[E-book]พระรองที่ไหนจะตกหลุมรักนางร้าย
ข้อมูลเบื้องต้น
พระรองที่ไหนจะตกหลุมรักนางร้าย
โดย Miss Soraki
'ลี่เข่อซิง' เคยคิดว่าตนสามารถญาติดีกับชายหนุ่มที่เป็นพระรองในนิยายอย่าง 'จูเหวินอี้' ได้
กระทั่งถูกเขาหักหลังและทรยศความไว้ใจซ้ำ ๆ เพื่อสตรีอีกนาง
มิตรภาพมิอาจเทียบความหลงใหลแบบหน้ามืดตามัว เขาลงมือทำกระทั่งจัดฉากบีบให้นางและคู่หมั้นต้องผิดใจกัน
ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาต้องทำไปเพราะมีใจให้นางเป็นแน่
พระรองที่ไหนจะตกหลุมรักนางร้ายกัน!
พระรอง: ให้โอกาสเจ้าทบทวนใหม่อีกครั้ง
- Miss Soraki-
ไอเดียใหม่ๆผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด ครั้งที่แล้วดราม่ากันถล่มทลาย เดี๋ยวเราวกมาสไตล์รักหวานซ่อนเปรี้ยวที่นางเอกแซ่บซี๊ดจนเข็ดฟันกันบ้าง
มินยังคงต้องขอฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนๆทุกคนเช่นเคย หากแวะมาเจอ อย่าลืมกดติดตามเอาไว้เพื่อเอาใจช่วยคู่นางร้ายและพระรองกันค่ะ!
บทนำ: อย่าตั้งตนเป็นศัตรูกับนางร้าย
บทนำ
อย่าตั้งตนเป็นศัตรูกับนางร้าย
ซ่า…
ผู้คนในงานชมบุปผาอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ไร้ที่ไปที่มา ต่างจากบุรุษรูปงามท่าทางสุภาพอ่อนโยนเกินกว่าจะโดนหมิ่นเกียรติต่อหน้าธารกำนัล เขาปาดคราบน้ำชาที่ราดรดตั้งแต่ศีรษะลามมาถึงเสื้อนอกจนเปียกชุ่มด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ลักษณะภายนอกแลดูเป็นคนดี แต่แท้จริงกลับไร้จิตสำนึก ส่งเสริมให้คู่หมั้นของผู้อื่นไปข้องเกี่ยวกับหญิงแพศยาหน้าไม่อาย” ร่างสะโอดสะองเจ้าของการกระทำอุกอาจกล่าวบริภาทแบบไม่ไว้หน้า นางคว่ำจอกชาว่างเปล่าบนโต๊ะ “คุณชายใหญ่จู หวังว่าครั้งนี้ข้าคงเตือนสติท่านได้ไม่มากก็น้อย”
นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนใต้แพขนตาหนาวาวโรจน์ ไม่ปกปิดความขุ่นเคืองใจ ทำให้ผู้คนโดยรอบที่ซึมซับเหตุผลของพฤติกรรมหยาบคายพากันประณามบุตรชายคนโตตระกูลจูไปด้วย
“ที่แท้เขาคอยยุยงให้คู่หมั้นของคุณหนูลี่นอกใจนางงั้นหรือ”
“ไอ้หยา หากเปลี่ยนเป็นข้า รับรองได้ว่าสิ่งที่สาดจะไม่หยุดแค่น้ำชาร้อน ๆ แน่นอน แต่ต้องโดนยาพิษ”
“สมควรแล้วที่ต้องโดนทำแบบนั้น”
คุณชายใหญ่ตระกูลจูหรือจูเหวินอี้ไม่ตอบโต้สตรีร่างงามเบื้องหน้าแม้แต่คำเดียว เขาเพียงจับจ้องใบหน้างามพิลาสล่มเมืองนิ่ง ๆ แต่แฝงด้วยความไม่พอใจเช่นกัน
“มองหน้าข้า โกรธงั้นหรือ” หญิงสาวแค่นหัวเราะ แล้วคว้าจอกชาไร้เจ้าของมาสาดซ้ำใส่บุรุษคนเดิมอีกหนึ่งจอก ทุกคนพร้อมใจกันสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเหน็บหนาว
ต่างฝ่ายต่างมีอำนาจไม่น้อยหน้ากัน
คุณหนูลี่ หรือลี่เข่อซิง เป็นบุตรีคนโปรดของอัครเสนาบดีฝ่ายขวากับฮูหยินเอก นางมีพี่ชายร่วมมารดาอีกคน ปัจจุบันอีกฝ่ายดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพแห่งแดนบูรพา ขึ้นตรงต่อองค์รัชทายาท ได้รับความไว้วางใจให้จัดการธุระสำคัญมากมาย
ขณะที่คุณชายใหญ่จูเหวินอี้เป็นบุตรชายคนโตของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่เกิดกับฮูหยินรอง แม้ฝ่ายหลังดูด้อยกว่าหนึ่งส่วน แต่เขาก็เป็นขุนนางคนสนิทขององค์ชายรอง ซ้ำยังเคยเป็นบัณฑิตจอหงวนอีกด้วย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นสามในกรมยุติธรรม
“เป็นถึงรองเสนาบดีกรมยุติธรรม แต่แยกแยะไม่ออกว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด คนมีความคิดผิดจารีตแบบนี้น่ะหรือจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีได้” นางกวาดสายตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลาย แล้วกระแทกเสียง “คงฝันกลางวัน!”
ตลอดการถูกต่อว่า ชายหนุ่มไม่ปริปากแก้ตัวเลย ทว่าสายตากลับเย็นเยียบลงเรื่อย ๆ
หลังจากระบายอารมณ์จนพอใจ ลี่เข่อซิงรับผ้าเช็ดหน้าจากสาวใช้ประจำตัวมาเช็ดทำความสะอาด นางหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่ลืมมองคนไร้สามัญสำนึกที่ดีด้วยหางตาอีกหน
การอาละวาดไม่สนสี่สนแปดของคุณหนูตระกูลลี่โด่งดังมากในชนชั้นสูง แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากนินทานางต่อหน้า เนื่องจากสาวเจ้าหาได้ใจดีเช่นหน้าตา มิหนำซ้ำยังมีอำนาจหนุนหลังแสนแกร่ง
พูดจาลับหลังได้ แต่อย่าให้นางรู้ต้นตอ มิฉะนั้นเตรียมตัวถูกนางเล่นงานแบบไม่ปรานีได้เลย
เคยมีคุณหนูนางหนึ่งถูกบีบคั้นจนคุกเข่าโขกศีรษะขอเมตตาท่ามกลางฝูงชนมาแล้ว
วีรกรรมของคุณหนูนางนี้มีไม่น้อยเลยทีเดียว
ทว่าหญิงสาวร้ายกาจกลับมีบุรุษผู้หนึ่งรักใคร่ทะนุถนอมอย่างลึกซึ้ง ไม่สนใจคำตักเตือนราวกับคนหน้ามืดตามัว นั่นคือ คุณชายอวี้แห่งกลุ่มการค้าจางหมิง
เขาคือสาเหตุที่ทำให้นางสติแตกมาเล่นงานตัวยุยงส่งเสริมถึงงานเลี้ยง
ใบหน้ากราดเกรี้ยวราวกับนางมารร้ายแปรเปลี่ยนเป็นน่ารักน่าเอ็นดูทันทีที่เห็นหน้าบุรุษบนรถม้า เจ้าของดวงหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียนส่ายศีรษะเบา ๆ กับความดื้อรั้นซุกซนของคู่หมั้นตัวน้อย เขาลงมาประคองร่างสะโอดสะองให้ขึ้นไปนั่งเคียงข้างกัน
“ขยันสร้างข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ เหลือเกินนะเข่อซิง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยตำหนิอย่างไม่จริงจัง เขาคว้ามือเล็กมาช่วยซับคราบน้ำชาที่ยังติดอยู่ออกให้เบา ๆ “ชักชอบความรู้สึกที่มีเจ้าคอยหึงหวงแล้วสิ”
“ตลกหรือ สนุกมากหรือไม่” ลี่เข่อซิงแหวใส่ต้นเหตุที่เอาแต่หัวเราะขบขันในลำคอ ก่อนจะฟาดมือใส่แผงอกกว้างไปหนึ่งตุบ “เห็นข้าเป็นบ้า แล้วท่านมีความสุขมากหรือไร”
“มีความสุขสิ” เขายอมรับตามตรง ดวงตาเรียวทอประกายวิบวับ “เจ้ารักข้าขนาดนี้ มีอะไรให้ไม่พอใจกัน”
“ยังไม่ตบแต่งกัน ข้ายังร้อนใจเป็นบ้าเป็นหลัง ถ้าตกล่องปล่องชิ้นกันขึ้นมาจริง ๆ ข้ามิต้องอกแตกตายทุกวันเลยหรือ” นางบ่นหยาวเหยียด แต่คนฟังหาได้ทุกข์ร้อนไม่ เขาซบหน้าบนลาดไหล่บางอย่างออดอ้อนขอโทษขอโพย “ไม่ต้องมากินเต้าหู้กันเลย ไปทะนุถนอมแม่นางคนนู้นไป”
“เจ้าเป็นว่าที่ภรรยาของข้า แล้วจะให้ข้าไปก้อร้อก้อติกกับคนอื่นได้อย่างไร” อวี้หลางเหยียนเหยียดยิ้ม เกี่ยวปลายนิ้วเล่นผมยาวที่หลุดจากมวยของร่างงามเล่นอย่างถึงเนื้อถึงตัว สายตาคมไม่ปกปิดความหลงใหลต่อบุปผาพันพิษข้างกายแม้แต่น้อย “ข้าไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ หรอก”
เขามองออกนอกหน้าต่างไปสบตากับบุรุษสกุลจู แล้วปิดม่านลง
-Miss Soraki-
เปิดบทนำมา ยัยน้องก็บวกว่าที่พระเอกกระจายแล้วจ้า
แล้วเจ้าที่เขาแรงด้วยนะ ><
บทที่1: ชีวิตนางร้ายไม่ง่าย
บทที่1
ชีวิตนางร้ายไม่ง่าย
ลี่เข่อซิง เป็นคุณหนูผู้มีรูปโฉมเป็นเอกจากครอบครัวขุนนางขั้นหนึ่ง มิใช่เพียงมีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นในมวลอิสตรีด้วยกัน เมื่อสองปีก่อนนางยังเคยชนะการประกวดหญิงงามล่มเมืองมาแล้ว ความเชี่ยวชาญศาสตร์ศิลป์ทั้งสี่ได้รับการยอมรับจากเหล่าบัณฑิตและกรรมการตัดสิน นางมีคุณสมบัติดีเยี่ยมจนถูกจับตามองว่าอาจเป็นว่าที่ชายาเอกขององค์รัชทายาทด้วยซ้ำ เนื่องจากกวาดตามองทั่วทั้งเมืองหลวงยังไม่มีใครมีความสมบูรณ์แบบเท่านี้
ทว่าทุกอย่างกลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อตอนอายุสิบแปดปี จู่ ๆ คนที่เป็นตัวเต็งในการแย่งชิงว่าที่ตำแหน่งไท้จื่อเฟยกลับเลือกหมั้นหมายกับคุณชายตระกูลพ่อค้าเร่อย่างอวี้หลางเหยียน
นับตั้งแต่ตอนนั้นโฉมสะคราญผู้เพียบพร้อมจึงค่อย ๆ ร่วงหล่นจากบันไดสู่การเป็นมารดาแผ่นดินในอนาคตอย่างเชื่องช้า มิหนำซ้ำยังมีชื่อเสียงเลวร้ายจนยากแก้ไข
“คุณหนูรอง นายท่านกำลังรอท่านอยู่ในห้องโถงเจ้าค่ะ” สาวใช้หน้าตาแฉล้มจากเรือนใหญ่คนหนึ่งเข้ามากระซิบกระซาบด้วยสีหน้าร้อนรน “ดูเหมือนกำลังอารมณ์เดือดได้ที่เลยด้วย”
หญิงสาวหันไปสบตากับบุรุษร่างสูงข้างกายอย่างคาดโทษ แล้วรีบคว้าชายเสื้อคนที่กำลังหาทางชิ่งหนีไว้
“งั้นหรือ ดีเลย วันนี้ข้าพาพี่หลางเหยียนมาด้วย จะได้ถือโอกาสพามาร่วมโต๊ะอาหารเย็นเสียเลย” นางปั้นหน้ายิ้มร่าเริง กอดแขนกำยำขัดกับรูปร่างผอมโปร่งแน่น พร้อมกับถือวิสาสะลากอีกคนเข้าจวน ท่ามกลางสายตากระอักกระอ่วนของข้ารับใช้ “ไปกันเถิดเจ้าค่ะ ท่านไม่ได้มาเยี่ยมบิดาของข้านานมากแล้วนะ”
“เดี๋ยวก่อนสิเข่อซิง ข้ายังไม่พร้อม โธ่” คนถือไพ่เหนือกว่าเมื่อครู่โอดครวญ พยายามฉุดรั้งตนเองมิให้ถลาไปตามแรงกระชาก แต่ก็จนใจจะต่อต้าน “อย่าดึงแรงนักสิ ประเดี๋ยวก็หกล้มหน้าคะมำทั้งคู่หรอก”
ทุกคนพร้อมใจกันก้มหน้าต่ำทำเหมือนไม่เห็นความสนิทสนมเกินควร และเตรียมใจรับพายุอารมณ์ของนายท่านใหญ่ไว้ล่วงหน้า
นั่นเพราะ ‘อัครเสนาบดีลี่ฉิน’ หรือบิดาของคุณหนูรองไม่โปรดปรานว่าที่ลูกเขยจากตระกูลคหบดีแม้แต่น้อย
“กลับมาแล้วหรือ เจ้าลูกตัวดี” น้ำเสียงเข้มดังกัมปนาทก้องห้อง
เมื่อพวกเขาเข้ามาในห้องโถงตามคำเชิญชวน ลี่เข่อซิงแอบหน้าเจื่อนไปครู่หนึ่งกับสีหน้าเหี้ยมเกรียมต่างจากปกติของบิดา นางปั้นสีหน้าสำนึกผิด แล้วสลัดแขนชายข้างกายไปโอบกอดเจ้าของจวนอย่างออดอ้อน
“ท่านพ่อเจ้าขา ลูกผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ลูกจะไม่ทำให้ท่านเดือดเนื้อร้อนใจอีกแล้ว” พร้อมกับเอ่ยประโยคขอโทษขอโพยเป็นโล่ ถึงแม้ยังไม่ทราบว่าผู้เป็นพ่อโกรธตนเรื่องใดก็ตาม “อย่าขุ่นเคืองเกินไปเลย มันไม่ดีต่อสุขภาพของท่านนะเจ้าค่ะ”
“ข้าจะโมโหตายเพราะบุตรีตัวแสบเช่นเจ้านี่แหละ!” ใต้เท้าลี่ฉินสวนกลับมาทันควัน เขาอยากตีหญิงสาวไม่รู้จักโตให้จดจำ แต่พอเห็นดวงตากลมโตแสนไร้เดียงสาและน่าสงสารก็พาลทำไม่ลงทุกครั้ง เด็กคนนี้รู้จักบริหารความน่าเอ็นดูของตนเองเกินไป “ก่อเรื่องไม่เว้นแต่วัน”
“ลูกทำสิ่งใดให้ท่านพ่อทุกข์ใจอีกแล้วหรือ”
“เจ้าปฏิเสธนัดหมายการไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกับองค์รัชทายาทงั้นหรือ”
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไหววูบเล็กน้อย ก่อนลี่เข่อซิงจะทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ลูกจำไม่ได้เลยว่าได้รับเทียบเชิญจากพระองค์ด้วย” นางซบหน้ากับอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเรียงตัวแน่นต่างจากวัย เพื่อซ่อนแววตายากคาดเดา “อย่างไรก็ตาม ลูกมีคู่หมั้นคู่หมายเป็นตัวเป็นตนแล้ว จะให้ไปมาหาสู่กับองค์ไท้จื่อดังเดิมคงไม่เหมาะ”
“ต้นเหตุที่ทำให้มันกลายเป็นเรื่องไม่เหมาะสม มิใช่เพราะเจ้าไปคว้าบุรุษชนชั้นพ่อค้ามาเป็นคนรักหรอกหรือ” เมื่อกล่าวถึงว่าที่ลูกเขยที่ตนเดียดฉันท์ เสียงทุ้มพลันกราดเกรี้ยวขึ้นอีกหน “ใฝ่ต่ำยิ่งนัก”
“ท่านพ่อ…ลูกทราบดีว่าท่านปรารถนาสิ่งใด แต่เรื่องหัวใจห้ามกันได้หรือ” นางส่งสายตาไปหาชายที่ถูกดูหมิ่นดูแคลนซึ่งหน้าอย่างขอความช่วยเหลือ “วันนี้พี่หลางเหยียนอุตส่าห์สละการประชุมสำคัญที่กิจการทางเหนือเพื่อมาพบท่าน อย่าใจร้ายกับพี่เขานักเลย”
“ข้าไม่เคยร้องขอให้มันมาเหยียบเรือนนี้นี่” ลี่ฉินตวัดสายตาไปมองชายต่างวัยด้วยแววตาไม่เป็นมิตร “เจ้ามัน…ดื้อดึงไม่มีใครเกิน”
“ถ้าลูกดื้อ ท่านพ่อจะไม่รักลูกแล้วหรือ” นางอ้อนเสียงหวาน
ผู้เป็นบิดาหายใจฮึดฮัด อยากฟาดก้นแม่ตัวดีเพื่อสั่งสอนสักเพียะ แต่ตนรักและทะนุถนอมนางมาราวกับไข่ในหิน มีหรือจะกล้าลงมือ
กระทั่งวันที่นางทำลายแผนการสวยหรูลง เขายังทำร้ายนางไม่ลง
เพราะลี่เข่อซิงมีเลือดเนื้อเชื้อไขของสตรีที่ตนรักมากกว่าใคร แม้ปัจจุบันฮูหยินเอกกวนซื่อจะเย็นชาต่อตนมากเพราะความผิดพลาดในอดีต กระนั้นลี่ฉินก็ไม่เคยพาลมาลงใส่แก้วตาดวงใจสักครั้ง
เขามีฮูหยินรองและอนุภรรยาที่ได้รับพระราชทานมามากมาย แต่คนที่ได้รับความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดมีแค่บุตรกับบุตรีจากฮูหยินใหญ่ ส่วนคนอื่น ๆ แทบเป็นเพียงต้นหญ้าประดับจวน คนเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น ความลำเอียงล้วนเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเขาใจร้ายพอที่จะปิดหูปิดตามิแยแสต่อคำครหา
“คนเราช่างแปลก รู้ทั้งรู้ว่าคนไม่ต้อนรับก็ยังเสนอหน้ามาให้ขัดหูขัดตา” ชายหนุ่มวัยกลางคนเอ่ยลอย ๆ เพื่อกระทบกระแทกบุรุษรุ่นลูก
“คนบางคนก็แปลกเช่นกัน ทั้งที่เป็นคนเหมือนกัน แต่กลับมีอคติและกีดกันคู่ยวนยาง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยสร้างปัญหาใด ๆ ให้” อวี้หลางเหยียนทนฟังมานาน จึงเอ่ยสวนกลับแบบไม่ยอมแพ้
ลี่เข่อซิงกุมขมับ เมื่อสัมผัสได้ว่าสงครามระหว่างว่าที่พ่อตาและว่าที่ลูกเขยกำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง
โชคดีที่พ่อบ้านมาแจ้งว่าอาหารเย็นพร้อมรับประทานแล้วเสียก่อน ความขัดแย้งจึงถูกระงับไว้ชั่วคราว
“สรุปแล้วที่ท่านพ่อไม่พอใจลูกเป็นเพราะเรื่องไม่ได้ไปร่วมมื้อเย็นกับองค์รัชทายาทเท่านั้นหรือ” นางเอ่ยถามระหว่างรอข้ารับใช้ลำเลียงจานอาหารมาจัดวาง “นึกว่าเป็นเรื่องอื่นเสียอีก”
“หมายถึงเรื่องที่เจ้าอาละวาดใส่ลูกชายคนโตของใต้เท้าจูงั้นหรือ”
ลี่เข่อซิงสะดุ้งโหยง ไม่คิดว่าบิดาจะรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว
ฝ่ายคนเป็นพ่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับส่งสายตาอาฆาตไปยังตัวต้นเหตุที่ทำให้บุตรีของตนกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนและไร้เหตุผล
“เพลา ๆ ข่าวฉาวลงหน่อยเถิด ต่อให้คู่หมั้นของเจ้าจะรับนิสัยเสีย ๆ ได้ แต่ครอบครัวของเขาเล่า พวกเขาคิดเหมือนกันหรือไม่”
“บิดามารดาของข้าเข้าใจเข่อซิงเสมอขอรับ”
“ข้ากำลังคุยกับเจ้าหรือ” ลี่ฉินเหน็บ “ถ้าฝ่ายชายวางตัวดี มีหรือสตรีจะมีใจปฏิพัทธ์จนคิดไปไกล”
“นั่นเพราะมีคนช่วยส่งเสริมหญิงแซ่กู้ให้มาให้ท่าพี่หลางเหยียนต่างหาก” นางแย้งอย่างไม่ยอมรับ
“แล้วปรบมือข้างเดียวมันดังหรือไม่” ร่างบางเงียบกริบ เช่นเดียวกับคุณชายอวี้ที่เริ่มมีสีหน้าไม่น่ามอง “คู่หมั้นของเจ้าไม่มีปากสำหรับเอ่ยปฏิเสธหรือ แค่ขุนนางขั้นสามคนหนึ่งเอ่ยปากให้ช่วยไปส่งสตรีที่ยังไม่ออกเรือนคนหนึ่ง เขาจำเป็นต้องทำตามโดยไม่สนสี่สนแปดหรือไม่ สุดท้ายกลายเป็นก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนและเจ้าขึ้น คุ้มค่าไหม ก็ไม่”
“…”
“คู่หมั้นเจ้าไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เขี้ยวเล็บหรือคนเบาปัญญา ขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มการค้าต่อจากนายท่านอวี้ได้ย่อมมีความสามารถระดับหนึ่ง กะอีแค่เรื่องแค่นี้จะเอ่ยปัดไม่ได้เชียวหรือ นอกเสียจากไม่อยากทำ”
ลี่ฉินเหยียดปากเย้ยหยันบุรุษข้างกายบุตรสาว ทั้งที่นางให้ความสำคัญกับเจ้าตัวเป็นอันดับหนึ่ง แต่ดูสิ่งที่เจ้าหนุ่มนี่มอบให้นางแต่ละอย่างสิ ความรักที่ไม่เท่ากัน มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะสุดท้ายคนที่ต้องเสียใจคงหนีไม่พ้นคนของเขา
“ถ้ามีปัญหาชู้สาวเล็ดรอดเข้าหูข้าอีกครั้ง งานแต่งระหว่างสกุลลี่และสกุลอวี้อย่าหวังว่าจะได้จัดเลย”
มื้อเย็นวันนั้นจบลงไปด้วยความอึดอัดจนแทบกระเดือกอะไรไม่ลง ลี่เข่อซิงเงียบต่างจากปกติ ต่างจากอวี้หลางเหยียนที่ร้อนรนพยายามขอเวลาปรับความเข้าใจ
ทุกครั้งหญิงสาวจะเป็นเข้ามาคลอเคลียออดอ้อนเหมือนลูกแมว ต่อให้เขาผิด นางมักยอมถอยให้หนึ่งก้าวและขอโทษก่อนเสมอ การได้เห็นนางนิ่งขรึมทำให้เขารู้สึกผิดอย่างน่าประหลาด
“เข่อซิง มันไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งเช่นที่เจ้ากังวลแน่นอน”
“ช่างเถิดเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยแล้ว ขอให้ข้าได้พักผ่อนสักทีเถิด วันนี้มีเรื่องให้คิดมากมาทั้งวันแล้ว”
“เดี๋ยวก่อนสิ” เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนปานเทพเซียนไม่เหลือรอยยิ้มแต่งแต้มอีกแล้ว เช่นเดียวกับเสียงทุ้มนุ่มที่เข้มขึ้น “ข้าบอกให้อยู่คุยกันก่อน”
“แต่ข้าไม่อยากคุย!” นางตวาดลั่นอย่างเหลืออด
“อย่ามาใช้นิสัยคุณหนูเอาแต่ใจกับข้า” บุรุษท่าทางเป็นมิตรเหลือเพียงด้วยบรรยากาศคุกคามคว้าไหล่บอบบางทั้งสองข้าง แล้วดึงให้นางเข้ามาใกล้ตัว “เจ้ากังวลสิ่งใดอยู่ ใช่ว่าข้าไม่เข้าใจ แต่จงอย่าปล่อยอารมณ์มาพังทุกอย่าง ข้ารับปากเจ้าแล้วว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ดี เจ้าก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้กับข้าเช่นกัน”
“ข้า…” นางอึกอักเพราะเริ่มรู้ตัวว่าเอาแต่ใจมากเกินไป
“เจ้าและข้าต้องร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน” เขาเน้นย้ำทีละคำ “มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้ายเลย”
อวี้หลางเหยียนจากไปแล้ว…
ลี่เข่อซิงถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนได้ยกก้อนหินทับอกออกไปด้วย ใบหน้างามแหงนมองท้องฟ้าสีขมุกขมัวอย่างเหนื่อยล้า
การเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่มิได้ง่ายดายดังที่คิดหรอก
เพื่อหลีกหนีจากการคลุมถุงชน รวมถึงการถูกใช้เป็นเครื่องมือใฝ่หาอำนาจ นางต้องพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดมากมาย ยอมกระทั่งเสี่ยงลงเรือลำเดียวกับตัวอันตรายเช่นชายผู้นั้น
เพราะหากไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง นางต้องตายเป็นแน่แท้
นั่นเพราะนางคือนางร้ายในนิยาย
ว่าที่คู่หมั้นขององค์รัชทายาทที่ร้ายเสียยิ่งกว่าตัวร้าย
“ข้ากำลังช่วยท่านอยู่นะท่านพ่อ ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย”
นางพลีชีพเพื่อปกป้องครอบครัวขนาดนี้ เหตุใดสวรรค์ช่างไม่เมตตาให้บิดาวางอคติลงบ้าง
เดิมทีนางมิใช่เด็กสาววัยสิบแปดหนาวดังกายหยาบภายนอก แต่นางคือลี่เข่อซิงอีกสิบปีข้างหน้าที่บังเอิญค้นพบว่าชีวิตตนและคนรอบตัวเป็นเพียงเรื่องราวในนิยายเล่มหนึ่งเท่านั้น
มิพอยังเป็นฝ่ายที่จะมีชะตากรรมดับอนาถโดยถ้วนหน้าในตอนกลางเรื่องอีกด้วย นั่นเพราะองค์รัชทายาทที่ทุ่มเทสนับสนุนไม่ได้ครองบัลลังก์
คนที่ได้ครองราชย์คือองค์ชายรองที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาต่างหาก
“หากเจ้าเลือกเปิ่นหวางตั้งแต่แรก เจ้าคงไม่ลงเอยเช่นนี้ เข่อซิง”
ฝ่ายพ่ายแพ้จึงถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงโดยถ้วนหน้า บ้างก็ถูกประหาร แต่อย่าคิดว่านั่นคือจุดจบ เพราะตัวเอกแท้จริงของนิยายมิใช่องค์ชายรองหรอก องค์รัชทายาทต่างหากที่เป็นพระเอก เพียงแต่นิยายที่เน้นการชิงดีชิงเด่นย่อมต้องมีช่วงให้ตัวเอกตกระกำลำบากเพื่อนำไปสู่การพัฒนาตนเองและแก้แค้นอยู่แล้ว
อดีตคู่หมั้นของพระเอกย่อมไม่ได้มีชีวิตที่ดี จนนางต้องเลือกหักหลังเขาไปประจบประแจงองค์ชายรองเพื่อเอาชีวิตรอด ตอนรัชทายาทมีชัย นางจึงโดนสั่งสอนและเก็บกวาดไปด้วยตามระเบียบ
การอยู่ใกล้เชื้อพระวงศ์ทั้งสองเหมือนการรนหาที่ตาย ต่อให้นางเหมาะแก่การใช้เป็นหมากแค่ไหน ลี่เข่อซิงไม่ยอมวิ่งเต้นในกระดานของผู้มีอำนาจหรอก
“คุณชายอวี้ เรื่องบรรดาบุตรีผู้อาวุโส ข้าช่วยท่านได้นะเจ้าคะ”
“เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนเล่า ถ้ามีอันตราย ข้าไม่รับผิดชอบ”
“ระหว่างพวกเรามิจำเป็นต้องมีความรัก ข้าจะไม่สร้างความรำคาญใจหรือเป็นตัวถ่วง ตำแหน่งคู่หมั้นของท่านโปรดมอบให้ข้าได้หรือไม่”
นางจึงเลือกเข้าหาตัวละครลับของนิยายอย่างผู้นำกลุ่มการค้าจางหมิง ขอให้เขาช่วยเป็นคู่หมั้นแลกกับการตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาแบบเขามีข้อต่อรองกับราชสำนักอย่างมากในภายหลัง การอยู่กับขาทองคำย่อมปลอดภัยกว่าการลงไปเล่นเป็นหมากเองอยู่แล้ว
ทั้งที่อุตส่าห์เกาะติดไพ่ลับสำเร็จ แต่พระรองของนิยายอย่างจูเหวินอวี้กลับยื่นมือมาชักใบให้เรือเสีย!
แล้วจะไม่ให้นางโกรธจนควันออกหูได้อย่างไร!
-Miss Soraki-
เนื้อเรื่องไม่หนักแน่นะวิ ไหนตอนแรกบอกว่าจะเอาเนื้อเรื่องเบา ๆ ย่อยง่าย 5555
บทที่2: พระรองช่างยึดติด
บทที่2
พระรองช่างยึดติด
โฉมสะคราญเพิ่งคาดโทษคุณชายใหญ่ตระกูลจูได้ไม่ครบสิบสองชั่วยามดี
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู หน้าจวนมีบุรุษผู้หนึ่งมาหาคุณหนู พร้อมกับบอกว่าจะไม่ไปไหน หากมิได้รับคำขอโทษเจ้าค่ะ” ลี่เข่อซิงเหลือบมองสาวใช้ที่ขยันวิ่งตาลีตาเหลือกมาแจ้งข่าวสาร ก่อนจะวางสะดึงไม้ในมือลง
“ต้องการคำขอโทษจากข้าหรือ” นางเลิกคิ้วถามอีกครั้ง เมื่อข้ารับใช้สาวพยักหน้าหงึกหงักรับ ริมฝีปากอิ่มแดงพลันเหยียดยิ้มร้ายกาจ “นับว่ามันผู้นั้นกล้าดี”
มันออกจะเกินคาดไปหน่อยที่ชายอาจหาญไม่กลัวตายในบทสนทนาคือ พระรองในนิยายเช่นจูเหวินอี้
“คิดว่าใครเสียมารยาทมารบกวนข้าตั้งแต่เช้าตรู่ ที่แท้เป็นคุณชายจูผู้คุ้นเคยกันดี” นางทักทายด้วยสีหน้ายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม น้ำเสียงบอกบุญไม่รับ “ตามมาถึงจวนตระกูลลี่มีอะไรเร่งด่วนหรือ อ้อ หรือว่าเพิ่งนึกออกว่าเมื่อวานเพิ่งโดนสาดน้ำชาร้อน ๆ เรียกสติ วันนี้เลยมาขอพิสูจน์ดูอีกรอบ”
เจ้าของกายสูงโปร่งใต้อาภรณ์สีม่วงเข้มเม้มปากแน่น นัยน์ตาคมทอประกายกรุ่น ๆ
“มิเจอกันแค่สองสามปี คุณหนูรองตระกูลลี่กลายเป็นตัวอะไรไม่รู้ไปแล้ว คุณชายอวี้ช่างอบรมสั่งสอนคู่หมั้นได้ดีจริง ๆ” คนที่แทบไม่ตอบโต้สิ่งใดตั้งแต่เมื่อวานปริปากทีหนึ่งไม่ต่างจากสตรีฝีปากกรรไกร ทำเอาลี่เข่อซิงชะงักกึก ไม่คิดว่าวันนี้จูเหวินอี้จะพกปากออกมาจากจวนด้วย
“พาดพิงถึงคู่หมั้นข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ มารยาทที่ดี ข้าย่อมมี แต่เลือกหยิบมาใช้กับคนที่สมควรได้รับมัน” นางขยับปากโดยไม่ออกเสียงต่อจากประโยคดังกล่าวว่า ‘ซึ่งเจ้าไม่คู่ควรได้รับมัน’
คุณชายใหญ่ตระกูลจูส่ายหัวกับนิสัยดื้อดึงจะเอาชนะให้ได้ของอีกคน การแสดงออกมิได้โกรธเลือดขึ้นหน้าดังที่ควรเป็น ออกจะเป็นความขุ่นเคืองเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถูกข้ามหัวเล่นเสียมากกว่า
“น่ารักเทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้เลย”
“อายุอานามก็ไม่มากเท่าไหร่ ไฉนชอบหวนคิดเรื่องอดีตเหมือนคนชราไปได้” ลี่เข่อซิงเบะปากหมั่นไส้ สายตาเหลือบเห็นกองกล่องไม้ภายในรถม้าเบื้องหลัง พลันเกิดความข้องใจในวัตถุประสงค์แท้จริงของอีกฝ่าย “ตกลงว่ามาทำอันใดที่จวนของข้ากันแน่ ถ้ามาถามหาคำขอโทษ ข้าคงไม่มีให้ เพราะถ้าให้ย้อนเวลากลับไปได้ ข้าก็จะทำเหมือนเดิมอยู่ดี”
“เด็กดื้อรั้น” เขาดุอย่างไม่จริงจังนัก
จูเหวินอี้ถอนหายใจกับคุณหนูรูปงามที่ดุมิต่างจากแม่เสือ เขาเปิดเผยจุดประสงค์ของการมาเยี่ยมว่ามาขออภัยเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ตนไม่ได้ตั้งใจให้นางและคู่หมั้นเข้าใจเป้าหมายของเขาผิดไปใหญ่โต
“ข้าเพียงเห็นว่าแม่นางกู้กำลังเดือดร้อน รถม้าของนางติดหล่ม คุณชายอวี้ผ่านทางมาพอดี อีกทั้งมีรถม้าว่างติดตามมาอีกหลายคัน จึงวานให้เขาช่วยไปส่งนางอีกแรงเท่านั้น”
“แหม ใจบุญแต่ยืมแรงคนอื่น” นางเหน็บไม่ขาดปาก พลอยทำให้ร่างสูงคิ้วกระตุกเป็นรอบที่ร้อย
ตั้งแต่เหยียบหน้าจวนของนาง เขานับหนึ่งถึงร้อยเป็นรอบที่เท่าใดมิอาจทราบ เหตุใดช่างเป็นสตรีที่ยั่วโมโหเก่งขนาดนี้นะ
“ฟังนะ ต่อไปไม่ว่าท่านอยากมีน้ำใจช่วยเหลือใครหน้าไหน โปรดอย่ามายุ่งเกี่ยวหรือรบกวนบุรุษของข้า ข้าไม่สะดวกใจที่จะให้เขาติดต่อกับสตรีนางอื่น ไม่ว่าจะด้วยเรื่องจำเป็นหรือไม่ก็ตาม”
“เป็นแค่คู่หมั้นยังหึงหวงถึงเพียงนี้ คุณชายอวี้รู้เห็นกับสิ่งที่เจ้าประกาศกร้าวมาหรือเปล่า” น้ำเสียงทุ้มเจือด้วยอารมณ์คุกรุ่นโดยไม่รู้ตัว
ลี่เข่อซิงไหวไหล่น้อย พร้อมกับบอกว่าย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
ตอนแรกนางตั้งใจจะไล่ให้เขาไปให้พ้นหน้า เพราะยังเสียอารมณ์กับผลงานของอีกคนไม่หาย ติดที่เขายืนกรานว่าต้องส่งของปลอบขวัญเหล่านั้นให้ถึงที่เท่านั้น ร่างสะโอดสะองจึงได้แต่เดินกระฟัดกระเฟียดนำทางชายหนุ่มไปยังเรือนส่วนตัวที่มีขนาดโอ่อ่ามิต่างจากเรือนใหญ่
จูเหวินอี้พยักหน้าให้ข้ารับใช้ยกกล่องไม้จำนวนสี่กล่องไปวางด้านใน ส่วนตนยืนกวาดสายตามองไปโดยรอบด้วยแววตาคิดถึงวูบหนึ่ง
“นานมากแล้วสินะที่ข้าไม่ได้มาเยือนที่นี่” เขาพึมพำเบา ๆ แต่ดันเล็ดรอดเข้าหูเจ้าของสถานที่โดยบังเอิญ
“ถึงอยากมา ข้าก็ไม่ให้มา” นางเน้นย้ำเสียงเข้ม “เสนียด ประเดี๋ยวความหูเบาจะกระเด็นกระดอนมาเปรอะพื้นเรือนของข้า”
“ยังผูกใจเจ็บเรื่องเมื่อปีนั้นอยู่อีกหรือ” ร่างสูงถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้วเข่อซิง”
“เรียกข้าว่าคุณหนูรองลี่ ข้าไม่อนุญาตให้ท่านเรียกชื่อนั้นอีกแล้ว”
เขาหุบปากฉับ สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย แต่หญิงสาวเลือกมองข้ามมันไป
“ทุกอย่างมันจบลงตั้งแต่วันที่ท่านเลือกเชื่อนังชาเขียวแซ่กู้มากกว่าข้าแล้ว มากลับคำพูดหรือขอโทษขอโพยอะไรในวันนี้ ข้าล้วนไม่รับรู้ทั้งสิ้น”
“มิโกรธนานไปหน่อยหรือ”
“คนอย่างข้า ลี่เข่อซิง ชิงชังใครแล้ว รับประกันได้ว่าเกลียดถึงกระดูกดำ ผ่านไปสิบปี ร้อยปี ข้าก็จะจดชื่อมันใส่บัญชีหนังสุนัขโดยไม่ลืม”
จูเหวินอี้อ้าปากพะงาบ ๆ สิ้นไร้คำพูดกับความอาฆาตถึงแก่นของโฉมสะคราญเบื้องหน้า นางกล้าพูดประโยคเหล่านั้นด้วยหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูได้อย่างไร
“แค่มาส่งของมิใช่หรือ เสร็จแล้วก็ไปสิ มายืนเกะกะแย่งอากาศข้าหายใจต่ออยู่อีกทำไมเล่า” นางโบกมือไล่พระรองที่ทำหน้าเหมือนอยากปรับความเข้าใจเสียเต็มประดาอย่างรำคาญ จริง ๆ ตนเลิกสนใจอดีตมานานแล้ว ความน้อยอกน้อยใจเมื่อก่อนก็หายไปหมดสิ้นแล้ว
ไม่เปิดโอกาสให้คุณชายจูพ่วงด้วยตำแหน่งขุนนางขั้นสามเอ่ยแก้ตัวอะไรให้ระคายหู นางผายมือไปทางประตู เป็นเชิงขับไล่เป็นนัย ๆ
จูเหวินอี้หันรีหันขวางด้วยความรู้สึกอับอายขึ้นมา เมื่อบรรดาข้ารับใช้พากันหยุดสอดส่องเหตุการณ์หน้าเรือนนี้ไม่วางตา เขาพึมพำขอตัวกลับ
คล้อยหลังบุรุษรูปงามใต้ชุดคลุมสีม่วงเรียบหรูสมฐานะคุณชายจวนอัครเสนาบดีใหญ่ ร่างงามเหยียดยิ้มเย้ยหยัน ต่างจากแววตาไร้ความอาลัยอาวรณ์
“เรื่องผ่านไปเป็นชาติ ยังจะขุดมาสานต่อบทสนทนาอีกหรือ ช่างเป็นบุรุษน่าเบื่อหน่ายจริง ๆ” กล่าวจบ นางก็หมุนตัวกลับเข้าเรือนไป
อันที่จริงแล้ว ลี่เข่อซิง ลี่เหิงอวี่ และจูเหวินอวี้เคยสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก เขามักมาเล่นกับพี่ชายของนางบ่อย ๆ ซ้ำยังเป็นสหายร่วมเรียนกันอีกด้วย อีกฝ่ายเคยเข้า ๆ ออก ๆ จวนหลังนี้เสมือนเรือนหลังที่สองของตน ทำให้คุ้นหน้าคุ้นตากับนางไม่น้อย
ไม่สิ พวกนางอาจสนิทสนมกันมากกว่าที่เขาคุ้นเคยกับพี่ชายคนโตเสียอีก
ทุกครั้งที่แวะมา คุณชายใหญ่จูไม่เคยลืมนำของติดไม้ติดมือมาฝากนาง ไม่ว่าของกิน ของใช้ เครื่องประดับ หรือสิ่งใดที่นางปรารถนา ขอแค่มิใช่เดือนดาว ชายผู้นั้นพร้อมสรรหามาให้นางโดยไม่ปริปากบ่น ต้นเหตุที่ทำให้นางเอาแต่ใจเป็นคนแรก ๆ คงหนีไม่พ้นเขา
“ท่านพี่เหวินอี้เจ้าคะ ข้าสวมชุดนี้แล้วดูเป็นอย่างไร”
เด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนหน้าแดงเล็กน้อย เขาเอ่ยชื่นชมเสียงติด ๆ ขัด ๆ
“ไม่ว่าเจ้าสวมใส่ชุดแบบไหนก็งดงามไปหมดอยู่แล้ว”
“แล้วหากเปลี่ยนเป็นสีขาวเล่า”
“ข้าชอบเจ้ายามสวมชุดมีสีสันมากกว่า เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เจ้าชอบ”
เขาเคยเป็นคนที่ให้ท้ายและให้ความสำคัญแก่นางที่สุด
“ท่านพี่เหวินอี้ ข้าเจ็บ ฮึก ขาของข้ามีเลือดออกด้วย”
“ชู่…ไม่ร้องนะเข่อซิง เดี๋ยวพี่เป่าให้ ฟู่…ความเจ็บปวดจงหายไป”
แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องที่ผ่านมาแล้ว เวลาวารีไม่หวนกลับฉันใด นางและเขาก็มิอาจหวนมาบรรจบฉันนั้น
“เข่อซิง! ข้าไม่เคยสนับสนุนให้เจ้าใช้อำนาจรังแกคนอื่นแบบนี้นะ!”
ทุกอย่างมันจบลง ตั้งแต่เขาเลือกรับฟังคนอื่นมากกว่านางแล้ว
-Miss Soraki-
สรุปว่าที่พระรองโดนหมายหัวมากเป็นพิเศษ เพราะประวัติเก่าไม่ดีนั่นเอง~