โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หน้าที่ของ 'หอพระนาก' (นาค)?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ก.พ. 2567 เวลา 03.43 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2567 เวลา 01.00 น.

ดิฉันได้ไปเห็น “หอพระนาก” (นาค) ที่กรุงรัตนโกสินทร์ อย่างน้อยสองแห่ง ก็ให้นึกเอะใจถึง “หอพระนาก” (หรืออาจจะเป็น หอพระนาค ยังไม่ทราบแน่ชัดนักว่าควรสะกดอย่างไร) ของทางล้านนา ซึ่งปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว ครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์พระบรมธาตุหริภุญไชย จ.ลำพูน

หอพระนาก (นาค) ที่สยามสองแห่งที่ว่านี้ แห่งแรกใช้คำว่า“หอพระนาก” ก.ไก่ หมายถึงวัสดุประเภท “นาก” ตั้งอยู่มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือวัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง

กับอีกแห่งคือ วัดราชผาติการาม หรือที่เรียกกันว่า วัดส้มเกลี้ยง บ้างเรียกวัดญวน เชิงสะพานซังฮี้ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่นี่ใช้คำว่า “หอพระนาค”

หน้าที่ “หอพระนาก-นาค” ของวัดทั้งสองแห่งนี้ แม้จะต่างฐานานุศักดิ์ และต่างขนาดกัน ทว่า บทบาทของ “หอพระนาก-นาค” ระหว่างวัดทั้งสองแห่งนี้ ก็ทำหน้าที่ดุจเดียวกัน

นั่นคือ การใช้เป็นสถานที่บรรจุอัฐิของบรรพชนผู้ล่วงลับจำนวนมาก โดยไม่ได้จำกัดจำเพาะว่าต้องเป็นของตระกูลใดตระกูลหนึ่งเท่านั้น

สิ่งที่ดิฉันสนใจยิ่งก็คือคำว่า “นาก” กับ “นาค” เคยฟังรายการทอดน่องท่องเที่ยวของ พี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ตอนสาธยายถึงความเป็นมาของ “นางนากพระโขนง” (บ้างเขียน แม่นาค) พี่แกอธิบายว่า ไม่ว่าจะสะกดด้วยตัว ก หรือ ค ก็แล้วแต่ ความหมายโดยรวมนั้น คือเรื่องเดียวกัน ใช้แทนบรรพสตรี แทนดวงวิญญาณของเพศแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว

ครั้นมาอ่านประวัติของ “หอพระนาก” ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก็พบว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น หอพระนากแห่งนี้ ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่ออุทิศให้กับบรรพสตรีผู้เป็น “เจ้านายฝ่ายใน” ก่อนที่จักเปลี่ยนหน้าที่มาเป็นสถานที่บรรจุพระอัฐิของเจ้านายหลากหลายราชสกุล ทั้งวังหลวง วังหน้า วังหลัง ทั้งเจ้านายฝ่ายหน้า ฝ่ายใน ฯลฯ ในสมัยรัชกาลที่ 7

ในขณะที่ “หอพระนาค” วัดราชผาติการามเป็นวัดของชาวญวนพุทธที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภายในหอนี้มีการบรรจุอัฐิบรรพชนของแต่ละตระกูล มีป้ายหินอ่อนระบุชื่อแซ่สกุล บ้างมีภาพถ่ายให้ลูกหลานได้เห็นแต่ไกล โดยไม่ต้องเพ่งไล่หาตัวอักษร

ดิฉันมิอาจทราบได้ว่า ทำไมที่นี่จึงใช้ตัวสะกด “ค” ให้เป็น นาค แล้วมีการสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรกอยู่ที่ด้านนอกของหอ

อีกทั้งไม่แน่ใจว่า วัดแห่งนี้รับธรรมเนียมการบรรจุอัฐิของผู้วายชนม์ มาไว้รวมกันในวัด แล้วเรียกว่า “หอพระนาค” (โดยอาจจะได้ยินเสียงคำว่า นาก-นาค) มาจากต้นกำเนิด “หอพระนากในวังหลวง” มาก่อนแล้วหรือไม่ จึงนำรูปแบบการทำหอเก็บกระดูกบรรพบุรุษหลายตระกูลรวมกันไว้ในวัด

หอพระนาก-นาค ในวัดหลวงลำพูน

ในวัดพระธาตุหริภุญชัยก็เคยมี หอชื่อทำนองเดียวกันนี้อยู่หนึ่งหลัง ซึ่งดิฉันไม่ทราบว่าควรสะกดอย่างไรดี เพราะเอกสารของทางวัดบางฉบับใช้ ค บางฉบับใช้ ก

โดยทางวัดระบุว่า ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์พระบรมธาตุนั้น ใกล้กับจุดที่ปัจจุบันเป็น “หอระฆังกังสดาล” (สีแดงโดดเด่น) เคยเป็นที่ตั้งของ “หอพระนาก-นาค” มาก่อน

เท่านั้นยังไม่พอ ข้อมูลจากเอกสารของวัดยังกล่าวต่อไปว่า ก่อนกาลที่จะมีการสร้างหอพระนาก-นาค นั้น บริเวณนี้เคยเป็นที่ประดิษฐาน “พระแก้วขาวพระเสตังคมณี” ของพระนางจามเทวี ที่อัญเชิญมาจากละโว้อีกด้วย

เมื่อพินิจถึง “ความทับซ้อนของพื้นที่” ทำให้ดิฉันต้องโฟกัสให้ลึกลงไปในจุดที่เป็นหอกังสดาลอย่างละเอียด นับแต่คำถามที่ว่าหอหลังนี้เริ่มสร้างในสมัยใด และก่อนหน้านั้น จุดนี้สำคัญขนาดไหน แล้วหาก ว่า เคยมีหอพระนาก-นาค จริง ทำไมต่อมาจึงต้องรื้อ?

พบคำตอบว่า เดิมกังสดาลหลวง (คำว่า “หลวง” ภาษาล้านนาหมายถึงใหญ่) สมัยรัชกาลที่ 5-7 ยังตั้งอยู่กลางแจ้ง เขยิบออกมาด้านหน้าจากจุดที่ตั้งปัจจุบันเล็กน้อย โดยเราจะเห็น “หอหลังหนึ่ง” ที่ตั้งอยู่เบื้องหลังกังสดาลหลวง ไปทางทิศตะวันออก

หอนี้เองที่ทางวัดให้ข้อมูลว่าคือ “หอพระนาก-นาค” แต่ไม่มีคำอธิบายใดๆ ว่าทำไมจึงชื่อนี้ สร้างโดยใคร เมื่อไหร่ อย่างไร เพื่อประดิษฐานอะไร

จากภาพถ่ายเก่าหลายมุมที่มีการบันทึกไว้ในยุคที่ขุนนางจากสยามถูกส่งมาตรวจสภาพโบราณสถานในวัดพระธาตุหริภุญชัย หลังจากเกิดเหตุการณ์วาตภัย (ชาวลำพูนเรียก ลมหลวงลำปาง คือพายุใหญ่ที่พัดข้ามขุนตานมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลำพูน เพราะต้นเค้าของพายุอยู่ที่ลำปาง) ราวปี 2454

เราจะเห็น “กังสดาลหลวง” ตั้งอยู่ด้านหน้า “อาคารหลังหนึ่ง” คล้ายว่าก่ออิฐถือปูนทรงสูง แคบคล้ายมณฑปขนาดเล็ก หลังคาทรงมณฑปซ้อน 4 ชั้น ผนังด้านข้างน่าจะเป็นซุ้มหลอก มีบันไดนาคขึ้นสู่อาคารด้านเดียว หอหลังนี้หันหน้าสู่ทิศตะวันตก เพื่อมาสักการะองค์พระบรมธาตุ

ภายในเคยประดิษฐาน “พระนาก-พระนาค” องค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากไม่มีใครทราบถึงคำสะกดที่แท้จริง ว่าหอนี้ชื่อที่ถูกต้องดั้งเดิมชื่อหออะไรกันแน่

ดิฉันเคยแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องนี้กับอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากร 2 ท่าน คือ อ.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ และพี่แอ๊ว ณัฏฐภัทร จันทวิช

ท่านอาจารย์พิเศษสันนิษฐานว่า หอพระนาคน่าจะเคยประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรก คนล้านนาไม่เรียก “พระนาคปรก” แต่เรียกย่อๆ ว่า “พระนาค” อาจารย์พิเศษเสนอหลักฐานมารองรับ นั่นคือในวัดพระธาตุหริภุญชัย มีการพบชิ้นส่วนของนาคปรกแผ่พังพานหล่อด้วยสำริดอยู่ชิ้นหนึ่ง ฝีมือช่างหลวงสมัยล้านนายุคทอง ซึ่งการทำพระนาคปรกพบไม่บ่อยนักในล้านนา (ปัจจุบันชิ้นส่วนนาคปรกสำริดนี้จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย)

ส่วนคำถามที่ว่า พระนาคปรกสร้างโดยใคร (ไม่ว่าพระเจ้าติโลกราช หรือพระเมืองแก้ว) ทำไม อย่างไร เพื่ออะไรนั้น ท่านอาจารย์พิเศษบอกว่ายังไม่อาจอธิบายคำตอบได้ คงต้องศึกษากันต่อไป

ในขณะที่พี่แอ๊ว ณัฏฐภัทร (ผู้ล่วงลับ) ได้เสนอว่า หอแห่งนี้ ไม่น่าจะใช่ “หอพระนาค” ที่ประดิษฐานพระปางนาคปรกแต่อย่างใด เพราะในวัฒนธรรมล้านนา มักไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อพระพุทธรูปปางนาคปรกเท่าใดนัก

ในทางกลับกัน ควรเป็น “หอพระนาก” มากกว่า เนื่องจากภายในวัดหลวงแห่งนี้ ก็พบชิ้นส่วนเศียรพระพุทธรูป ที่เหลือเฉพาะพระพักตร์อยู่หนึ่งชิ้น หล่อด้วยวัสดุประเภท “นาก” ซึ่งหายากยิ่งต่างจากสำริดทั่วไป เศียรพระนากองค์นี้ พี่ณัฏฐภัทรกำหนดอายุไว้ว่าน่าจะเก่าถึงล้านนาตอนต้นๆ เลยทีเดียว

โชคดีของดิฉัน ที่ช่วง 20 ปีก่อน ได้มีโอกาสเสวนาปสาทะกับกูรูทั้งสองท่านนี้อยู่เนืองๆ แม้ช่วงนั้นบางประเด็นจักยังไม่ได้รับคำตอบแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ตาม

ไม่ว่า “นาค” หรือ “นาก”

ทำไมต้องทับที่ “หอพระแก้วขาว”

ดิฉันลองประมวลทุกความเห็นแล้วเอามาจัดวาง เพื่อหาคำตอบให้เห็นองค์รวม นับแต่ในวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวังก็มี “หอพระนาก” เดิมตั้งใจสร้างเพื่อรำลึกถึงอัฐิเจ้านายฝ่ายใน ที่ไม่ได้แยกครัวเรือนออกไปอยู่นอกวังหลวง

นึกถึงคำกล่าวของพี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่มองว่า “นาก-นาค” เป็นสัญลักษณ์แห่งการรำลึกถึงเพศแม่ของชาวอุษาคเนย์

คำว่า “นาก-นาค” เป็นคำต่างรูป-พ้องเสียง ในความจริงความหมายคนละอย่างกัน “นาก” คือวัสดุประเภทหนึ่งคล้ายทองแดง และยังเป็นสัตว์หายากอีกชนิดหนึ่ง ที่ชอบสู้กับพังพอน

ส่วน “นาค” หมายถึงพญางู ที่ชาวขอมโบราณนับถือว่าเป็นบรรพสตรีของพวกเขา เป็นทั้งสัตว์ในจินตนาการ ที่พบบ่อยครั้งในพุทธประวัติ

การปรากฏขึ้นของ “เศียรพระนาก” องค์หนึ่ง ภายในวัดหลวงลำพูนก็ดี หรือการพบชิ้นส่วน “แผงนาคปรก” (ไม่พบองค์พระพุทธรูปประกอบกัน) ภายในวัดแห่งเดียวกันก็ดี ซึ่งยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า ควรจะเป็นองค์ไหนกันแน่ที่เคยประดิษฐานอยู่ใน “หอพระนาก-นาค”

สิ่งนี้ยังคงเป็นปริศนา รอการคลี่คลายต่อไป

ทว่า สิ่งหนึ่งที่ควรขบคิดก็คือ พื้นที่แห่งนี้ จุดที่ปัจจุบันเป็นหอกังสดาลหลวงสีแดงชาดโดดเด่น ก่อนที่จะเป็นหอพระนาก-นาค นั้น กล่าวกันว่า เป็นจุดเดียวกันกับเคยเป็น “หอพระแก้วขาว” ซึ่งประดิษฐานพระคู่บ้านคู่เมืองของนครหริภุญไชย เลยทีเดียว

ถามว่าทำไมต้องรื้อหอพระแก้วขาว คำตอบก็คือ หากยังคงไว้ก็ไร้ประโยชน์ เพราะองค์พระเสตังคณีนั้น พระญามังรายได้ย้ายเอาไปไว้ ณ เมืองหลวงใหม่แล้ว นั่นคือ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ในสมัยที่มีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์จากหริภุญไชยสู่ล้านนา

พงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร์กล่าวว่าพระญามังรายได้เผาหอพระแก้วขาวหลังนี้ด้วย หลังจากย้ายพระแก้วขาวไปไว้ที่เชียงใหม่แล้ว

หอแห่งนี้ ไม่ว่าพระญามังรายจะเผาหรือไม่เผา ก็เท่ากับหอนี้ได้ถูกเผาทั้งเป็น ไม่ต่างอะไรไปจากตนไม้ที่ยืนตายซาก ด้วยถูกพรากหัวใจไปแล้วจากเมืองลำพูน

เป็นไปได้ว่า ณ จุดสำคัญที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของพระแก้วขาวมาช้านานก่อนแล้วนี่เอง ครั้นถึงสมัยของพระญาแสนพู (เดิมนิยมเขียน แสนภู) ผู้เป็นหลานของพระญามังราย ถูกพระญาไชยสงคราม พระราชบิดาส่งให้มานั่งเมืองลำพูนอยู่ 2-3 ปี

ตำนานมูลศาสนากล่าวว่า พระญาแสนพูรำลึกถึงพระนางจามเทวีผู้เป็นปฐมกษัตรีย์ศรีหริภุญไชย จึงได้สร้างพระพุทธรูปสององค์ เพื่อเป็นตัวแทนของพระนาง แล้วถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมกับอุทิศพระราชกุศลถวายแด่พระนางจามเทวี

สิ่งที่ดิฉันตั้งข้อสมมุติฐานมานานกว่า 2 ทศวรรษก็คือ ทุกครั้งที่มองดูเศียรพระนากในพิพิธภัณฑ์องค์นี้ องค์ที่พี่แอ๊ว ณัฏฐภัทร บอกว่า ดูเป็นศิลปะสมัยล้านนาต้นอย่างมากนั้น อาจเป็นผลงานชิ้นเดียวกันกับที่ตำนานมูลศาสนากล่าวถึงได้หรือไม่ ฤๅพระนากองค์นี้จะเป็นพระพุทธรูปที่พระญาแสนพูสร้างเพื่ออุทิศถวายแด่พระนางจามเทวี

พินิจดูพระพักตร์ พระเนตรหวาน การแย้มพระโอษฐ์ มีจริตสตรีแฝงอยู่ไม่น้อย

มาถึงคำถามที่ว่า แล้วทำไมต้องใช้วัสดุ “นาก” ด้วยเล่า?

อา! คำอธิบายชักจะเริ่มเข้าเค้าขึ้นเรื่อยๆ เหตุเพราะ “นาก” เป็นคำพ้องกับ “นาค” ในเมื่อนาคเป็นสัญลักษณ์ของบรรพสตรี ซึ่งในสมัยพระญาแสนพู ความนิยมในการทำพระปางนาคปรกอาจจะยังไม่แพร่หลายนัก พระองค์จึงหยิบยืมเนื้อวัสดุ “นาก” มาใช้แทนนาค เพื่อต้องการสื่อถึงวิญญาณของเพศแม่ ได้หรือไม่

หากข้อสันนิษฐานเรื่องนี้มีส่วนจริงอยู่บ้าง ดิฉันคิดว่าประเด็นนี้น่าตื่นเต้นทีเดียว และต้องชวนศึกษาเจาะลึกกันต่อไปอีกด้วยว่า ต้นกำเนิดของการทำ “หอพระนาก-นาค” เพื่อใช้เป็นเครื่องรำลึกถึงดวงวิญญาณบรรพชนฝ่ายหญิงนั้น ตอนแรกก็นึกว่ามีเฉพาะในวัฒนธรรมสยามที่กรุงรัตนโกสินทร์เสียอีก

ไปๆ มาๆ หอพระนาก-นาค ของล้านนานั้น น่าจะถือกำเนิดขึ้นก่อนกว่าภาคกลางไหม หมายเหตุ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเท่านั้นนะคะ ขอให้ช่วยขบคิดกันต่อ •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หน้าที่ของ ‘หอพระนาก’ (นาค)?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...