โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘หาไม่เจอหรือเธอไม่มีอยู่จริง’ ตรีมูรติ: เทพแห่งความรัก? ในวันที่กระแส I Told พระแม่… จางหาย

The Momentum

อัพเดต 14 ก.พ. 2567 เวลา 12.34 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2567 เวลา 02.00 น. • THE MOMENTUM

ดอกกุหลาบสีแดงสดช่อโต มาพร้อมช็อกโกแลตกล่องสวย หรือจะเป็นของขวัญกล่องเล็กแต่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางจิตใจ นี่คือสิ่งแทนความรักของเหล่าคนมี ‘คู่’

แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีคนรักจริงไหม?

ลองหันกลับมามองสมาคมคนโสดที่จุดกระแส #itoldพระแม่ลักษมี เมื่อกลางปีที่แล้ว ภาพเหล่าสายมูที่เข้าคิวขอเนื้อคู่จนเทพองค์หนึ่งเคยยึดครองความศักดิ์สิทธิ์ในย่านศูนย์การค้ากลางเมืองมาแล้ว

แต่มาวันนี้ กระแสการมูเพื่อความรักค่อยๆ จางหายไป หรืออีกแง่หนึ่งพระแม่อาจประทานพรคนโสดตามคิวไปแล้วก็ได้ ทว่าหากมองให้ลึกลงไป เทพองค์นั้นอาจไม่ได้จางหายไปไหนเลย เพียงแต่ท่านไม่ได้ข้องเกี่ยวกับความรักมาตั้งแต่แรกต่างหาก

เอาจริงๆ ผมเชื่อว่าทุกคนคงจำกระแสพระตรีฯ ที่ดังระเบิดจนคนล้นลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ในทุกวันพฤหัสบดีได้ ที่ส่งผลให้กิจการค้าของไหว้พุ่งกระฉูดแบบฉุดไม่อยู่ ด้านหนึ่งกูรูสายมูทั่วฟ้าเมืองไทย เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ต่างออกมาบอกวิธีการไหว้กันยกใหญ่ “ต้องใช้ดอกกุหลาบสีแดงนะ” “ต้องเป็นน้ำแดง” หรือธูปกี่ดอก จนบางครั้งก็สับสนว่าสุดท้ายต้องทำอย่างไรกันแน่ อีกด้านนักวิชาการ ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ที่เกี่ยวกับอินเดีย-ศาสนาฮินดูก็ออกมาอธิบายรูปแบบของเทวรูปองค์นี้กันอย่างหนาหูว่า นี่ไม่ใช่พระตรีมูรติแต่คือพระศิวะต่างหาก

สำหรับผม กระแสดังกล่าวนับว่าสร้าง ‘สีสัน’ ให้วงการอินเดียศึกษาเป็นอย่างมาก ผู้คนหลายคนหันมาสนใจศึกษาเรื่องราวของเทพเจ้าอินเดียในเชิงวิชาการมากขึ้นควบคู่ไปกับกระแสศรัทธาที่เอ่อล้น ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอออกตัวไว้ก่อนว่า สิ่งที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผมอยากชักชวนผู้อ่านให้ย้อนมองปรากฏการณ์พระตรีฯ หน้าเซ็นทรัลเวิลด์กันอีกสักหน เพื่อทำความเข้าใจประเด็นน่าขบคิดที่ผมจะเล่าสู่กันฟังในลำดับต่อไป

ความเข้าใจผิดเรื่องตรีมูรติ

ย้อนกลับไปที่คำว่า ‘ตรีมูรติ’ ในสังคมฮินดู หมายถึงรูปทั้งสามของพระเป็นเจ้า คือพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ แต่ในสายการปฏิบัติต่างๆ ไม่มีสำนักคิดฮินดูสกุลใดเลยบูชาเทพทั้ง 3 องค์เท่ากัน แต่จะยกองค์ใดองค์หนึ่งให้สูงกว่าเสมอ เช่น พระศิวะทรงได้ชื่อ ‘มหาเทพ’, พระวิษณุทรงมี ‘วิศวรูป’ (ผู้เป็นรูปแห่งจักรวาล) ในปุราณะต่างๆ ก็ไม่ได้ยกยอเทพทั้งสามมากมาย แต่จะยกองค์ใดองค์หนึ่งสูงกว่าองค์อื่น เห็นได้จากชื่อ เช่น วิษณุปุราณะยกย่องพระวิษณุเด่นกว่าใคร ลิงคปุราณะก็ยอพระศิวะมากกว่า ถึงขนาดพระศิวะทรงสร้างเทพใหญ่อีก 2 องค์ทีเดียว

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สะท้อนภาพการนับถือเทพเจ้าสูงสุดองค์เดียวในศาสนาฮินดู คือในภควัทคีตา(7.7) ในฉากที่พระกฤษณะทรงแสดงรูปลักษณ์อันแท้จริงของพระองค์ให้อรชุนได้เห็น

พระกฤษณะกล่าว่า “มัตฺต: ปรตรัมฺ นานยัตฺ กิญฺจิทฺ อัสฺติ ธนัญฺชยะ I

มยิ สรรวมิทัมฺ โปฺรตัมฺ สุเตฺร มณิคณา อิวะ II”

แปลว่า “ไม่มีสิ่งใดสูงส่งไปว่าข้า โอ้ อรชุน สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนอยู่ภายในตัวตนของข้า ประดุจลูกปัดบนสายสร้อย”

ฉะนั้น เรื่องตรีมูรติจึงดูเป็นเรื่องคลุมเครืออยู่ว่า จริงๆ ควรเป็นอย่างไรกันแน่ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการอิสระ เคยเขียนบทความเรื่องนี้ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อนานมาแล้วว่า ‘ตรีมูรติ’ ไม่ใช่เทพที่สำคัญ ทั้งในฐานะเทพองค์เดี่ยวหรือกลุ่มเทพ แต่มีบทบาทเชิงสัญลักษณ์แทนระบบสังสารวัฏมากกว่า (สร้าง รักษา และทำลาย)

ส่วนเทพที่ชื่อ ‘ตรีมูรติ’ ตามข้อสรุปของนักวิชาการหลายท่านและอาจารย์ศิริพจน์มีที่มาจากความมหัศจรรย์ในวัฒนธรรมฮินดูช่วงสมัยตื่นรู้เรื่องบูรพาคดีและภารตวิทยา เพื่อพยายามหาคำอธิบายรูปเคารพสามหน้าขนาดยักษ์ของพระศิวะในถ้ำเอเลฟันตะ (Elephanta Cave N.1) ไม่ไกลนักจากเมืองมุมไบ

ทำไมต้อง 3 อย่างที่กล่าวมา ในเชิงหนึ่งเป็นการอธิบายโครงสร้างของจักรวาลแบบวงกลมของชาวอินเดียที่หมุนวนไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ด้วยเหตุนี้จึงมีการระบุหน้าที่ให้กับเทพทั้งสามเทพ พรหม–สร้าง, วิษณุ–รักษา, ศิวะ–ทำลายเพื่อสร้างใหม่ เป็นผู้รับผิดชอบ อีกเชิงหนึ่งคือบรรดาเหล่านักวิชาการตะวันตกรุ่นบุกเบิกไม่สามารถเข้าใจระบบเทพเจ้าที่มีจำนวนมากมายของอินเดียได้ จึงอธิบายเทียบเคียงไปกับความเข้าใจเรื่อง ‘ตรีเอกานุภาพ’ ของศาสนาคริสต์ที่ตนมีอยู่ ฉะนั้น เพื่อความสอดคล้องจึงมีการพยายามดึงเอาเทพที่มีบทบาทมาก 3 องค์มาอธิบายเป็นกลุ่มให้สอดคล้องกับระบบความเข้าใจดั้งเดิมของตนเอง

ทัตตเตรยะ: ภาพจำของตรีมูรติ

ในเชิงรูปเคารพ คนอินเดียนิยมสร้างรูปเทพทั้งสามเรียงกัน หรือเป็นสัญลักษณ์ของเทพทั้งสามเรียงกันซึ่งถือว่าพบได้น้อยมาก แต่ประเด็นหนึ่งที่หน้าสนใจ คือการสร้างสัญลักษณ์ ตรีศูล สังข์ และลูกประคำ เรียงกันนี้มีมาถึงในสมัยเขมรโบราณราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ด้วย ส่วนจะมาสลักเป็นรูปรวมร่างกันนั้นมีน้อยมากๆ ถึงมากที่สุด โดยรู้จักกันในชื่อ ‘หริหระปิตามหะ’ (หริ [วิษณุ] + หระ [ศิวะ] + ปิตามหะ [พรหม]) ซึ่งเป็นรูปเคารพตรีมูรติแบบรวมร่าง แต่ไม่นิยมและหาได้ยากมาก

กระนั้นก็ยังมีเทพองค์หนึ่งซึ่งมีรูปลักษณะใกล้เคียงกับคำว่า ตรีมูรติ มาก คือพระทัตตาเตรยะ (Dattatreya) มีลักษณะเป็นเทพ 3 เศียร 4 กร มีหมาเป็นมิตร มีวัวเป็นพวก เทพองค์นี้ถือของประจำตัวของเทพใหญ่ทั้งสาม (ตรีศูล สังข์ และลูกประคำ) ซึ่งดูเข้าเค้าว่าเป็นตรีมูรติแน่ๆ แต่ทัตตาเตรยะนับเป็นรูปเดียว เป็น ‘เอกมูรติ’

ตำนานเล่าว่า ท่านเป็นลูกนางอนาสูยะกับฤาษีอตริ ครั้งหนึ่งเทพทั้งสามมาขออาหารจากนางอนาสูยะในรูปของทารก เพื่อช่วยแก้ไขคำสาปบางประการเพราะนางอนาสูยะเป็นผู้ประพฤติดีไม่มีมลทินมัวหมอง เมื่อเห็นทารกทั้งสามนางอนาสูยะจึงป้อนอาหารแก่ทารก จากนั้นเทพทั้งสามก็แสดงตนแล้วให้พรตามที่นางขอ คือ ‘จะมาเกิดเป็นลูก’ เทพทั้งสามทรงรับฟังคำขอแล้วเสด็จเข้าไปในครรภ์ของนางโดยมีพระวิษณุเป็นประธาน ในจุดนี้ตำนานทัตตาเตรยะปรากฏครั้งแรกในวิษณุธรรมโมตรปุราณะและวิษณุปุราณะ รวมทั้งถือว่าเป็นอวตารของพระวิษณุปางที่ 24

พระทัตตาเตรยะ ที่มา: Wikipedia

จะเห็นว่าการที่พระวิษณุอวตารลงมาเป็นทัตตาเตรยะ เป็นการยกว่าพระวิษณุยิ่งใหญ่กว่าอีก 2 องค์ เพราะเมื่อเราพิจารณารูปเคารพของพระทัตตาเตรยะ หน้าของพระวิษณุจะอยู่หน้ากลาง พระศิวะขวา และพระพรหมซ้าย ตรงนี้เท่ากับพระวิษณุเป็นเอกของกลุ่ม ล้อไปตามตำนานเอกบาทและลิงโคทภวมูรติของพระศิวะ ที่บอกว่าเพราะศิวะเป็นเสาเดี่ยว แล้วพระวิษณุ-พระพรหมโดดออกมาจากท่าน รวมทั้งยังบอกด้วยว่า “ทัตตาเตรยะคือฉัน (พระวิษณุ) คนเดียวนะจ๊ะนายจ๋า”

ต่อมาในช่วงยุคกลางของอินเดีย (หลังพุทธศตวรรษที่ 19) ทัตตาเตรยะถูกดูดไปเป็นเทพของกลุ่มนาถ (Nath Movement) พวกโยคีสายหนึ่งของนิกายพระศิวะ โดยถือว่าท่านเป็น ‘อาทินาถ’ คือครูคนแรกที่สอนเรื่องโยคะตันตระให้กับมนุษย์และคุรุอีก 24 คนของสายปฏิบัตินาถ

ยังมีหลักฐานอีกว่า เดิมทัตตาเตรยะน่าจะเป็นเทพท้องถิ่นในเเถบอินเดียตะวันตก (มหาราชสถาน มหาราษฎร และเคดข่าน) เพราะคติและวัดของท่านกระจุกตัวอยู่ในแถบนั้น ก่อนกระจายออกมาสู่โลกภายนอก และถูกดูดกลืนจากศาสนาฮินดูสายอื่นๆ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมของตัวเอง เรื่องนี้ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยสนทนากับผมว่า ความนิยมของท่านคุรุทัตตาเตรยะมีมากที่สุดในช่วง 100 ปีที่ผ่านมานี้ ผ่านคัมภีร์สำคัญชื่อ ‘คุรุจริตะ’

แต่ด้วยความที่รูปลักษณ์ที่แปลกไม่เหมือนใครอันเกิดขึ้นจากการประกอบกันของรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเทพใหญ่ทั้งสาม จึงไม่หน้าแปลกใจว่าเหตุใดท่านจึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระตรีมูรติ ซึ่งจริงๆ แล้ว คติทั้งสองนี้ไม่เชื่อมกันเลย

พระตรีฯ เซ็นทรัลเวิลด์

ตีตั๋วเครื่องบินข้ามอ่าวเบงกอลย้อนกลับมาที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ หลังผู้อ่านพอจะมีแบ็กกราวนด์เรื่องพระตรีมูรติกับพระทัตตาเตรยะบ้างแล้ว เมื่อมองดูรูปเคารพองค์สีทองในศาลาเทวาลัย ผู้อ่านจะเห็นเอกลักษณ์บางอย่างที่แปลกตาไปจากที่ผมอธิบายข้างต้น ทำไมรูปเคารพนี้ถึงมี 5 หน้า ทำไมรูปเคารพนี้ถึงมีพระจันทร์เด่นชัดบนมวยผม ใช่แล้วครับ อย่างที่บางท่านอาจจะทราบมาแล้ว รูปเคารพนี้ไม่ใช่ทั้ง ‘ตรีมูรติ’ เพราะเป็นเทพองค์เดียวเดี่ยวๆ โดด และรูปเคารพนี้ก็ไม่ใช่พระทัตตาเตรยะผู้เป็นวิษณุอวตาร

พระจันทร์ก็ดี มี 5 หน้าก็ดี หรือมวยผมก็ดี สัญลักษณ์กลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่บ่งชี้ไปถึงพระศิวะทั้งสิ้น โดยรูปปรากฏ 5 หน้านี้ ตามหลักการประติมานวิทยาแล้วเรียกเอาง่ายๆ ว่า ‘ศิวปัญจมุข’ หรือ ‘สทาศิวะ’ ซึ่งอ้างอิงตามข้อความในปุราณะฝ่ายพระศิวะ รูปปรากฏนี้ถือเป็นรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ พระพักตร์ทั้งห้าสะท้อนถึงภาวะการสร้าง รักษา ช่วยเหลือ ปกป้อง ทำลาย และสร้างใหม่อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ฉะนั้น จะบอกว่าท่านเป็น ‘เทพแห่งความรัก’ ตรงๆ ตามที่เคยเข้าใจกันได้เลยไหม ส่วนตัวผมก็คงได้ เพราะท่านอยู่สูงกว่าจุดนั้นไปแล้ว จะขออะไรก็คงไม่เกินขอบเขตของท่านแล้ว

ทั้งนี้ทั้งนั้นมีเทวตำนานหนึ่งของพระศิวะที่เกี่ยวกับความรักโดยตรงอยู่เหมือนกัน เรื่องมีอยู่ว่าครั้งหนึ่งมีอสูรตนหนึ่งชื่อตารกาสูร รับพรจากพระพรหมว่า จะไม่ตายหากไม่ถูกสังหารโดยศิวบุตร ซึ่งในตอนนั้นพระศิวะทรงเศร้าเสียใจจากการเสียรานีสตีพระชายาองค์แรกไป พระองค์จึงเข้าสันโดษในหลืบเขาหิมาลัย ไม่ยุ่งวุ่นวายกับใครเลย เหล่าเทวดาผู้โชคร้ายได้เข้าไปขอคำปรึกษาจากเทพบิดรพรหม พระพรหมทรงแนะนำให้พระนางปารวตี บุตรีแห่งท้าวหิมวัต แต่งงานกับพระศิวะเสีย เพราะพระนางคือรานีสตีกลับชาติมาเกิด กระนั้นก็ไม่ใช่การงานเพราะมหาเทพทรงสละเรื่องทางโลกแล้ว

พระอินทร์เทวราชจึงขอความช่วยเหลือจากพระกามเทพและพระวสันต์ (เทพแห่งฤดูใบไม้ผลิต) ให้ช่วยแผลงศรดอกไม้เพื่อให้พระศิวะทรงตื่นจากสันโดษและตกหลุมรักกับพระนางปารวตี เมื่อได้รับเทวบัญชาแล้ว วสันตเทพก็เนรมิตเทือกเขาหิมาลัยให้อุดมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ อากาศอุ่น สบาย พระกามเทพก็แผลงปุษปศรแห่งความปรารถนาใส่องค์พระศิวะ พระนางปารวตีทรงยืนด้านหน้ามหาเทพหมายให้พระนางเป็นภาพแรกที่พระองค์เห็น

ผลลัพท์ดันกลับตาลปัตร พระศิวะทรงลืมตาที่สามกลางหน้าผาก ไฟบรรลัยกัลป์พวยพุ่งออกมาเผาทำลายพระกามเทพกลายเป็นจุณ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาเนื้อทั้งสองข้างขึ้นมาเห็นพระนางปารวตี และทรงรับพระนางเป็นชายาในที่สุด

ตำนานตอนนี้มีชื่อในภาษาสันสกฤตว่า กามันตกามูรติ (Kamantakamurti)พระผู้ทำทำลายความปรารถนาทั้งปวง เนื่องด้วยพระศิวะเป็นมหาโยคีผู้ปฏิบัติโยคะ ตำนานนี้จึงถูกแต่งขึ้นเพื่อถ่ายทอดว่าพระองค์ทรงสละทางโลกแล้วโดยสมบูรณ์ ผ่านสัญลักษณ์ของการเผาพระกามเทพ แต่ในอีกเชิงหนึ่งแม้จะทำลายกามะไปแล้ว พระองค์ก็ยังทรงรับเอาพระนางปารวตีเป็นชายาอยู่ดี ในจุดนี้ก็แสดงระบบทางความคิดแบบคนอินเดียประการหนึ่ง คือความสมดุลระหว่างเรื่องทางโลกกับทางศาสนา กล่าวคือในหลักการอาศรม 4 ครึ่งแรก (พรหมจรรยะ-คฤหัสถะ) ถูกวางไว้ให้สนใจเรื่องการใช้ชีวิต ส่วนครึ่งท้าย (วานปรัสถะ-สันยาสะ) เปลี่ยนไปเน้นเรื่องการหลุดพ้นแทน ฉะนั้น พระศิวะจึงต้องทรงมีสองคุณลักษณะนี้ด้วย (ผู้ครองเรือนและผู้สละเรือน)

หลังจากถูกเผาทำลายแล้วพระกามเทพทรงได้รับสมญาว่า อนังคะ (Ananga) แปลว่า ‘ผู้ไร้รูป’ ทำไมความรักถึงไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาและสัมผัสได้ด้วยใจ ก็เพราะความรักแบบมีรูปลักษณ์ได้ถูกพระศิวะเผาทำลายไปแล้ว แม้ว่าสุดท้ายพระองค์จะได้รับพรให้ฟื้นคืนร่างดังเดิมก็ตาม อีกความน่าสนใจหนึ่งของกามเทพ คือท่านมีชื่หนึ่งว่า มาระ (Mara) ซึ่งก็ตรงกับคำว่า ‘มาร’ ในภาษาไทยนั่นแหละ แต่หากแปลตามศัพพ์แล้วจะแปลว่า ผู้สร้างบาดแผล เนื่องด้วยท่านมีความสามารถในการทำให้ผู้ต้องศรหลงใหลกับสิ่งหนึ่งๆ ได้ อันเป็นการนำไปสู่การวิวาทได้ หรือจริงๆ แล้วท่านอาจจะได้ชื่อนี้มา เพราะความรักแม้จะมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่เมื่อเคยได้รักและสูญเสียรักไป มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน เสมือนมีมีดแทงลึกลงไปกลางใจ เป็นแผลที่ยากจะรักษาให้หายได้

สุดท้ายกลับมาที่พระศิวะ AKA พระตรีฯ หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ อย่างที่บอกนะครับว่า เทพองค์นี้อยู่เหนือขอบเขตของความรักไปแล้ว กระนั้นคนอินเดียก็ยังมีสำนวนน่ารักๆ เกี่ยวกับพระศิวะและความรักด้วย ได้แก่

“ความรักแท้จริงนั้นสีดำ ดำเสมือนพระศอของพระศิวะ”

วลีนี้มาจากตอนที่ท่านยอมดื่มพิษที่เกิดจากการกวนทะเลน้ำนมเพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจากพิษร้าย ในบางครั้งคนอินเดียจึงมองความรักเป็นเรื่องของความเสียสละ ความเมตตา และแน่นอนว่าพระศิวะจะทรงตอบรับคำวิงวอนของผู้ศรัธาแน่นอน ส่วนเรื่องพระตรีฯ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ก็สุดเเท้แต่ความศรัทธาครับ

หากเชื่อจะไหว้ก็ไม่มีปัญหา แต่การเลือนหายไปอย่างช้าๆ ของเทวรูปองค์นี้จากหน้าจอสื่อออนไลน์ต่างๆ ก็สะท้อนภาวะความเข้าใจที่เคลื่อนตัวของผู้คนซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังการได้อ่านคำชี้แจงของเหล่าผู้รู้ ซึ่งอาจจะมองเล่นๆ ได้ไหมว่า นี่เป็นความสำเร็จทางวิชาการเล็กๆ ของกลุ่มนักวิชาการด้านอินเดียที่มีต่อสังคมไทย หรือคำตอบก็ง่ายๆ แค่ ‘พระตรีมูรติองค์นี้ไม่ตอบโจทย์แล้ว’

ที่มาข้อมูล

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. ล้วงลึกเรื่อง “กาม” และความรัก ในศาสนาพราหมณ์ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17 - 23 กุมภาพันธ์ 2560

ผาสุข อินทราวุธ. รูปเคารพในศาสนาฮินดู. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2522.

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. พระตรีมูรติ ในอินเดีย ไม่ใช่รูปรวมเทพเจ้าทั้งสาม เหมือนที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 - 26 ตุลาคม 2560

อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. ตรีมูรติ อภิมหาเทพของฮินดู. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2551.

James Lochtefeld. The Illustrated Encyclopedia of Hinduism, Volume 1, New York: Rosen Publishing, 2002.

T.A. Gopinatha Rao. Elements of Hindu Iconography, Volume 1, Delhi: Motilal Banarsidass, 1968.

Vettam Mani. Puranic Encyclopaedia. Delhi: Motilal Banarsidass, 1975.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...