที่มู่เสียงอวิ๋นหลับตาลงเพื่อยอมแพ้ให้กับชะตาชีวิตที่แสนรันทด นางพบว่ามีบุรุษสองคนควบม้าติดตามมาช่วยเหลือนางโดยไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ ทำให้นางเพิ่งได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าสุดท้ายแล้วในยามทุกข์ยาก นางมีแค่สามีกับบิดาเพียงสองคนเท่านั้น ที่ไม่เคยทอดทิ้งนางไว้ข้างหลัง แม้ว่าจะต้องข้ามชายแดนมาถึงถิ่นของคนโฉดชั่วพวกนั้น แต่พวกเขาสู้สุดชีวิตเพื่อตีฝ่ากองกำลังจำนวนมาก เข้ามาช่วยเหลือนางกลับไป
ในตอนนั้นเอง มู่เสียงอวิ๋นเพิ่งได้รู้ความจริงว่า ที่แท้อาเซียวมิไร้ความสามารถเสียทีเดียว แต่ที่เขายินยอมให้นางรังแก อาจเป็นเพราะเขากำลังชดเชยให้นาง ในฐานะที่เขาเป็นต้นเหตุให้นางต้องตกอยู่ในชะตาชีวิตที่นางมิอาจเลือกได้ด้วยตนเอง แต่ยามนั้นนางกลับตอบแทนเขาด้วยการลงมือหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ กว่านางจะรู้ตัวทุกอย่างก็สายเกินแก้ไขไปเสียแล้ว
ในห้วงเวลาแห่งความลุ้นระทึก เสียงดาบฟาดฟันและเสียงการต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหว กลุ่มชายฉกรรจ์หลายสิบคนกำลังรุมล้อมฝ่ายของมู่เสียงอวิ๋นที่มีกันแค่สาม ทำให้ต้องสู้พลางถอยพลาง จนกระทั่งกำลังของทั้งสามคนเริ่มถดถอย และกำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้ศัตรูในไม่ช้า
แต่เมื่อบิดาและอาเซียวไม่ท้อถอย มู่เสียงอวิ๋นจึงยังคงกัดฟันไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกัน นางยกดาบรับมือกับชายฉรรจ์ที่พุ่งมาทางตนเอง ก่อนจะตวัดดาบตอบโต้จนมันทรุดลงตรงหน้า และภาพที่ปรากฏต่อสายตานางต่อจากนั้น ทำให้มู่เสียงอวิ๋นกรีดร้องออกมาอย่างคนเสียสติ
นางเห็นเต็มสองตาว่าพวกมันตวัดดาบประหัตประหารบิดาต่อหน้านาง และในวินาทีที่บิดาล้มลง คมดาบจากอีกด้านหนึ่งก็พุ่งทะยานเข้ามาหาอาเซียว ที่กำลังเสียสมาธิเพราะเสียงของนาง สัญชาตญาณในขณะนั้นของเสียงอวิ๋น ร้องสั่งให้นางเลือกเสียสละเพื่อเขาเป็นครั้งสุดท้าย ร่างบางจึงวิ่งถลาเข้าไปขวางวิถีดาบให้สามี หวังจะแลกด้วยชีวิตเพื่อปกป้องเขาบ้าง ทว่าสุดท้ายแล้วทั้งนางและเขาก็ถูกดาบยาวแทงทะลุทั้งสองร่างพร้อมกัน เมื่อชายฉกรรจ์ดึงดาบกลับคืน ดาบในมือของคนทั้งคู่จึงหลุดร่วงลงพื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าของดาบทั้งสอง ต้องทิ้งร่างลงสู่พื้นเช่นเดียวกัน
เสียงอวิ๋นกระอักเลือดคำโตอยู่ในอ้อมแขนของสามีที่นางเคยชิงชัง ทอดมองใบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้ายทั้งน้ำตา นางรู้สึกผิดต่อเขาและบิดายิ่งนัก ที่นางเคยมองข้ามความรักและความหวังดีของพวกเขา ดิ้นรนจะพลิกผันชะตาชีวิตของตัวเองอย่างเอาแต่ใจ ผลสุดท้ายจึงพาให้คนที่รักและหวังดีกับนางอย่างแท้จริง ต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้กลางป่าเช่นนี้
มู่เสียงอวิ๋นร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความรวดร้าวหัวใจ จนกระทั่งรู้สึกถึงแรงฉุดดึงบางอย่าง กระชากวิญญาณดวงน้อยของนางให้หลุดออกจากร่างอย่างรวดเร็ว หลังจากที่วิญญาณสาวรับรู้ได้ว่าโลกหลังความตายมีอยู่จริง นางจึงพยายามมองหาวิญญาณของสามีและบิดาอย่างบ้าคลั่ง คาดหวังว่าจะได้ร่ำลาพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย อยากเอ่ยคำขอโทษจากหัวใจให้พวกเขาได้ฟังสักคำ อยากขอบคุณพวกเขาที่เคียงข้างนาง แม้ในวันที่แสงแห่งชีวิตกำลังจะริบหรี่ แต่สุดท้ายก็หาได้มองเห็นพวกเขาแม้แต่เงา มู่เสียงอวิ๋นจึงได้แต่ทรุดกายลงร้องไห้อย่างสิ้นหวัง เมื่อสะอึกสะอื้นจนเหนื่อยล้าจึงได้เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง และพบว่ายามนี้วิญญาณของนางได้ลอยกลับมาปรากฏที่หน้าค่ายโจรโดยไม่รู้ตัว
การกลับมาหนนี้ นางได้ค้นพบความจริงที่ว่านางต่างหากเล่า ที่พลิกชะตากรรมของผู้อื่น ด้วยการกระทำที่เอาแต่ใจของนางเอง เพราะว่าอีกไม่กี่ชั่วยามถัดมา ขบวนของข้าราชบริพารและเหล่าขุนนางของแคว้นหวู่ ได้เดินทางมาเยือนค่ายโจรของนางอย่างเอิกเกริก พร้อมกับประกาศกร้าวว่าพวกเขามารับอาเซียวกลับคืนสู่บัลลังก์มังกร
สวรรค์! แท้จริงแล้วสามีขาพิการของนาง มีฐานะเป็นถึงฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของแคว้นต้าหวู่ที่สูญหายไปเมื่อหนึ่งปีก่อนหรือนี่
โชคชะตาช่างใจร้ายนัก ที่ส่งให้เขามาพบกับสตรีที่อัปมงคลอย่างนาง มู่เสียงอวิ๋นเสียใจเหลือเกินที่สุดท้ายแล้ว นางกลายเป็นผู้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากอาเซียวอย่างใจร้ายใจดำ หากเขาไม่เสี่ยงชีวิตไปช่วยนาง ป่านนี้เขาก็คงได้กลับคืนสู่ฐานันดรศักดิ์ ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ที่ควรเป็นของเขาอย่างสง่างาม แต่นี่เป็นเพราะนางคนเดียวแท้ๆ
นางผิดไปแล้ว และรู้ดีว่าความผิดของนางไม่สมควรได้รับการอภัย แต่อาเซียวของนางไม่ได้ผิดอะไรด้วย ดังนั้นจะมากไปหรือไม่ หากว่านางอยากวิงวอนขอโอกาสจากสวรรค์ ขอนางกลับไปแก้ไขทุกอย่างอีกครั้งจะได้หรือไม่ ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตัวนางเอง แต่เพื่อชดใช้คืนให้อาเซียวเท่านั้น ได้โปรด..
รู้สึกเสียใจเมื่อสายไป 2
ตุบ!
เสียงของหนักบางอย่างซึ่งร่วงหล่นหน้าประตูบ้าน ดึงสติมู่เสียงอวิ๋นที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ของเรื่องในอดีต ให้หวนกลับมารู้สึกตัวตื่นเต็มตาอีกครั้ง หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรงบนเตียงกว้าง แล้วยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองไปมาซ้ำๆ จนแก้มทั้งสองข้างบวมแดงช้ำด้วยสีเลือดฝาด ครั้นรู้สึกถึงความเจ็บปวดร้าวจนร้องออกมา เสียงอวิ๋นจึงได้เชื่อสนิทใจ ว่านางกำลังเผชิญกับความน่าอัศจรรย์ใจอย่างเหลือเชื่อ ไม่นึกเลยว่าสวรรค์กำลังมอบโอกาสให้นางได้แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด ด้วยการส่งนางย้อนเวลากลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
นางยังไม่ตาย และตอนนี้ทุกอย่างยังไม่สายไปใช่หรือไม่!
โครม!
เสียงโครมครามที่หน้าประตูดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ทำให้เจ้าของบ้านตัดสินใจลงจากเตียง แล้วรีบรุดออกไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น และเพียงประตูเปิดกว้างออก เสียงอวิ๋นก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่ายามนี้ร่างของสามีในอดีตชาติของนาง กำลังล้มกลิ้งคะมำอยู่บนพื้นที่เย็นเฉียบ เขาแทบไม่มีเรี่ยวแรงที่จะดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ ตามร่างกายก็เต็มไปด้วยร่องรอยแผลเล็กๆ ที่อาจเกิดจากการถูกกิ่งไม้ครูดเกี่ยว สีหน้าของเขาดูอิดโรยและอ่อนแรงจนน่าสงสาร เสียงอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงรีบถลาเข้าไปหา และช่วยพยุงร่างสูงให้ลุกขึ้นยืนได้สะดวกขึ้น
“อาเซียว” เมื่อมีโอกาสได้มองเห็นใบหน้าคมคายของสามีในระยะใกล้ชิดอีกครั้ง มือบางจึงเผลอเอื้อมไปสัมผัสผิวแก้มที่หยาบกร้านเบาๆ แต่แล้วก็ต้องรีบชักมือกลับ เมื่อเจ้าของแก้มสากขยับตัวหลบสัมผัสนั้นของนางทันทีที่เขาสามารถพยุงตัวมั่นคงได้สำเร็จ ปฏิกิริยานั้นของเขา ทำให้ดวงตาของมู่เสียงอวิ๋นพลันวูบไหว
เห็นทีนางคงย้อนเวลากลับมาช้าไปหนึ่งก้าวเสียแล้ว เพราะหากนึกย้อนถึงเหตุการณ์ตรงหน้านี้ในอดีตชาติ นางจำได้ดีว่าวันนี้ เป็นวันที่อาเซียวพาร่างที่โรยแรงของตนเองกลับมาจากป่าลึก หลังจากถูกนางหลอกพาไปทิ้งไว้เพียงลำพังเมื่อวันก่อน น่าเสียดายที่นางคงไม่มีโอกาส หยุดการสร้างรอยแผลในหัวใจของอาเซียวแผลนี้ได้แล้ว เช่นนั้นนางควรจะทำเช่นไร จึงจะเยียวยาแผลนี้ให้ดีขึ้นมาได้เล่า
“ผิดหวังมากหรือที่เห็นข้ามีชีวิตรอดกลับมาได้” วาจาและสายตาตัดพ้อเช่นนี้ อาเซียวเคยใช้มองนางมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่น่าแปลกที่ครานี้มันช่างบาดลึกลงหัวใจนาง และสร้างความเจ็บปวดมากกว่าครั้งแรกอยู่หลายเท่าตัวนัก
“อาเซียว ข้าเปล่า” เสียงอวิ๋นรีบปฏิเสธเสียงอ่อน
“เจ้าไม่ต้องแสร้งเป็นห่วงเป็นใยข้าหรอก ฝืนใจเสียเปล่าๆ”
“ข้าไม่..ช่างเถิด อย่ามัวแต่ถกเถียงกับข้าอยู่เลย เจ้าเข้าไปอาบน้ำก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวข้าจะเตรียมอาหารกับน้ำแกงร้อนๆไว้ให้ ดื่มเสียหน่อยเพื่ออบอุ่นร่างกาย มิเช่นนั้นคืนนี้จะป่วยเอาได้” เมื่อไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้เขาเข้าใจ เสียงอวิ๋นจึงเลือกที่จะไม่เอ่ยมันออกมา และคิดได้ว่านางควรเร่งให้เขาไปอาบน้ำอาบท่า ดีกว่าปล่อยให้เขายืนเถียงกับนางจนจับไข้เหมือนอย่างชาติที่แล้ว
“ข้าแข็งแรงกว่าที่เจ้าคิด ต่อให้เจ็บป่วยอย่างที่เจ้าแช่ง ก็ไม่ตายภายในคืนนี้ให้เจ้าได้สมหวังหรอก” ตวัดหางเสียงประชดใส่หญิงสาวจนสาสมใจแล้ว อาเซียวก็เดินกะเผลกพาตัวเองหายเข้าไปหลังฉากกั้น หมางเมินใส่ภรรยาผู้ยืนอยู่เบื้องหลังอย่างไม่ไยดี
“ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าจะปากร้ายเช่นนี้” หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของสามีจนกระทั่งเขาลับสายตาไปแล้ว จึงได้บ่นกับตัวเองขึ้นมาเบาๆ ชาติที่แล้วนางโขกสับเขาสารพัด อาเซียวก็ก้มหน้าก้มตาให้นางรังแก ไม่มีเอ่ยวาจาต่อล้อต่อเถียงด้วยสักคำ แต่พอชาตินี้นางพูดด้วยดีๆ เขากลับประชดประชันใส่นางไม่หยุดหย่อน
อาเซียวนะอาเซียว มองไม่เห็นความหวังดีของนางเลยสักนิด คอยดูเถิด หากคืนนี้เขานอนจับไข้ สองตาของนางจะไม่เหลียวแลเลยแม้แต่นิดเดียว
“อาเซียว ตื่นขึ้นมาดื่มยาก่อน”
ในยามดึกสงัด มีกระซิบหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหูคนป่วย ทำให้เจ้าของชื่อพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมาดู แต่มันช่างยากเย็นนัก เขาจึงเลิกพยายามแล้วหลับตาลงเช่นเดิม หลังจากนั้นก็สัมผัสได้ถึงความร้อนที่ริมฝีปาก เขารับรู้ในทันทีว่ามันคือยาที่เสียงอวิ๋นกระซิบบอกเมื่อครู่ จึงยอมอ้าปากแล้วกลืนมันเข้าไปอย่างว่าง่าย หลังจากนั้นก็ปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราไปอีกครั้ง
ทิ้งให้ผู้เป็นภรรยาคอยทำหน้าที่เช็ดตัวลดไข้ให้เขาอยู่ทั้งคืน จนกระทั่งนางเผลองีบหลับเมื่อเวลาเข้าสู่ช่วงยามเหม่า ล่วงเลยไปจนถึงปลายยามเฉิน คนที่เพิ่งได้นอนไปเพียงเล็กน้อย จึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ไข้ลดหรือยังนะ” ทันทีที่ตื่นขึ้นมาก็เอื้อมมือบางไปแตะเบาๆ ที่แก้มสาก พบว่ายามนี้ไข้ลดลงแล้ว ใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยสีเลือดฝาด ก็กลับมาเป็นปกติแล้วเช่นกัน
เมื่อโล่งอกที่เขาไม่เป็นอันใดมาก มู่เสียงอวิ๋นจึงวางใจที่จะปล่อยให้เขานอนพักต่อไปเพียงลำพัง ส่วนนาง จะออกไปเตรียมต้มโจ๊กไว้ให้เขาสักหนึ่งชาม ในระหว่างที่รอเขาตื่น เพราะหากนางปล่อยให้เขาออกไปหาอาหารกินเองมั่วซั่ว เห็นทีคงจะได้กลับมานอนจับไข้ต่อเหมือนอย่างชาติก่อน
เมื่อตัดสินใจแล้ว เจ้าของร่างบางจึงลุกขึ้นเพื่อปลีกตัวไปที่ครัวหลังบ้าน สาระวนอยู่กับการต้มโจ๊กอยู่นานเลยทีเดียว เพราะไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก