โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[E-book]พระรองที่ไหนจะตกหลุมรักนางร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 03 มี.ค. 2567 เวลา 11.02 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2567 เวลา 11.02 น. • Miss Soraki
เพื่อทำให้แสงจันทร์ขาวสมหวังกับตัวเอก เขายอมกระทั่งทำร้ายหัวใจคู่หมั้นของคนๆนั้นเช่นนางอย่างเลือดเย็น ดังนั้น พระรองกับนางร้ายไม่มีทางลงเอยกันได้หรอก พระรอง: …(ยืนคอตกหน้าประตู)

ข้อมูลเบื้องต้น

พระรองที่ไหนจะตกหลุมรักนางร้าย

โดย Miss Soraki

'ลี่เข่อซิง' เคยคิดว่าตนสามารถญาติดีกับชายหนุ่มที่เป็นพระรองในนิยายอย่าง 'จูเหวินอี้' ได้

กระทั่งถูกเขาหักหลังและทรยศความไว้ใจซ้ำ ๆ เพื่อสตรีอีกนาง

มิตรภาพมิอาจเทียบความหลงใหลแบบหน้ามืดตามัว เขาลงมือทำกระทั่งจัดฉากบีบให้นางและคู่หมั้นต้องผิดใจกัน

ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาต้องทำไปเพราะมีใจให้นางเป็นแน่

พระรองที่ไหนจะตกหลุมรักนางร้ายกัน!

พระรอง: ให้โอกาสเจ้าทบทวนใหม่อีกครั้ง

- Miss Soraki-

ไอเดียใหม่ๆผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด ครั้งที่แล้วดราม่ากันถล่มทลาย เดี๋ยวเราวกมาสไตล์รักหวานซ่อนเปรี้ยวที่นางเอกแซ่บซี๊ดจนเข็ดฟันกันบ้าง

มินยังคงต้องขอฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนๆทุกคนเช่นเคย หากแวะมาเจอ อย่าลืมกดติดตามเอาไว้เพื่อเอาใจช่วยคู่นางร้ายและพระรองกันค่ะ!

บทนำ: อย่าตั้งตนเป็นศัตรูกับนางร้าย

บทนำ

อย่าตั้งตนเป็นศัตรูกับนางร้าย

ซ่า…

ผู้คนในงานชมบุปผาอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ไร้ที่ไปที่มา ต่างจากบุรุษรูปงามท่าทางสุภาพอ่อนโยนเกินกว่าจะโดนหมิ่นเกียรติต่อหน้าธารกำนัล เขาปาดคราบน้ำชาที่ราดรดตั้งแต่ศีรษะลามมาถึงเสื้อนอกจนเปียกชุ่มด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ลักษณะภายนอกแลดูเป็นคนดี แต่แท้จริงกลับไร้จิตสำนึก ส่งเสริมให้คู่หมั้นของผู้อื่นไปข้องเกี่ยวกับหญิงแพศยาหน้าไม่อาย” ร่างสะโอดสะองเจ้าของการกระทำอุกอาจกล่าวบริภาทแบบไม่ไว้หน้า นางคว่ำจอกชาว่างเปล่าบนโต๊ะ “คุณชายใหญ่จู หวังว่าครั้งนี้ข้าคงเตือนสติท่านได้ไม่มากก็น้อย”

นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนใต้แพขนตาหนาวาวโรจน์ ไม่ปกปิดความขุ่นเคืองใจ ทำให้ผู้คนโดยรอบที่ซึมซับเหตุผลของพฤติกรรมหยาบคายพากันประณามบุตรชายคนโตตระกูลจูไปด้วย

“ที่แท้เขาคอยยุยงให้คู่หมั้นของคุณหนูลี่นอกใจนางงั้นหรือ”

“ไอ้หยา หากเปลี่ยนเป็นข้า รับรองได้ว่าสิ่งที่สาดจะไม่หยุดแค่น้ำชาร้อน ๆ แน่นอน แต่ต้องโดนยาพิษ”

“สมควรแล้วที่ต้องโดนทำแบบนั้น”

คุณชายใหญ่ตระกูลจูหรือจูเหวินอี้ไม่ตอบโต้สตรีร่างงามเบื้องหน้าแม้แต่คำเดียว เขาเพียงจับจ้องใบหน้างามพิลาสล่มเมืองนิ่ง ๆ แต่แฝงด้วยความไม่พอใจเช่นกัน

“มองหน้าข้า โกรธงั้นหรือ” หญิงสาวแค่นหัวเราะ แล้วคว้าจอกชาไร้เจ้าของมาสาดซ้ำใส่บุรุษคนเดิมอีกหนึ่งจอก ทุกคนพร้อมใจกันสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเหน็บหนาว

ต่างฝ่ายต่างมีอำนาจไม่น้อยหน้ากัน

คุณหนูลี่ หรือลี่เข่อซิง เป็นบุตรีคนโปรดของอัครเสนาบดีฝ่ายขวากับฮูหยินเอก นางมีพี่ชายร่วมมารดาอีกคน ปัจจุบันอีกฝ่ายดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพแห่งแดนบูรพา ขึ้นตรงต่อองค์รัชทายาท ได้รับความไว้วางใจให้จัดการธุระสำคัญมากมาย

ขณะที่คุณชายใหญ่จูเหวินอี้เป็นบุตรชายคนโตของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่เกิดกับฮูหยินรอง แม้ฝ่ายหลังดูด้อยกว่าหนึ่งส่วน แต่เขาก็เป็นขุนนางคนสนิทขององค์ชายรอง ซ้ำยังเคยเป็นบัณฑิตจอหงวนอีกด้วย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นสามในกรมยุติธรรม

“เป็นถึงรองเสนาบดีกรมยุติธรรม แต่แยกแยะไม่ออกว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด คนมีความคิดผิดจารีตแบบนี้น่ะหรือจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีได้” นางกวาดสายตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลาย แล้วกระแทกเสียง “คงฝันกลางวัน!”

ตลอดการถูกต่อว่า ชายหนุ่มไม่ปริปากแก้ตัวเลย ทว่าสายตากลับเย็นเยียบลงเรื่อย ๆ

หลังจากระบายอารมณ์จนพอใจ ลี่เข่อซิงรับผ้าเช็ดหน้าจากสาวใช้ประจำตัวมาเช็ดทำความสะอาด นางหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่ลืมมองคนไร้สามัญสำนึกที่ดีด้วยหางตาอีกหน

การอาละวาดไม่สนสี่สนแปดของคุณหนูตระกูลลี่โด่งดังมากในชนชั้นสูง แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากนินทานางต่อหน้า เนื่องจากสาวเจ้าหาได้ใจดีเช่นหน้าตา มิหนำซ้ำยังมีอำนาจหนุนหลังแสนแกร่ง

พูดจาลับหลังได้ แต่อย่าให้นางรู้ต้นตอ มิฉะนั้นเตรียมตัวถูกนางเล่นงานแบบไม่ปรานีได้เลย

เคยมีคุณหนูนางหนึ่งถูกบีบคั้นจนคุกเข่าโขกศีรษะขอเมตตาท่ามกลางฝูงชนมาแล้ว

วีรกรรมของคุณหนูนางนี้มีไม่น้อยเลยทีเดียว

ทว่าหญิงสาวร้ายกาจกลับมีบุรุษผู้หนึ่งรักใคร่ทะนุถนอมอย่างลึกซึ้ง ไม่สนใจคำตักเตือนราวกับคนหน้ามืดตามัว นั่นคือ คุณชายอวี้แห่งกลุ่มการค้าจางหมิง

เขาคือสาเหตุที่ทำให้นางสติแตกมาเล่นงานตัวยุยงส่งเสริมถึงงานเลี้ยง

ใบหน้ากราดเกรี้ยวราวกับนางมารร้ายแปรเปลี่ยนเป็นน่ารักน่าเอ็นดูทันทีที่เห็นหน้าบุรุษบนรถม้า เจ้าของดวงหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียนส่ายศีรษะเบา ๆ กับความดื้อรั้นซุกซนของคู่หมั้นตัวน้อย เขาลงมาประคองร่างสะโอดสะองให้ขึ้นไปนั่งเคียงข้างกัน

“ขยันสร้างข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ เหลือเกินนะเข่อซิง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยตำหนิอย่างไม่จริงจัง เขาคว้ามือเล็กมาช่วยซับคราบน้ำชาที่ยังติดอยู่ออกให้เบา ๆ “ชักชอบความรู้สึกที่มีเจ้าคอยหึงหวงแล้วสิ”

“ตลกหรือ สนุกมากหรือไม่” ลี่เข่อซิงแหวใส่ต้นเหตุที่เอาแต่หัวเราะขบขันในลำคอ ก่อนจะฟาดมือใส่แผงอกกว้างไปหนึ่งตุบ “เห็นข้าเป็นบ้า แล้วท่านมีความสุขมากหรือไร”

“มีความสุขสิ” เขายอมรับตามตรง ดวงตาเรียวทอประกายวิบวับ “เจ้ารักข้าขนาดนี้ มีอะไรให้ไม่พอใจกัน”

“ยังไม่ตบแต่งกัน ข้ายังร้อนใจเป็นบ้าเป็นหลัง ถ้าตกล่องปล่องชิ้นกันขึ้นมาจริง ๆ ข้ามิต้องอกแตกตายทุกวันเลยหรือ” นางบ่นหยาวเหยียด แต่คนฟังหาได้ทุกข์ร้อนไม่ เขาซบหน้าบนลาดไหล่บางอย่างออดอ้อนขอโทษขอโพย “ไม่ต้องมากินเต้าหู้กันเลย ไปทะนุถนอมแม่นางคนนู้นไป”

“เจ้าเป็นว่าที่ภรรยาของข้า แล้วจะให้ข้าไปก้อร้อก้อติกกับคนอื่นได้อย่างไร” อวี้หลางเหยียนเหยียดยิ้ม เกี่ยวปลายนิ้วเล่นผมยาวที่หลุดจากมวยของร่างงามเล่นอย่างถึงเนื้อถึงตัว สายตาคมไม่ปกปิดความหลงใหลต่อบุปผาพันพิษข้างกายแม้แต่น้อย “ข้าไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ หรอก”

เขามองออกนอกหน้าต่างไปสบตากับบุรุษสกุลจู แล้วปิดม่านลง

-Miss Soraki-

เปิดบทนำมา ยัยน้องก็บวกว่าที่พระเอกกระจายแล้วจ้า

แล้วเจ้าที่เขาแรงด้วยนะ ><

บทที่1: ชีวิตนางร้ายไม่ง่าย

บทที่1

ชีวิตนางร้ายไม่ง่าย

ลี่เข่อซิง เป็นคุณหนูผู้มีรูปโฉมเป็นเอกจากครอบครัวขุนนางขั้นหนึ่ง มิใช่เพียงมีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นในมวลอิสตรีด้วยกัน เมื่อสองปีก่อนนางยังเคยชนะการประกวดหญิงงามล่มเมืองมาแล้ว ความเชี่ยวชาญศาสตร์ศิลป์ทั้งสี่ได้รับการยอมรับจากเหล่าบัณฑิตและกรรมการตัดสิน นางมีคุณสมบัติดีเยี่ยมจนถูกจับตามองว่าอาจเป็นว่าที่ชายาเอกขององค์รัชทายาทด้วยซ้ำ เนื่องจากกวาดตามองทั่วทั้งเมืองหลวงยังไม่มีใครมีความสมบูรณ์แบบเท่านี้

ทว่าทุกอย่างกลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อตอนอายุสิบแปดปี จู่ ๆ คนที่เป็นตัวเต็งในการแย่งชิงว่าที่ตำแหน่งไท้จื่อเฟยกลับเลือกหมั้นหมายกับคุณชายตระกูลพ่อค้าเร่อย่างอวี้หลางเหยียน

นับตั้งแต่ตอนนั้นโฉมสะคราญผู้เพียบพร้อมจึงค่อย ๆ ร่วงหล่นจากบันไดสู่การเป็นมารดาแผ่นดินในอนาคตอย่างเชื่องช้า มิหนำซ้ำยังมีชื่อเสียงเลวร้ายจนยากแก้ไข

“คุณหนูรอง นายท่านกำลังรอท่านอยู่ในห้องโถงเจ้าค่ะ” สาวใช้หน้าตาแฉล้มจากเรือนใหญ่คนหนึ่งเข้ามากระซิบกระซาบด้วยสีหน้าร้อนรน “ดูเหมือนกำลังอารมณ์เดือดได้ที่เลยด้วย”

หญิงสาวหันไปสบตากับบุรุษร่างสูงข้างกายอย่างคาดโทษ แล้วรีบคว้าชายเสื้อคนที่กำลังหาทางชิ่งหนีไว้

“งั้นหรือ ดีเลย วันนี้ข้าพาพี่หลางเหยียนมาด้วย จะได้ถือโอกาสพามาร่วมโต๊ะอาหารเย็นเสียเลย” นางปั้นหน้ายิ้มร่าเริง กอดแขนกำยำขัดกับรูปร่างผอมโปร่งแน่น พร้อมกับถือวิสาสะลากอีกคนเข้าจวน ท่ามกลางสายตากระอักกระอ่วนของข้ารับใช้ “ไปกันเถิดเจ้าค่ะ ท่านไม่ได้มาเยี่ยมบิดาของข้านานมากแล้วนะ”

“เดี๋ยวก่อนสิเข่อซิง ข้ายังไม่พร้อม โธ่” คนถือไพ่เหนือกว่าเมื่อครู่โอดครวญ พยายามฉุดรั้งตนเองมิให้ถลาไปตามแรงกระชาก แต่ก็จนใจจะต่อต้าน “อย่าดึงแรงนักสิ ประเดี๋ยวก็หกล้มหน้าคะมำทั้งคู่หรอก”

ทุกคนพร้อมใจกันก้มหน้าต่ำทำเหมือนไม่เห็นความสนิทสนมเกินควร และเตรียมใจรับพายุอารมณ์ของนายท่านใหญ่ไว้ล่วงหน้า

นั่นเพราะ ‘อัครเสนาบดีลี่ฉิน’ หรือบิดาของคุณหนูรองไม่โปรดปรานว่าที่ลูกเขยจากตระกูลคหบดีแม้แต่น้อย

“กลับมาแล้วหรือ เจ้าลูกตัวดี” น้ำเสียงเข้มดังกัมปนาทก้องห้อง

เมื่อพวกเขาเข้ามาในห้องโถงตามคำเชิญชวน ลี่เข่อซิงแอบหน้าเจื่อนไปครู่หนึ่งกับสีหน้าเหี้ยมเกรียมต่างจากปกติของบิดา นางปั้นสีหน้าสำนึกผิด แล้วสลัดแขนชายข้างกายไปโอบกอดเจ้าของจวนอย่างออดอ้อน

“ท่านพ่อเจ้าขา ลูกผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ลูกจะไม่ทำให้ท่านเดือดเนื้อร้อนใจอีกแล้ว” พร้อมกับเอ่ยประโยคขอโทษขอโพยเป็นโล่ ถึงแม้ยังไม่ทราบว่าผู้เป็นพ่อโกรธตนเรื่องใดก็ตาม “อย่าขุ่นเคืองเกินไปเลย มันไม่ดีต่อสุขภาพของท่านนะเจ้าค่ะ”

“ข้าจะโมโหตายเพราะบุตรีตัวแสบเช่นเจ้านี่แหละ!” ใต้เท้าลี่ฉินสวนกลับมาทันควัน เขาอยากตีหญิงสาวไม่รู้จักโตให้จดจำ แต่พอเห็นดวงตากลมโตแสนไร้เดียงสาและน่าสงสารก็พาลทำไม่ลงทุกครั้ง เด็กคนนี้รู้จักบริหารความน่าเอ็นดูของตนเองเกินไป “ก่อเรื่องไม่เว้นแต่วัน”

“ลูกทำสิ่งใดให้ท่านพ่อทุกข์ใจอีกแล้วหรือ”

“เจ้าปฏิเสธนัดหมายการไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกับองค์รัชทายาทงั้นหรือ”

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไหววูบเล็กน้อย ก่อนลี่เข่อซิงจะทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ลูกจำไม่ได้เลยว่าได้รับเทียบเชิญจากพระองค์ด้วย” นางซบหน้ากับอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเรียงตัวแน่นต่างจากวัย เพื่อซ่อนแววตายากคาดเดา “อย่างไรก็ตาม ลูกมีคู่หมั้นคู่หมายเป็นตัวเป็นตนแล้ว จะให้ไปมาหาสู่กับองค์ไท้จื่อดังเดิมคงไม่เหมาะ”

“ต้นเหตุที่ทำให้มันกลายเป็นเรื่องไม่เหมาะสม มิใช่เพราะเจ้าไปคว้าบุรุษชนชั้นพ่อค้ามาเป็นคนรักหรอกหรือ” เมื่อกล่าวถึงว่าที่ลูกเขยที่ตนเดียดฉันท์ เสียงทุ้มพลันกราดเกรี้ยวขึ้นอีกหน “ใฝ่ต่ำยิ่งนัก”

“ท่านพ่อ…ลูกทราบดีว่าท่านปรารถนาสิ่งใด แต่เรื่องหัวใจห้ามกันได้หรือ” นางส่งสายตาไปหาชายที่ถูกดูหมิ่นดูแคลนซึ่งหน้าอย่างขอความช่วยเหลือ “วันนี้พี่หลางเหยียนอุตส่าห์สละการประชุมสำคัญที่กิจการทางเหนือเพื่อมาพบท่าน อย่าใจร้ายกับพี่เขานักเลย”

“ข้าไม่เคยร้องขอให้มันมาเหยียบเรือนนี้นี่” ลี่ฉินตวัดสายตาไปมองชายต่างวัยด้วยแววตาไม่เป็นมิตร “เจ้ามัน…ดื้อดึงไม่มีใครเกิน”

“ถ้าลูกดื้อ ท่านพ่อจะไม่รักลูกแล้วหรือ” นางอ้อนเสียงหวาน

ผู้เป็นบิดาหายใจฮึดฮัด อยากฟาดก้นแม่ตัวดีเพื่อสั่งสอนสักเพียะ แต่ตนรักและทะนุถนอมนางมาราวกับไข่ในหิน มีหรือจะกล้าลงมือ

กระทั่งวันที่นางทำลายแผนการสวยหรูลง เขายังทำร้ายนางไม่ลง

เพราะลี่เข่อซิงมีเลือดเนื้อเชื้อไขของสตรีที่ตนรักมากกว่าใคร แม้ปัจจุบันฮูหยินเอกกวนซื่อจะเย็นชาต่อตนมากเพราะความผิดพลาดในอดีต กระนั้นลี่ฉินก็ไม่เคยพาลมาลงใส่แก้วตาดวงใจสักครั้ง

เขามีฮูหยินรองและอนุภรรยาที่ได้รับพระราชทานมามากมาย แต่คนที่ได้รับความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดมีแค่บุตรกับบุตรีจากฮูหยินใหญ่ ส่วนคนอื่น ๆ แทบเป็นเพียงต้นหญ้าประดับจวน คนเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น ความลำเอียงล้วนเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเขาใจร้ายพอที่จะปิดหูปิดตามิแยแสต่อคำครหา

“คนเราช่างแปลก รู้ทั้งรู้ว่าคนไม่ต้อนรับก็ยังเสนอหน้ามาให้ขัดหูขัดตา” ชายหนุ่มวัยกลางคนเอ่ยลอย ๆ เพื่อกระทบกระแทกบุรุษรุ่นลูก

“คนบางคนก็แปลกเช่นกัน ทั้งที่เป็นคนเหมือนกัน แต่กลับมีอคติและกีดกันคู่ยวนยาง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยสร้างปัญหาใด ๆ ให้” อวี้หลางเหยียนทนฟังมานาน จึงเอ่ยสวนกลับแบบไม่ยอมแพ้

ลี่เข่อซิงกุมขมับ เมื่อสัมผัสได้ว่าสงครามระหว่างว่าที่พ่อตาและว่าที่ลูกเขยกำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง

โชคดีที่พ่อบ้านมาแจ้งว่าอาหารเย็นพร้อมรับประทานแล้วเสียก่อน ความขัดแย้งจึงถูกระงับไว้ชั่วคราว

“สรุปแล้วที่ท่านพ่อไม่พอใจลูกเป็นเพราะเรื่องไม่ได้ไปร่วมมื้อเย็นกับองค์รัชทายาทเท่านั้นหรือ” นางเอ่ยถามระหว่างรอข้ารับใช้ลำเลียงจานอาหารมาจัดวาง “นึกว่าเป็นเรื่องอื่นเสียอีก”

“หมายถึงเรื่องที่เจ้าอาละวาดใส่ลูกชายคนโตของใต้เท้าจูงั้นหรือ”

ลี่เข่อซิงสะดุ้งโหยง ไม่คิดว่าบิดาจะรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว

ฝ่ายคนเป็นพ่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับส่งสายตาอาฆาตไปยังตัวต้นเหตุที่ทำให้บุตรีของตนกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนและไร้เหตุผล

“เพลา ๆ ข่าวฉาวลงหน่อยเถิด ต่อให้คู่หมั้นของเจ้าจะรับนิสัยเสีย ๆ ได้ แต่ครอบครัวของเขาเล่า พวกเขาคิดเหมือนกันหรือไม่”

“บิดามารดาของข้าเข้าใจเข่อซิงเสมอขอรับ”

“ข้ากำลังคุยกับเจ้าหรือ” ลี่ฉินเหน็บ “ถ้าฝ่ายชายวางตัวดี มีหรือสตรีจะมีใจปฏิพัทธ์จนคิดไปไกล”

“นั่นเพราะมีคนช่วยส่งเสริมหญิงแซ่กู้ให้มาให้ท่าพี่หลางเหยียนต่างหาก” นางแย้งอย่างไม่ยอมรับ

“แล้วปรบมือข้างเดียวมันดังหรือไม่” ร่างบางเงียบกริบ เช่นเดียวกับคุณชายอวี้ที่เริ่มมีสีหน้าไม่น่ามอง “คู่หมั้นของเจ้าไม่มีปากสำหรับเอ่ยปฏิเสธหรือ แค่ขุนนางขั้นสามคนหนึ่งเอ่ยปากให้ช่วยไปส่งสตรีที่ยังไม่ออกเรือนคนหนึ่ง เขาจำเป็นต้องทำตามโดยไม่สนสี่สนแปดหรือไม่ สุดท้ายกลายเป็นก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนและเจ้าขึ้น คุ้มค่าไหม ก็ไม่”

“…”

“คู่หมั้นเจ้าไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เขี้ยวเล็บหรือคนเบาปัญญา ขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มการค้าต่อจากนายท่านอวี้ได้ย่อมมีความสามารถระดับหนึ่ง กะอีแค่เรื่องแค่นี้จะเอ่ยปัดไม่ได้เชียวหรือ นอกเสียจากไม่อยากทำ”

ลี่ฉินเหยียดปากเย้ยหยันบุรุษข้างกายบุตรสาว ทั้งที่นางให้ความสำคัญกับเจ้าตัวเป็นอันดับหนึ่ง แต่ดูสิ่งที่เจ้าหนุ่มนี่มอบให้นางแต่ละอย่างสิ ความรักที่ไม่เท่ากัน มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะสุดท้ายคนที่ต้องเสียใจคงหนีไม่พ้นคนของเขา

“ถ้ามีปัญหาชู้สาวเล็ดรอดเข้าหูข้าอีกครั้ง งานแต่งระหว่างสกุลลี่และสกุลอวี้อย่าหวังว่าจะได้จัดเลย”

มื้อเย็นวันนั้นจบลงไปด้วยความอึดอัดจนแทบกระเดือกอะไรไม่ลง ลี่เข่อซิงเงียบต่างจากปกติ ต่างจากอวี้หลางเหยียนที่ร้อนรนพยายามขอเวลาปรับความเข้าใจ

ทุกครั้งหญิงสาวจะเป็นเข้ามาคลอเคลียออดอ้อนเหมือนลูกแมว ต่อให้เขาผิด นางมักยอมถอยให้หนึ่งก้าวและขอโทษก่อนเสมอ การได้เห็นนางนิ่งขรึมทำให้เขารู้สึกผิดอย่างน่าประหลาด

“เข่อซิง มันไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งเช่นที่เจ้ากังวลแน่นอน”

“ช่างเถิดเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยแล้ว ขอให้ข้าได้พักผ่อนสักทีเถิด วันนี้มีเรื่องให้คิดมากมาทั้งวันแล้ว”

“เดี๋ยวก่อนสิ” เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนปานเทพเซียนไม่เหลือรอยยิ้มแต่งแต้มอีกแล้ว เช่นเดียวกับเสียงทุ้มนุ่มที่เข้มขึ้น “ข้าบอกให้อยู่คุยกันก่อน”

“แต่ข้าไม่อยากคุย!” นางตวาดลั่นอย่างเหลืออด

“อย่ามาใช้นิสัยคุณหนูเอาแต่ใจกับข้า” บุรุษท่าทางเป็นมิตรเหลือเพียงด้วยบรรยากาศคุกคามคว้าไหล่บอบบางทั้งสองข้าง แล้วดึงให้นางเข้ามาใกล้ตัว “เจ้ากังวลสิ่งใดอยู่ ใช่ว่าข้าไม่เข้าใจ แต่จงอย่าปล่อยอารมณ์มาพังทุกอย่าง ข้ารับปากเจ้าแล้วว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ดี เจ้าก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้กับข้าเช่นกัน”

“ข้า…” นางอึกอักเพราะเริ่มรู้ตัวว่าเอาแต่ใจมากเกินไป

“เจ้าและข้าต้องร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน” เขาเน้นย้ำทีละคำ “มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้ายเลย”

อวี้หลางเหยียนจากไปแล้ว…

ลี่เข่อซิงถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนได้ยกก้อนหินทับอกออกไปด้วย ใบหน้างามแหงนมองท้องฟ้าสีขมุกขมัวอย่างเหนื่อยล้า

การเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่มิได้ง่ายดายดังที่คิดหรอก

เพื่อหลีกหนีจากการคลุมถุงชน รวมถึงการถูกใช้เป็นเครื่องมือใฝ่หาอำนาจ นางต้องพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดมากมาย ยอมกระทั่งเสี่ยงลงเรือลำเดียวกับตัวอันตรายเช่นชายผู้นั้น

เพราะหากไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง นางต้องตายเป็นแน่แท้

นั่นเพราะนางคือนางร้ายในนิยาย

ว่าที่คู่หมั้นขององค์รัชทายาทที่ร้ายเสียยิ่งกว่าตัวร้าย

“ข้ากำลังช่วยท่านอยู่นะท่านพ่อ ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย”

นางพลีชีพเพื่อปกป้องครอบครัวขนาดนี้ เหตุใดสวรรค์ช่างไม่เมตตาให้บิดาวางอคติลงบ้าง

เดิมทีนางมิใช่เด็กสาววัยสิบแปดหนาวดังกายหยาบภายนอก แต่นางคือลี่เข่อซิงอีกสิบปีข้างหน้าที่บังเอิญค้นพบว่าชีวิตตนและคนรอบตัวเป็นเพียงเรื่องราวในนิยายเล่มหนึ่งเท่านั้น

มิพอยังเป็นฝ่ายที่จะมีชะตากรรมดับอนาถโดยถ้วนหน้าในตอนกลางเรื่องอีกด้วย นั่นเพราะองค์รัชทายาทที่ทุ่มเทสนับสนุนไม่ได้ครองบัลลังก์

คนที่ได้ครองราชย์คือองค์ชายรองที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาต่างหาก

“หากเจ้าเลือกเปิ่นหวางตั้งแต่แรก เจ้าคงไม่ลงเอยเช่นนี้ เข่อซิง”

ฝ่ายพ่ายแพ้จึงถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงโดยถ้วนหน้า บ้างก็ถูกประหาร แต่อย่าคิดว่านั่นคือจุดจบ เพราะตัวเอกแท้จริงของนิยายมิใช่องค์ชายรองหรอก องค์รัชทายาทต่างหากที่เป็นพระเอก เพียงแต่นิยายที่เน้นการชิงดีชิงเด่นย่อมต้องมีช่วงให้ตัวเอกตกระกำลำบากเพื่อนำไปสู่การพัฒนาตนเองและแก้แค้นอยู่แล้ว

อดีตคู่หมั้นของพระเอกย่อมไม่ได้มีชีวิตที่ดี จนนางต้องเลือกหักหลังเขาไปประจบประแจงองค์ชายรองเพื่อเอาชีวิตรอด ตอนรัชทายาทมีชัย นางจึงโดนสั่งสอนและเก็บกวาดไปด้วยตามระเบียบ

การอยู่ใกล้เชื้อพระวงศ์ทั้งสองเหมือนการรนหาที่ตาย ต่อให้นางเหมาะแก่การใช้เป็นหมากแค่ไหน ลี่เข่อซิงไม่ยอมวิ่งเต้นในกระดานของผู้มีอำนาจหรอก

“คุณชายอวี้ เรื่องบรรดาบุตรีผู้อาวุโส ข้าช่วยท่านได้นะเจ้าคะ”

“เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนเล่า ถ้ามีอันตราย ข้าไม่รับผิดชอบ”

“ระหว่างพวกเรามิจำเป็นต้องมีความรัก ข้าจะไม่สร้างความรำคาญใจหรือเป็นตัวถ่วง ตำแหน่งคู่หมั้นของท่านโปรดมอบให้ข้าได้หรือไม่”

นางจึงเลือกเข้าหาตัวละครลับของนิยายอย่างผู้นำกลุ่มการค้าจางหมิง ขอให้เขาช่วยเป็นคู่หมั้นแลกกับการตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาแบบเขามีข้อต่อรองกับราชสำนักอย่างมากในภายหลัง การอยู่กับขาทองคำย่อมปลอดภัยกว่าการลงไปเล่นเป็นหมากเองอยู่แล้ว

ทั้งที่อุตส่าห์เกาะติดไพ่ลับสำเร็จ แต่พระรองของนิยายอย่างจูเหวินอวี้กลับยื่นมือมาชักใบให้เรือเสีย!

แล้วจะไม่ให้นางโกรธจนควันออกหูได้อย่างไร!

-Miss Soraki-

เนื้อเรื่องไม่หนักแน่นะวิ ไหนตอนแรกบอกว่าจะเอาเนื้อเรื่องเบา ๆ ย่อยง่าย 5555

บทที่2: พระรองช่างยึดติด

บทที่2

พระรองช่างยึดติด

โฉมสะคราญเพิ่งคาดโทษคุณชายใหญ่ตระกูลจูได้ไม่ครบสิบสองชั่วยามดี

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู หน้าจวนมีบุรุษผู้หนึ่งมาหาคุณหนู พร้อมกับบอกว่าจะไม่ไปไหน หากมิได้รับคำขอโทษเจ้าค่ะ” ลี่เข่อซิงเหลือบมองสาวใช้ที่ขยันวิ่งตาลีตาเหลือกมาแจ้งข่าวสาร ก่อนจะวางสะดึงไม้ในมือลง

“ต้องการคำขอโทษจากข้าหรือ” นางเลิกคิ้วถามอีกครั้ง เมื่อข้ารับใช้สาวพยักหน้าหงึกหงักรับ ริมฝีปากอิ่มแดงพลันเหยียดยิ้มร้ายกาจ “นับว่ามันผู้นั้นกล้าดี”

มันออกจะเกินคาดไปหน่อยที่ชายอาจหาญไม่กลัวตายในบทสนทนาคือ พระรองในนิยายเช่นจูเหวินอี้

“คิดว่าใครเสียมารยาทมารบกวนข้าตั้งแต่เช้าตรู่ ที่แท้เป็นคุณชายจูผู้คุ้นเคยกันดี” นางทักทายด้วยสีหน้ายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม น้ำเสียงบอกบุญไม่รับ “ตามมาถึงจวนตระกูลลี่มีอะไรเร่งด่วนหรือ อ้อ หรือว่าเพิ่งนึกออกว่าเมื่อวานเพิ่งโดนสาดน้ำชาร้อน ๆ เรียกสติ วันนี้เลยมาขอพิสูจน์ดูอีกรอบ”

เจ้าของกายสูงโปร่งใต้อาภรณ์สีม่วงเข้มเม้มปากแน่น นัยน์ตาคมทอประกายกรุ่น ๆ

“มิเจอกันแค่สองสามปี คุณหนูรองตระกูลลี่กลายเป็นตัวอะไรไม่รู้ไปแล้ว คุณชายอวี้ช่างอบรมสั่งสอนคู่หมั้นได้ดีจริง ๆ” คนที่แทบไม่ตอบโต้สิ่งใดตั้งแต่เมื่อวานปริปากทีหนึ่งไม่ต่างจากสตรีฝีปากกรรไกร ทำเอาลี่เข่อซิงชะงักกึก ไม่คิดว่าวันนี้จูเหวินอี้จะพกปากออกมาจากจวนด้วย

“พาดพิงถึงคู่หมั้นข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ มารยาทที่ดี ข้าย่อมมี แต่เลือกหยิบมาใช้กับคนที่สมควรได้รับมัน” นางขยับปากโดยไม่ออกเสียงต่อจากประโยคดังกล่าวว่า ‘ซึ่งเจ้าไม่คู่ควรได้รับมัน’

คุณชายใหญ่ตระกูลจูส่ายหัวกับนิสัยดื้อดึงจะเอาชนะให้ได้ของอีกคน การแสดงออกมิได้โกรธเลือดขึ้นหน้าดังที่ควรเป็น ออกจะเป็นความขุ่นเคืองเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถูกข้ามหัวเล่นเสียมากกว่า

“น่ารักเทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้เลย”

“อายุอานามก็ไม่มากเท่าไหร่ ไฉนชอบหวนคิดเรื่องอดีตเหมือนคนชราไปได้” ลี่เข่อซิงเบะปากหมั่นไส้ สายตาเหลือบเห็นกองกล่องไม้ภายในรถม้าเบื้องหลัง พลันเกิดความข้องใจในวัตถุประสงค์แท้จริงของอีกฝ่าย “ตกลงว่ามาทำอันใดที่จวนของข้ากันแน่ ถ้ามาถามหาคำขอโทษ ข้าคงไม่มีให้ เพราะถ้าให้ย้อนเวลากลับไปได้ ข้าก็จะทำเหมือนเดิมอยู่ดี”

“เด็กดื้อรั้น” เขาดุอย่างไม่จริงจังนัก

จูเหวินอี้ถอนหายใจกับคุณหนูรูปงามที่ดุมิต่างจากแม่เสือ เขาเปิดเผยจุดประสงค์ของการมาเยี่ยมว่ามาขออภัยเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ตนไม่ได้ตั้งใจให้นางและคู่หมั้นเข้าใจเป้าหมายของเขาผิดไปใหญ่โต

“ข้าเพียงเห็นว่าแม่นางกู้กำลังเดือดร้อน รถม้าของนางติดหล่ม คุณชายอวี้ผ่านทางมาพอดี อีกทั้งมีรถม้าว่างติดตามมาอีกหลายคัน จึงวานให้เขาช่วยไปส่งนางอีกแรงเท่านั้น”

“แหม ใจบุญแต่ยืมแรงคนอื่น” นางเหน็บไม่ขาดปาก พลอยทำให้ร่างสูงคิ้วกระตุกเป็นรอบที่ร้อย

ตั้งแต่เหยียบหน้าจวนของนาง เขานับหนึ่งถึงร้อยเป็นรอบที่เท่าใดมิอาจทราบ เหตุใดช่างเป็นสตรีที่ยั่วโมโหเก่งขนาดนี้นะ

“ฟังนะ ต่อไปไม่ว่าท่านอยากมีน้ำใจช่วยเหลือใครหน้าไหน โปรดอย่ามายุ่งเกี่ยวหรือรบกวนบุรุษของข้า ข้าไม่สะดวกใจที่จะให้เขาติดต่อกับสตรีนางอื่น ไม่ว่าจะด้วยเรื่องจำเป็นหรือไม่ก็ตาม”

“เป็นแค่คู่หมั้นยังหึงหวงถึงเพียงนี้ คุณชายอวี้รู้เห็นกับสิ่งที่เจ้าประกาศกร้าวมาหรือเปล่า” น้ำเสียงทุ้มเจือด้วยอารมณ์คุกรุ่นโดยไม่รู้ตัว

ลี่เข่อซิงไหวไหล่น้อย พร้อมกับบอกว่าย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว

ตอนแรกนางตั้งใจจะไล่ให้เขาไปให้พ้นหน้า เพราะยังเสียอารมณ์กับผลงานของอีกคนไม่หาย ติดที่เขายืนกรานว่าต้องส่งของปลอบขวัญเหล่านั้นให้ถึงที่เท่านั้น ร่างสะโอดสะองจึงได้แต่เดินกระฟัดกระเฟียดนำทางชายหนุ่มไปยังเรือนส่วนตัวที่มีขนาดโอ่อ่ามิต่างจากเรือนใหญ่

จูเหวินอี้พยักหน้าให้ข้ารับใช้ยกกล่องไม้จำนวนสี่กล่องไปวางด้านใน ส่วนตนยืนกวาดสายตามองไปโดยรอบด้วยแววตาคิดถึงวูบหนึ่ง

“นานมากแล้วสินะที่ข้าไม่ได้มาเยือนที่นี่” เขาพึมพำเบา ๆ แต่ดันเล็ดรอดเข้าหูเจ้าของสถานที่โดยบังเอิญ

“ถึงอยากมา ข้าก็ไม่ให้มา” นางเน้นย้ำเสียงเข้ม “เสนียด ประเดี๋ยวความหูเบาจะกระเด็นกระดอนมาเปรอะพื้นเรือนของข้า”

“ยังผูกใจเจ็บเรื่องเมื่อปีนั้นอยู่อีกหรือ” ร่างสูงถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้วเข่อซิง”

“เรียกข้าว่าคุณหนูรองลี่ ข้าไม่อนุญาตให้ท่านเรียกชื่อนั้นอีกแล้ว”

เขาหุบปากฉับ สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย แต่หญิงสาวเลือกมองข้ามมันไป

“ทุกอย่างมันจบลงตั้งแต่วันที่ท่านเลือกเชื่อนังชาเขียวแซ่กู้มากกว่าข้าแล้ว มากลับคำพูดหรือขอโทษขอโพยอะไรในวันนี้ ข้าล้วนไม่รับรู้ทั้งสิ้น”

“มิโกรธนานไปหน่อยหรือ”

“คนอย่างข้า ลี่เข่อซิง ชิงชังใครแล้ว รับประกันได้ว่าเกลียดถึงกระดูกดำ ผ่านไปสิบปี ร้อยปี ข้าก็จะจดชื่อมันใส่บัญชีหนังสุนัขโดยไม่ลืม”

จูเหวินอี้อ้าปากพะงาบ ๆ สิ้นไร้คำพูดกับความอาฆาตถึงแก่นของโฉมสะคราญเบื้องหน้า นางกล้าพูดประโยคเหล่านั้นด้วยหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูได้อย่างไร

“แค่มาส่งของมิใช่หรือ เสร็จแล้วก็ไปสิ มายืนเกะกะแย่งอากาศข้าหายใจต่ออยู่อีกทำไมเล่า” นางโบกมือไล่พระรองที่ทำหน้าเหมือนอยากปรับความเข้าใจเสียเต็มประดาอย่างรำคาญ จริง ๆ ตนเลิกสนใจอดีตมานานแล้ว ความน้อยอกน้อยใจเมื่อก่อนก็หายไปหมดสิ้นแล้ว

ไม่เปิดโอกาสให้คุณชายจูพ่วงด้วยตำแหน่งขุนนางขั้นสามเอ่ยแก้ตัวอะไรให้ระคายหู นางผายมือไปทางประตู เป็นเชิงขับไล่เป็นนัย ๆ

จูเหวินอี้หันรีหันขวางด้วยความรู้สึกอับอายขึ้นมา เมื่อบรรดาข้ารับใช้พากันหยุดสอดส่องเหตุการณ์หน้าเรือนนี้ไม่วางตา เขาพึมพำขอตัวกลับ

คล้อยหลังบุรุษรูปงามใต้ชุดคลุมสีม่วงเรียบหรูสมฐานะคุณชายจวนอัครเสนาบดีใหญ่ ร่างงามเหยียดยิ้มเย้ยหยัน ต่างจากแววตาไร้ความอาลัยอาวรณ์

“เรื่องผ่านไปเป็นชาติ ยังจะขุดมาสานต่อบทสนทนาอีกหรือ ช่างเป็นบุรุษน่าเบื่อหน่ายจริง ๆ” กล่าวจบ นางก็หมุนตัวกลับเข้าเรือนไป

อันที่จริงแล้ว ลี่เข่อซิง ลี่เหิงอวี่ และจูเหวินอวี้เคยสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก เขามักมาเล่นกับพี่ชายของนางบ่อย ๆ ซ้ำยังเป็นสหายร่วมเรียนกันอีกด้วย อีกฝ่ายเคยเข้า ๆ ออก ๆ จวนหลังนี้เสมือนเรือนหลังที่สองของตน ทำให้คุ้นหน้าคุ้นตากับนางไม่น้อย

ไม่สิ พวกนางอาจสนิทสนมกันมากกว่าที่เขาคุ้นเคยกับพี่ชายคนโตเสียอีก

ทุกครั้งที่แวะมา คุณชายใหญ่จูไม่เคยลืมนำของติดไม้ติดมือมาฝากนาง ไม่ว่าของกิน ของใช้ เครื่องประดับ หรือสิ่งใดที่นางปรารถนา ขอแค่มิใช่เดือนดาว ชายผู้นั้นพร้อมสรรหามาให้นางโดยไม่ปริปากบ่น ต้นเหตุที่ทำให้นางเอาแต่ใจเป็นคนแรก ๆ คงหนีไม่พ้นเขา

“ท่านพี่เหวินอี้เจ้าคะ ข้าสวมชุดนี้แล้วดูเป็นอย่างไร”

เด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนหน้าแดงเล็กน้อย เขาเอ่ยชื่นชมเสียงติด ๆ ขัด ๆ

“ไม่ว่าเจ้าสวมใส่ชุดแบบไหนก็งดงามไปหมดอยู่แล้ว”

“แล้วหากเปลี่ยนเป็นสีขาวเล่า”

“ข้าชอบเจ้ายามสวมชุดมีสีสันมากกว่า เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เจ้าชอบ”

เขาเคยเป็นคนที่ให้ท้ายและให้ความสำคัญแก่นางที่สุด

“ท่านพี่เหวินอี้ ข้าเจ็บ ฮึก ขาของข้ามีเลือดออกด้วย”

“ชู่…ไม่ร้องนะเข่อซิง เดี๋ยวพี่เป่าให้ ฟู่…ความเจ็บปวดจงหายไป”

แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องที่ผ่านมาแล้ว เวลาวารีไม่หวนกลับฉันใด นางและเขาก็มิอาจหวนมาบรรจบฉันนั้น

“เข่อซิง! ข้าไม่เคยสนับสนุนให้เจ้าใช้อำนาจรังแกคนอื่นแบบนี้นะ!”

ทุกอย่างมันจบลง ตั้งแต่เขาเลือกรับฟังคนอื่นมากกว่านางแล้ว

-Miss Soraki-

สรุปว่าที่พระรองโดนหมายหัวมากเป็นพิเศษ เพราะประวัติเก่าไม่ดีนั่นเอง~

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...