ทะลุมิติกลายเป็นองค์หญิงที่ไม่มีใครต้องการ
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติกลายเป็นองค์หญิงที่ไม่มีใครต้องการ
ซือซือ เซียนสาวรักสันโดษได้รับผลกระทบจากการสร้างแหวนมิติที่ผิดพลาด ทำให้นางล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่าก่อนจะถูกส่งไปในอนาคต 20 ปีข้างหน้าในร่างขององค์หญิงผู้หนึ่ง
ซือซือ เซียนสาวรักสันโดษมากความสามารถ ไม่อุทิศชีวิตเพื่อใครทั้งนั้นยกเว้นตนเอง
แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเด็กชายคนหนึ่งที่ตามติดนางต้อย ๆ ขอเป็นลูกศิษย์ ทดลองวิชาสร้างแหวนมิติตามนาง แต่กลับเกิดข้อผิดพลาดและทำให้แหวนมิติวงนั้นเต็มไปด้วยปราณทำลายล้าง
ซือซือที่เห็นเช่นนั้นจึงเข้าไปดึงแหวนวงนั้นออกก่อนจะถูกแหวนมิติวงนั้นทำลายตนเอง ทำให้นางต้องล่องลอยอยู่ในความมืดนานถึง 20 ปี
ตอนที่ความมืดมิดปล่อยตัวนางออกมา ซือซือก็พบว่าตนเองอยู่ในร่างของหญิงสาวที่มีอายุเพียง 20 ปี อีกทั้งหญิงสาวคนนี้ยังเป็นถึงองค์หญิง นามของอีกฝ่ายก็คือ มู่ซือซือ
ทั้งที่เป็นถึงองค์หญิงแต่ชีวิตของหญิงสาวผู้นี้ดันไม่สุขสบายเอาเสียเลย เพราะว่านางเป็นองค์หญิงที่ไม่มีมารดาคอยคุ้มครองอย่างไรเล่า อีกทั้งยังเป็นองค์หญิงที่เกิดจากองค์หญิงต่างแคว้น
กลายเป็นว่าชีวิตใหม่ของซือซือนี้ไม่สงบเลยสักนิด!
ลิงค์อีบุ้คค่ะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjYxNTUxNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4OTA1OSI7fQ
ปราณทำลายตนเอง
บทที่ 1 ปราณทำลายตนเอง
“อาจารย์! แย่แล้วขอรับ แหวนมิติของเหวินโหรวผิดปกติมากขอรับ!”
ผู้ถูกเรียกว่าอาจารย์วางสัตว์ปีศาจอ้วนป้อมในมือลงแล้วหันไปขมวดคิ้วใส่เด็กหนุ่มที่ยังโตไม่เต็มวัย
“ข้าให้เจ้าช่วยดูเขาอย่างใกล้ชิด ไยยังเกิดปัญหาอยู่อีก”
ผู้เป็นลูกศิษย์หน้าซีด เพราะก็ไม่รู้เช่นกันว่าขั้นตอนไหนที่เกิดข้อผิดพลาด ทั้งที่มั่นใจว่าสอนตามที่ได้ร่ำเรียนมาแล้วแท้ ๆ
ซือซือ เห็นว่าสีหน้าของลูกศิษย์คนโตไม่ดีนักจึงรีบออกไปจากห้องทดลองของตนเอง ก่อนจะต้องเบิกตาโตเมื่อพบกับก้อนพลังปราณขนาดใหญ่
“เหวินโหรว! โยนมาให้ข้า!”
ผู้เป็นอาจารย์ออกคำสั่งแก่ศิษย์คนเล็กที่กำลังกำแหวนเอาไว้แน่น ดวงตาคลอหน่วยอย่างคนใจเสีย
“อา…อาจารย์”
ทั้งที่กลัวมากแต่กลับไม่กล้าปล่อยมือออก สุดท้ายซือซือต้องวิ่งเข้าไปหาแล้วแย่งแหวนที่อัดแน่นไปด้วยปราณทำลายตนเองออกมา
ดูเหมือนว่านางจะให้เขาเรียนรู้เรื่องนี้เร็วเกินไปจริง ๆ
ตอนที่แย่งแหวนมาได้นั้น ซือซือก็คิดที่จะเหวี่ยงมันออกไปให้ไกล ทว่าทันทีที่นางแย่งมันมาจากมือของลูกศิษย์ มันก็ทำลายตนเองทันที
ตู้ม!!!
หลังจากนั้น ซือซือก็รับรู้ได้เพียงรอบข้างที่มืดสนิท ไร้เสียง ไร้ผู้คน มีเพียงนางที่ล่องลอยอยู่ในนั้นเพียงลำพัง
20 ปีต่อมา
“เฮือก!”
ร่างบอบบางอรชรของสตรีนางหนึ่งผุดลุกขึ้นจากที่นอนราวกับตื่นจากฝันร้าย
ซือซือรับรู้ได้ถึงสัมผัสที่มือและสิ่งรอบ ๆ ร่างกาย ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ควรจะเป็นเช่นนี้
นี่มันไม่ถูกต้อง
“องค์หญิง…”
ความมืดมิดที่ปกติจะอยู่คู่เคียงนาง แต่บัดนี้กลายเป็นภาพของห้องนอนโออ่าใหญ่โตในพระราชวัง ซือซือจำได้ว่าตอนที่อยากหาเงินนางจะมาทำงานให้ราชวงศ์ และนางก็จะได้พักในห้องนอนใหญ่ ๆ นี้
นางอยู่ในพระราชวัง!
“องค์หญิง…”
ซือซือยกมือสำรวจผมเผ้าของตนเอง นางรับรู้ได้ถึงร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม นี่ไม่ใช่ร่างกายของนางในวัย 35 ปี เพราะนางจะต้องปวดหลังแล้วก็ไม่สดชื่นถึงขนาดนี้
ร่างกายนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลัง!
“องค์หญิง…”
“บ้าจริง ใครถูกเรียกก็ขานรับเสียที คนอื่นเขาเรียกตั้ง 3 ครั้งแล้วนะ!”
ซือซือตวาดออกมาเมื่อคนที่ถูกเรียกตัวยังไม่ขานรับ ช่างไร้มารยาทเสียจริง
“ขออภัยเพคะองค์หญิง!”
เมื่อคำขอโทษจบลง ซือซือก็คิดว่านี่มันไม่ถูกต้อง เพราะเสียงนี้อยู่ใกล้นางเกินไป
ตอนที่หันไปทางขวามือ นางก็พบว่ามีสตรีหลายคนกำลังคำนับใบหน้าแนบพื้นมาทางนาง คนที่อยู่ด้านหน้าสุดแอบเงยหน้าขึ้นมาดูก่อนจะสะดุ้งและรีบมุดหน้าลงพื้นเมื่อพบว่านางมองอยู่
“ขออภัยเพคะองค์หญิง!”
เอาล่ะ นี่มันไม่ใช่แล้ว!
“นี่ข้ากลายเป็นวิญญาณร้ายงั้นหรือ!”
ซือซือยกมือตบแก้มของตนเองขณะที่นางกำนัลกำลังช่วยแต่งกายให้นางอยู่ นางกำนัลมีสีหน้าราวกับจะร้องไห้แต่มือก็ยังทำงานอย่างขะมักเขม้น
“ไม่สิ หากเป็นวิญญาณร้ายก็ต้องกระหายเลือด แต่ข้าปกติดี”
หลังจากถกเถียงกับตนเองและลองสำรวจร่างกาย ซือซือก็พบว่านางไม่น่าจะใช่วิญญาณร้าย ตอนที่กำลังถกเถียงกับตนเองอยู่นั้น ซือซือก็สังเกตเห็นว่ามีนางกำนัลคนหนึ่งแอบหลบออกไปด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดี
ซึ่งนางไม่คิดว่านี่จะเป็นเรื่องดีสำหรับนาง
นางรับรู้ได้ถึงพลังปราณในร่างที่มีอยู่น้อยนิด น้อยนิดเสียจนทำอะไรแทบไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถตรวจดูร่างกายและตรวจดูวิญญาณของตนเอง ก่อนจะพบว่าทั้งสองอย่างนั้นผสานเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น
หมายความว่านี่คือร่างของนางจริง ๆ ไม่ใช่ร่างของคนตายที่นางเข้ามาสิงและรอวันเน่าเปื่อย
นางไม่ได้กลายเป็นวิญญาณร้าย!
“เจ้าถักผมให้ข้าก็พอ ไม่ต้องตกแต่งด้วยเครื่องประดับ”
ซือซือหันมากล่าวกับนางกำนัลเมื่ออีกฝ่ายจัดเสื้อผ้าให้นางเรียบร้อยแล้ว ชุดสีสันงดงามบนร่างทำเอาซือซือชอบใจ ปกตินางก็ชอบอะไรที่มีสีสันอยู่แล้ว
โดยเฉพาะสีเลือด
ตอนที่สำรวจใบหน้าของตนเองก็พบกับความเยาว์วัย อีกทั้งใบหน้ายังงดงามเหมือนตอนนางสาว ๆ ทุกประการ!
เหมือนนางได้ย้อนเวลากลับมาตอนวัยเยาว์ชัด ๆ แต่นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะนางตอนอายุ 20 ไม่ใช่องค์หญิงอะไรเสียหน่อย อีกทั้งยังอยู่บนเขาอีกต่างหาก
ตอนที่ล่องลอยอยู่ในความมืด ซือซือไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปแล้วกี่ปี แต่ว่าร่างกายของนางในตอนนี้มีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นถึงองค์หญิง!
การเกิดมาเป็นองค์หญิงถือว่ามีชาติกำเนิดที่ดี แต่ว่าสิ่งแวดล้อมรอบด้านไม่ดีสักนิด ปกติเวลาที่นางเข้ามาในวัง อย่างน้อยก็ต้องพบปีศาจตั้งแต่ทางเข้าราว ๆ 30 ตัว แต่ที่น่าแปลกก็คือในห้องของนางไม่มีปีศาจเลยแม้แต่ตัวเดียว
“เรียบร้อยแล้วเพคะองค์หญิง”
เมื่อนางกำนัลถักผมให้ตามที่ซือซือร้องขอแล้ว อีกฝ่ายก็รีบถอยออกมาให้ห่างแล้วยืนก้มหน้าอย่างสำรวมตน
“ไม่ต้องงอหลังแล้ว ปวดหลังเปล่า ๆ ทีนี้เจ้าช่วยนำทางข้าไปยังบ่อน้ำที ยิ่งใหญ่ยิ่งดี”
นางกำนัลที่ได้รับคำสั่งเงยหน้ามามองผู้เป็นนายของตนเองอย่างฉงน อีกฝ่ายให้นางแต่งตัวเรียบง่าย อีกทั้งยังถักผมปล่อยไปตามแผ่นหลัง
เหมือนกับกำลังไว้ทุกข์…
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมขยับ ซือซือจึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีปัญหาอะไร
“เชิญทางนี้เพคะ”
เพราะไม่อาจขัดขืนได้ สุดท้ายนางกำนัลก็เดินนำทางซือซือไปยังบ่อน้ำที่อยู่ใกล้ตำหนักที่สุด ทว่าเป็นบ่อน้ำที่ใหญ่ที่สุดในวังหลัง และ…มีคนตายมากที่สุด
ด้วยไม่รู้ว่าองค์หญิงของตนเองต้องการจะทำอะไร ตอนที่เดินนำทางไปยังบ่อน้ำ นางกำนัลก็มีความวิตกและกังวลอยู่หลายส่วน จนเมื่อมาถึงบ่อน้ำ สิ่งที่นางกลัวก็ได้เกิดขึ้น!
เมื่อมาถึงบ่อน้ำ ซือซือก็ไม่รอช้าที่จะกระโดดลงไปทันที
ตู้ม!
“องค์หญิงเพคะ!!!”
ใต้บ่อน้ำ
บทที่ 2 ใต้บ่อน้ำ
ตอนที่กระโดดลงไปในบ่อน้ำ ซือซือทิ้งตัวของตนเองเพื่อมุ่งหน้าไปยังก้นบ่อ จากนั้นก็เริ่มดูดซับพลังปราณในบ่อน้ำเพื่อเพิ่มพูนปราณในร่างของตนเองที่มีอยู่น้อยนิด
พลังปราณนั้นจะถูกส่งมาจากฟากฟ้าที่สูงลิบลิ่ว ลอยละล่องไปตามอากาศแล้วตกลงสู่พื้นดิน ทว่าหากปราณตกลงสู่บ่อน้ำ พวกมันก็จะเริ่มเข้าหากันแล้วเกาะกลุ่มเป็นก้อน โดยมีสายน้ำนำทาง
ตอนที่ว่ายไปยังก้นบ่อน้ำ ซือซือก็พบกับก้อนพลังปราณขนาดพอดีมือ จึงหยิบติดมือมาแล้วรีบว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำเพื่อกอบโกยอากาศ
“องค์หญิง!”
ตอนที่ขึ้นมาเหนือน้ำ ซือซือก็พบว่ากลุ่มนางในที่ติดตามมาด้วยกำลังร้องห่มร้องไห้ อีกกลุ่มก็คือทหารยามที่ถูกลากตัวมาโดยนางในของนางอีกที
“องค์หญิง ทรงไม่เป็นอะไรนะเพคะ เหตุใดจึงทำเช่นนี้เพคะ”
“เอาละ ๆ ข้าไม่เป็นไร ๆ”
ซือซือโบกไม้โบกมือขณะที่ดูดซับพลังปราณในมือไปด้วย ตอนที่ดูดซับพลังทั้งหมดเข้าไปในร่าง นางก็สามารถเปิดประสาทสัมผัสที่หกให้กับตนเองได้แล้ว
ตอนนี้นางสามารถมองเห็นละอองพลังปราณและปีศาจขี้อายที่ชอบพรางตัวได้แล้ว
นางกำนัลยังคงร้องห่มร้องไห้ราวกับจะขาดใจ ส่วนทหารยามที่ถูกลากตัวมาก็มีท่าทีไม่พอใจ เขาสะบัดแขนใส่นางกำนัลที่ดึงตัวเขามาแล้วเดินจากไปอย่างไม่ถามไถ่สักคำ
ถึงตอนนี้ซือซือก็เริ่มรับรู้ได้แล้วว่าสถานะองค์หญิงของนางมันเหมือนหลักลอยน้ำ
มันไม่ได้มั่นคงอะไรเลย
“ไปที่บ่อน้ำต่อไปกันเถอะ”
เพราะยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ซือซือจึงกล่าวกับนางกำนัลที่กำลังยืนร้องไห้อย่างเลือดเย็น
ช่วยไม่ได้นี่ ก็นางยังไม่ได้ของสำคัญที่นางต้องใช้เลยนี่นา
นางกำนัลที่ได้รับคำสั่งส่ายหน้าตอบกลับมาทันที ซือซือขมวดคิ้วน้อย ๆ เพราะกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายยอมพาไป แต่พอนางขมวดคิ้วอีกฝ่ายก็ยอมพยักหน้ารับแต่โดยดี
เดี๋ยวก่อนนะ…เหมือนว่านางกำนัลของนางจะหวาดกลัวนางผิดปกตินะ
เมื่อมาถึงบ่อน้ำถัดไปซึ่งมีขนาดเล็กลงมา ซือซือก็กระโจนลงไปที่ก้นบ่ออีกครั้งแล้วเก็บก้อนพลังที่มองเห็นตั้งแต่ยืนอยู่ด้านบนขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้เปิดประสาทสัมผัสที่หก นางต้องใช้ความรู้สึกหาพลังที่ก้นบ่อน้ำนี้ แต่หลังจากเปิดสัมผัสนางก็สามารถมองหาและลงไปตรงจุดได้ทันที จึงสามารถลงมือและเสร็จงานได้อย่างรวดเร็ว
“องค์หญิง หากทรงอยากเล่นน้ำ เช่นนั้นหม่อมฉันจะพาไปยังสระ…”
“ไม่เอา ข้าไม่อยากไปบ่อน้ำที่มีคนลงแล้ว ข้าอยากไปบ่อน้ำที่ยังไม่มีคนลงไป”
คำยืนยันเสียงแข็งทำให้นางกำนัลรู้สึกหนักใจ แต่ก็ไม่กล้าคัดค้าน สุดท้ายก็พาไปยังบ่อน้ำที่ไม่ได้สร้างด้วยหินแต่เป็นบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยโคลน
มีแต่บ่อน้ำเช่นนี้เท่านั้นที่ไม่มีใครลงไป
ซือซือมีสีหน้าพอใจมาก เพราะบ่อน้ำที่นางกำนัลของตนเองพามานั้นมีก้อนพลังขนาดกำลังดีทุกบ่อ คงเป็นเพราะไม่มีใครลงมาในนี้ ก้อนพลังจึงไม่ได้ถูกดูดซับออกไปมีแต่เข้ามารวมตัวกัน
หลังจากได้ก้อนพลังมาถึง 5 ก้อนแล้ว ซือซือก็นั่งพักที่ข้างบ่อน้ำบ่อสุดท้าย จากนั้นก็เริ่มทำการหลอมก้อนพลังทั้งหมด
ก้อนพลังที่เคยมีทรงกลม ถูกแปรสภาพเป็นเสาตะเกียงโดยมีพลังหมุนวนอยู่ในนั้นช้า ๆ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นซือซือก็สร้างเสาตะเกียงอีกครั้งโดยให้พลังหมุนไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเสาแรก จากนั้นก็นำมาต่อเติมไปตามช่องว่างที่ยังมีอยู่
เกิดเป็นตะเกียงเก็บเกี่ยวพลังปราณออกมา!
ตะเกียงเก็บเกี่ยวพลังปราณนี้ จะคอยดูดละอองพลังปราณด้านนอกเข้ามาในตะเกียงแล้วกักเก็บเอาไว้ไม่ให้ออกไปไหน
ตรงกลางของตะเกียงจะมีก้อนพลังคอยดูดซับ เพียงแค่วางมือลงไปบนก้อนพลังก็จะสามารถดูดซับพลังปราณเข้าร่างได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียเวลาเก็บจากอากาศเอง
“เสร็จงานแล้ว พวกเราไปกันเถอะ”
ซือซือปรบมือเป็นสัญญาณว่างานเสร็จลุล่วง จากนั้นก็หิ้วตะเกียงเดินกลับตำหนักของตนเองอย่างสบายใจ
เพียงเท่านี้นางก็ไม่ต้องนั่งทำสมาธินาน ๆ เพื่อคอยดูดซับพลังปราณเข้าร่างอีกต่อไปแล้ว ทั้งสะดวกและสบายยิ่งนัก
เมื่อกลับมาถึงตำหนักก็ทำการอาบน้ำและเปลี่ยนชุดใหม่ จากนั้นก็นั่งรออาหารอย่างใจจดใจจ่อ
ถึงพระราชวังจะเป็นสถานที่ที่มีสัตว์ปีศาจชุกชุม แต่ก็เป็นสถานที่ที่มีอาหารอร่อยมากที่สุด เป็นสิ่งดี ๆ ที่หาได้ยากของที่นี่จริง ๆ
หลังจากได้ตะเกียงเก็บเกี่ยวมาแล้ว ซือซือก็นำถุงเงินมาใส่ตะเกียงและผูกเอาไว้ที่ข้างเอว ตะเกียงของนางมีขนาดไม่ใหญ่มาก ทว่ามีประโยชน์มหาศาล จากนี้เพียงแค่วางมือลงบนถุงเงินก็ดูดซับปราณได้แล้ว อีกทั้งไม่ถูกคนทั่วไปมองอย่างประหลาดใจที่นางเอาแต่จับอากาศด้วย
“อาหารมาแล้วเพคะ”
เมื่อสิ่งที่รอคอยมาถึง ซือซือก็แย้มรอยยิ้มอย่างรอคอย วันนี้นางทำงานหนักมามากจริง ๆ จะกินให้เต็มท้องเลยเชียว
จนกระทั่งสำรับอาหารถูกเปิดออก รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไปจนหมด
“เจ้าเรียกข้าว่าองค์หญิงใช่หรือไม่” ซือซือหันมาถามนางกำนัล
“เพคะ” อีกฝ่ายขานรับอย่างุนงงว่าทำไมถึงถามเช่นนี้
“เจ้าเรียกข้าว่าองค์หญิงหรือว่าวัวกันแน่ ทำไมอาหารของข้าจึงมีแต่ผัก! ข้าวกับผัก 10 อย่าง ไม่มีเนื้อหรือไข่เลย นี่ล้อกันเล่นหรือ!”
นางกำนัลพากันหมอบอยู่ที่พื้นเมื่อซือซือโวยวายออกมา เหลือไว้แค่เพียงนางกำนัลจากโรงครัวที่ยกสำรับมาซึ่งกำลังแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูถูก
“เนื้อหรือเพคะ หากอยากกินเนื้อ ก็หาเอาเองสิเพคะ”
คำพูดถากถาง ท่าทางดูถูกและสายตาที่เหยียดหยามทำเอาซือซือคิ้วกระตุก ตอนที่นางมาเป็นแขกของวังหลวงเพื่อกำจัดสัตว์ปีศาจ อาหารของนางดีกว่านี้เป็นร้อยเท่า
แต่ตอนนี้นางมีฐานะเป็นถึงองค์หญิง แต่กลับถูกบอกให้หาเนื้อกินเอาเอง…?
“ได้ ให้ข้าหาเอาเองใช่หรือไม่ ในเมื่อไม่มีเนื้อวัวหรือเนื้อไก่ให้ข้า เช่นนั้นข้าจะกินเนื้อเจ้า เด็ก ๆ ไปเอามีดมา ข้าจะแล่คนจากโรงครัวผู้นี้แล้วเอาเนื้อมาย่างกิน!”
“กรี๊ดดดดดดดดด”
องค์หญิงผู้ต่ำต้อย
บทที่ 3 องค์หญิงผู้ต่ำต้อย
หลังจากข่มขู่ให้นางกำนัลจากโรงครัวขวัญหนีดีฝ่อ ซือซือก็ได้กินเนื้อตามที่ตนเองต้องการเสียที จากนั้นก็เรียกตัวนางกำนัลคนสนิทมาถามความเป็นมาเป็นไปของตนเอง
“เจ้าบอกข้าที ว่าเหตุใดองค์หญิงเช่นข้าจึงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้”
ซือซือนอนคว่ำลงบนตั่งพลางเอ่ยถามนางกำนัลประจำตัวที่มารอนอนเฝ้านางในค่ำคืนนี้
แม้ว่าอีกฝ่ายจะมองนางด้วยสายตาสงสัยว่านางไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่เพียงแค่ซือซือขมวดคิ้วอีกฝ่ายก็ยอมเล่าออกมาเสียงเบา
สรุปก็คือ หญิงสาวที่วิญญาณของนางเข้ามาแทนที่นี้ มีนามว่ามู่ซือซือ องค์หญิงแคว้นมู่ ซึ่งเป็นแคว้นเดียวกับตอนที่ซือซือยังมีชีวิตอยู่
มู่ซือซือคือองค์หญิงที่เกิดจากฮ่องเต้และพระสนมเสียนเฟยจากต่างแคว้น มารดาของนางก็คือองค์หญิงแคว้นไป๋ ไป๋ซือเยว่
ไป๋ซือเยว่เป็นที่โปรดปราณของฮ่องเต้แคว้นมู่มาก แต่ถูกขุนนางคอยทัดทานไม่ให้มีตำแหน่งสูงไปกว่าเสียนเฟยเพราะกลัวจะเป็นภัยต่อแคว้นมู่ และแคว้นไป๋ก็ถือว่าเป็นแคว้นที่ใหญ่โตพอ ๆ กับแคว้นมู่ ซึ่งยังคงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
แต่ว่านับตั้งแต่ไป๋ซือเยว่มารดาของมู่ซือซือจากไป ท่าทีของทั้งสองแคว้นก็เริ่มห่างเหินกันเพราะการตายอย่างเป็นปริศนา ไม่มีที่มา ไม่มีบทสรุป ทำให้แคว้นไป๋ที่รอฟังข่าวคราวไม่พอใจในความไม่ชอบมาพากล จากที่เคยเปิดประตูเมืองต้อนรับกันและกัน ก็เริ่มปิดประตูใส่กัน
มู่ซือซือซึ่งเป็นองค์หญิงที่เกิดจากสตรีต่างแคว้นจึงกลายเป็นทั้งตัวประกันและหลักประกันว่าจะเกิดสงครามระหว่างแคว้นหรือไม่ และเพราะมีขุนนางบางส่วนยุยงให้ก่อสงครามแย่งชิงดินแดน สุดท้ายมู่ซือซือจึงอยู่ในสถานะก้ำกึ่งระหว่างตัวประกันหรือเชลย
แม้ว่าข้ารับใช้ในวังจะมองนางเป็นเชลยเสียส่วนมากก็ตาม เพราะแบบนั้นการปฏิบัติต่อนางจึงไม่มีทั้งความยำเกรงและเคารพ เพราะคิดว่าไม่นานหัวของนางคงถูกตัดแล้วนำไปประกาศสงคราม
“หัวของข้าจะถูกตัด!?”
ซือซือยกมือกุมคอของตนเองพลางเบิกตาโต วันนี้ทั้งวันนางมัวแต่ยุ่งอยู่กับการสะสมพลังปราณ ไม่ได้คิดเลยว่าจะมีภัยจ่ออยู่ใกล้ลำคอถึงเพียงนี้
มิน่านางกำนัลรับใช้ในตำหนักของนางจึงดูหมดอาลัยตายอยาก เหมือนกับพวกนางรู้ชะตาตัวเองในอนาคตแล้วว่าจะต้องตายไปกับนางอย่างแน่นอน
แต่ถึงอย่างนั้นตำหนักของนางก็ยังคงประดับประดาไปด้วยของมีค่า และพื้นที่ก็กว้างขวางโอ่อ่า ไม่ถึงขนาดขัดสนหรือใกล้เคียงคำว่าเชลยเลยสักนิด
อย่างไรนางก็มีสายเลือดของแคว้นมู่อยู่ครึ่งหนึ่งนี่นะ
แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้
หลังจากได้รู้เรื่องราวทั้งหมดที่ควรจะต้องรู้ ซือซือก็นอนวางมือลงบนตะเกียงแล้วดูดซับพลังปราณไปตลอดทั้งคืน
ตัวนางในตอนที่เป็นเซียนมากฝีมือนั้นได้คิดค้นวิชาที่ช่วยให้แข็งแกร่งได้รวดเร็วขึ้น ในตอนที่ตื่นเช้าขึ้นมาร่างกายของซือซือก็เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชา
หากมีคนอยากตัดคอนาง ตอนนี้เกรงว่าคงจะยากแล้ว
ในเมื่ออยู่ในวังแล้วมีฐานะเป็นองค์หญิงผู้ต่ำต้อย อีกทั้งยังเป็นตัวหายนะของข้ารับใช้ทั้งตำหนัก เช่นนั้นซือซือคิดว่าตัวเองไม่ควรจะอยู่ที่นี่
“ข้าอยากพบผู้ที่รับหน้าที่จัดการแรงงานในวัง ไปตามเขามาหาข้าที”
นางกำนัลของซือซือก้มหน้ารับคำก่อนจะรีบออกไปตามหาคน แต่หลังจากออกไปแล้ว ซือซือก็ต้องรออยู่นานสองนาน จนนางกินอาหารมื้อเช้าและอาหารมื้อกลางวัน คนที่นางให้ไปตามก็ยังไม่กลับมา
และเมื่อมื้อเย็นมาถึง นางกำนัลของซือซือก็กลับมาในสภาพฟกช้ำพร้อมกับนางกำนัลอาวุโสคอตั้งอีกหนึ่งคน
“ไม่ทราบว่าองค์หญิงเรียกหาหม่อมฉันด้วยเรื่องอันใดหรือเพคะ” อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจอีกทั้งยังใช้สายตามองต่ำใส่ซือซือที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว
ซือซือมองนางกำนัลของตนเองที่ตอนเช้ายังไม่มีรอยฟกช้ำ แต่ว่าตอนนี้ปรากฏรอยช้ำทั้งใบหน้าและลำตัว
“นางทำผิดอะไรจึงต้องถูกลงโทษเช่นนี้”
ซือซือผละออกจากโต๊ะอาหารตรงหน้าแล้วยืนเผชิญหน้ากับนางกำนัลอาวุโส
หากตีคนของนางด้วยข้ออ้างไร้แก่นสาร เช่นนั้นนางก็จะใช้ข้ออ้างไร้แก่นสารกับอีกฝ่ายเช่นกัน
“นางกำนัลของพระองค์เข้าไปขัดขวางการทำหน้าที่ของหม่อมฉัน ทำให้หม่อมฉันจัดการงานที่ต้องถวายองค์หญิงรองไม่ทัน หม่อมฉันจึงสั่งให้โบยนางเพคะ”
ซือซือหันไปเลิกคิ้วใส่คนของตนเองก่อนอีกฝ่ายจะส่ายหน้าตอบกลับมา
“องค์หญิงใหญ่จะเชื่อนางกำนัลขั้นต่ำผู้นี้มากกว่านางกำนัลอาวุโสระดับสูงที่อยู่มาตั้งแต่พระองค์ยังไม่เกิดเช่นหม่อมฉันงั้นหรือเพคะ”
คำถามด้วยน้ำเสียงเหยียดหยันทำให้ซือซือรู้สึกมือกระตุก นางขยับร่างกายของตนเองอย่างยืดเส้นยืดสาย
“ก็ไม่รู้ว่าเมื่อยอะไรนักถึงได้ขยันเหยียดกันขนาดนี้ แต่ในเมื่อคนของข้าได้ทำผิดและได้รับโทษ เช่นนั้นเจ้าก็จงรับโทษเช่นกัน”
“บังอาจ! หม่อมฉันเป็นคนของกุ้ยเฟย พระองค์มีสิทธิ์ลงโทษอะไรกัน!”
“เด็ก ๆ ตัดลิ้นนางกำนัลอาวุโสขั้นสูงผู้นี้มาถวายข้า เพราะว่านางพูดจาไม่อ่อนหวานเหมือนชาววัง อีกทั้งยังกระแทกน้ำเสียงใส่ข้า”
ซือซือไม่สนใจคำทัดทาน นางหันไปพยักหน้าให้คนของตนเองจัดการตามที่สั่ง จนกระทั่งนางกำนัลอาวุโสถูกกดลงกับพื้นและมีมีดจ่ออยู่ที่ปาก จากคำด่าและคำขู่จึงเปลี่ยนเป็นคำขอร้องอ้อนวอนแทน
“ขออภัย ขออภัยเพคะ หม่อมฉันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ขออภัยเพคะ!”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกลัวจนร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล ซือซือก็เลิกแกล้ง คนที่รังแกคนอื่นโดยใช้ข้ออ้างไร้หัวคิด ก็สมควรที่จะถูกเอาคืนด้วยวิธีเดียวกัน เพียงแต่ว่านางไม่ได้ลงมือจริง ๆ เท่านั้นเอง
“ลิ้นของเจ้าไม่อร่อยเหมือนลิ้นวัว ข้าไม่อยากกินหรอกนะ”
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายจะตัดลิ้นไปทำอะไรนางกำนัลอาวุโสก็ตัวอ่อนลงไปกองที่พื้น