โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

การล้างแค้นของเทพสงคราม

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 พ.ค. 2567 เวลา 13.05 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2567 เวลา 13.05 น. • Asasel
อำมหิต พิศวาส และความแค้น จักประทุทำลายสู่ศัตรูแห่งข้าเทพสงครามผู้หวนคืน

ข้อมูลเบื้องต้น

(คำแนะนำสำคัญก่อนอ่าน)

ตอน 18+ ในเรื่องจะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อเนื้อเรื่องหลักแต่อย่างใด ซึ่งจะเป็นการอ่านฉากอย่างว่าทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นผู้อ่านท่านใดที่ไม่สันทัดการอ่านนิยายแนว 18+ สามารถข้ามตอนนั้นๆได้ทันทีครับ

ขอบเขตพลังในดินแดนต้าหยวน

ระดับรากฐาน 1-9

ระดับปรานแท้ 1-9

ระดับปรานปฐพี 1-9

ระดับปรานนภา 1-9

ระดับราชันย์ 1-9

ระดับจอมราชันย์ 1-9

ขอบเขตพลังผู้ใช้อักขระในดินแดนต้าหยวน

ระดับอักขระสีขาว 1-3

ระดับอักขระสีเขียว 1-3

ระดับอักขระสีฟ้า 1-3

ระดับอักขระสีทอง 1-3

ระดับอักขระสีแดง 1-3

ระดับอักขระสีดำ ไม่มีขั้น

ระดับทักษะ ศาสตราวุธ เม็ดยา

ระดับรากฐาน

ระดับดิน

ระดับฟ้า

ระดับเหนือเมฆา

ระดับราชันย์

ระดับจอมราชันย์

ขอบเขตพลังสัตว์อสูรในดินแดนต้าหยวน

ระดับต้น 1-9

ระดับกลาง 1-9

ระดับสูง 1-9

ระดับกายมาร 1-9

ระดับจิตมาร 1-9

ระดับมารคลั่ง 1-9

ค่าเงินในดินแดนต้าหยวน

1000 ตำลึง = 1 ตำลึงเงิน

1000 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง


ขอบเขตพลังในมหาทวีปเทพเซียน

ระดับกึ่งเซียน 1-9

ระดับเซียนแท้ 1-9

ระดับราชันย์เซียน 1-9

ระดับจักรพรรดิเซียน 1-9

ระดับเทพเซียน 1-9

ขอบเขตผู้ใช้อักขระในมหาทวีปเทพเซียน

อักขระสีดำทอง 1-3

อักขระสีม่วงทอง 1-3

อักขระสีเงิน 1-3

อักขระสีเงินทอง 1-3

อักขระสีรุ้ง ไม่มีขั้น

ระดับทักษะ ศาสตราวุธ เม็ดยา

ระดับจักรพรรดิ

ระดับมหาจักรพรรดิ

ระดับโลกา

ระดับมหายุทธ

ระดับเทพยุทธ

ขอบเขตสัตว์อสูรในมหาทวีปเทพเซียน

ระดับกึ่งมาร 1-9

ระดับมารแท้ 1-9

ระดับมารเซียน 1-9

ระดับจักรพรรดิมาร 1-9

ระดับมารสวรรค์ 1-9

ค่าเงินในมหาทวีปเทพเซียน

1000 เหรียญเงิน = 1 เหรียญทอง

1000 เหรียญทอง = 1 เหรียญผลึกม่วง

อัตราแลกเปลี่ยนในสำนักเซียน

100 หินปรานระดับต่ำ = 1 หินปรานระดับกลาง

100 หินปรานระดับกลาง = 1 หินปรานระดับสูง

100 หินปรานระดับสูง = 1 ผลึกหินปราน

จุดเริ่มต้น

ณ มหาทวีปอันกว้างใหญ่ไพศาลอันเป็นที่อาศัยของเหล่ามนุษย์และสัตว์ป่ามากมายหลากหลายชนิด ทว่าภายในดินแดนแห่งนี้มนุษย์นั้นล้วนมีความสามารถในการบ่มเพาะพลังกลายเป็นผู้ฝึกตน สัตว์ป่าดูดซับพลังฟ้าดินหยินและหยางจนกลายเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเทียบเท่ามนุษย์ และทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ล้วนอยู่ในมหทวีปที่ถูกเรียกว่าต้าหยวนนั่นเอง

ในมหาทวีปต้าหยวนอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 อาณาจักรอันได้แก่อาณาจักรหลงที่อยู่ทางเหนือ อาณาจักรเทียนที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ และอาณาจักรเฉินที่อยู่ทางตะวันตกเฉียง ซึ่งทั้ง 3 อาณาจักรดังกล่าวต่างทำสงครามแย่งชิงดินแดนกันเรื่อยมาจวบจนกลายเป็นความบาดหมางไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือความเป็นมาแบบคร่าวๆของมหาทวีปต้าหยวนแห่งนี้

แต่ทว่าหลังจากที่ผ่านการทำสงครามกันมาอย่างยาวนาน ในที่สุดราชวงศ์ทั้ง 3 ก็ตัดสินใจยุติสงครามกันมาอย่างยาวนานเมื่อ 300 ปีก่อน เพราะทั้ง 3 อาณาจักรต่างสูญเสียทั้งทหารและผู้ฝึกตนไปเป็นจำนวนมากจากสงครามที่เต็มไปด้วยเลือด ซึ่งทั้ง 3 อาณาจักรจึงได้ตัดสินใจลงนามยุติสงครามเพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ชายแดนทั้ง 3 อาณาจักรสงบสุขและได้รับการเยียวยาจากการสูญเสีย ทำให้ในเวลานี้ทั้ง 3 อาณาจักรมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะพลังเสียมากกว่า เพื่อที่จะมีพลังพลังมากพอในการข่มอาณาจักรรอบข้างนั่นเอง

"อืม!! แบบนี้เองสินะ นี่คือมหาทวีปต้าหยวนจริงๆ และที่ๆข้าอยู่ในปัจจุบันคือเมืองหยกคราม ที่ปกครองโดย 3 ตระกูลใหญ่ได้แก่ตระกูลซ่ง ตระกูลเจียว และตระกูลหลาง ส่วนข้าเองก็คือนายน้อยคนที่ 3 ของตระกูลหลางและเป็นลูกเมียน้อยนามว่าหลางเฮ่าเทียนสินะ" และนี่คือเสียงของเด็กหนุ่มนามว่าหลางเฮ่าเทียนที่กำลังอ่านข้อมูลอยู่ในหอตำรานั่นเอง

เดิมทีแล้วเด็กหนุ่มนามว่าหลางเฮ่าเทียนคนนี้เป็นเด็กหนุ่มที่ค่อนข้างอาภัพแม้ว่าจะเกิดมาเป็นคุณชายของตระกูลใหญ่ก็ตาม แต่เนื่องจากเขาเป็นลูกเมียน้อยลำดับที่ 3 ที่ผู้เป็นแม่มาจากตระกูลพ่อค้าเล็กๆตระกูลหนึ่งเท่านั้นจึงทำให้พวกเขาไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าที่ควร ซ้ำร้ายเมื่อเขาเกิดมากลับมีร่างกายที่ไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้ เนื่องจากเส้นชีพจรทั้งหมดถูกปิดกั้นทังหมด เส้นพลังปรานทั้งหมดขาดสะบั้นไม่เหลือชิ้นดี ทำให้ในวัยเด็กเขาอ่อนแอกว่าเด็กทั่วๆไปและยังมีบุคลิคที่อ้วนฉุเป็นหมูตอนอีกด้วย จึงทำให้เป็นที่กลั่นแกล้งและเป็นที่น่ารังเกียจของคนในตระกูล จะมีก็เพียงผู้เป็นแม่ของเขาเท่านั้นที่คอยดูแลห่วงใยเขามาตลอด แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อนแม่ของหลางเฮ่าเทียนก็ล้มป่วยและได้ตายลงไปอย่างกระทันหัน ทำให้หลางเฮ่าเทียนไม่มีใครคอยปกป้องอีกต่อไป ส่วนผู้เป็นพ่ออย่างหลางอวิ๋นเซียวนั้นต้องจัดการงานของตระกูลทั้งภายในและภายนอกจนทำให้ไม่มีเวลามาดูแลหลาวเฮ่าเทียนแม้แต่น้อย ทำให้เขาถูกกลั่นแกล้งสารพัดต่างๆนาๆ จนกระทั่งสุดท้ายแล้วตัวของเขาก็ตัดสินใจกินยาพิษฆ่าตัวตายตามผู้เป็นแม่ไปในตำหนักของตนนั่นเอง

"เห้อ!! ในเมื่อข้าถูกลิขิตให้ต้องมาจุติในร่างของเด็กคนนี้ ข้าเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้วล่ะนะ ชีวิตของเด็กคนนี้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดีแต่ดันอาภัพไปหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงเมื่อข้าได้มาจุติลงในร่างนี้ข้าจะแก้แค้นแทนเจ้าเอง จากนี้ต่อไปข้าไม่ใช่เทพสงครามจินฉางอีกต่อไปแล้ว ข้าคือหลางเฮ่าเทียนและข้าขอสาบานต่อสวรรค์ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตข้าจะกลับไปแก้แค้นและฆ่าพวกมันให้หมด ไอ้พวกเนรคุณที่ทรยศต่อข้าผู้นี้ข้าจะทำให้มันดั่งตายทั้งเป็นทุกๆคน ฮึ่ม!!" ตัวของหลงเฮ่าเทียนกำหมัดและสบถขึ้นด้วยความเจ็บแค้นที่ตนเคยถูกหักหลังและถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมนั่นเอง

ก่อนหน้านั้นที่เขาจะมาจุติในร่างของหลางเฮ่าเทียน ตัวของเขาเป็นถึงอดีตเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ได้รับขนานนามเทพสงครามด้วยกัน เขาคือผู้ใช้ศิลปะการต่อสู้ที่ชำนาญทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นกระบี่ ดาบ หอก ธนู ขวาน ไม่ว่าจะเป็นศาสตราวุธชิ้นไหนเขาก็สามารถใช้มันได้ทั้งหมด นอกจากนี้เขายังเป็นนักปรุงยาชั้นยอดที่ไม่มีใครทัดเทียม และยังเป็นผู้ใช้วิชาอักขระที่ทรงพลัง แม้จะไม่เท่ากับเทพสงครามอีก 1 คนที่อยู่เหนือกว่าในด้านนี้ก็ตาม แต่เขาก็ยังนับว่าเป็นผู้ชำนาญและแข็งแกร่งมากที่สุดก็ว่าได้เลยทีเดียว

แต่แล้วในวันหนึ่งเทพสงครามจินฉางก็ได้พบกับมิติแห่งดวงดาวและได้รับสมบัติสวรรค์ที่ไม่มีใครสามาถครอบครอง โดยสมบัติทั้ง 3 ได้แก่กระบี่มหาสูญตา เตาปรุงยา 9 มังกรสวรรค์ และเคล็ดวิชาจิตเทพมังกรมาร ซึ่งพวกมันเป็นสมบัติที่เหนือยิ่งกว่าที่จินฉางเคยพบพานมา แม้แต่เคล็ดวิชาดังกล่าวก็ยังเหนือกว่าเคล็ดวิชามหาเทพ 7 ทองคำของของเขาราวฟ้ากับเหว ดังนั้นเขาจึงเก็บมันเอาไว้ทั้งหมดเพื่อศึกษามัน แต่ทว่านั่นคือจุดเริ่มต้นหายนะของเขาอย่างแท้จริง เพราะหลังจากนั้นข่าวที่จินฉางพบสมบัติสวรรค์ก็ถูกเผยแพร่ออกไป ซึ่งคนที่เผยเรื่องนี้นั่นก็คือลูกศิษย์เอกทั้ง 3 ของจินฉางที่ต้องการสมบัติของจินฉาง และทำให้เทพสงครามอีก 2 คนเปิดศึกแย่งชิงสมบัติของจินฉางทันที ซึ่งในการต่อสู้ครั้งนั้นกินเวลาไปยาวนานกว่า 3 วัน 3 คืน สุดท้ายจินฉางบาดเจ็บสาหัสตาซ้ายบอดสนิทและเสียแขนขวา แต่เทพสงครามอีก 2 คนก็ถูกจินฉางฆ่าตาย นี่แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของจินฉางที่สามารถรับมือกับเทพสงครามที่อยู่ในระดับเดียวกับตนได้พร้อมกัน 2 คน แต่สุดท้ายแล้วจินฉางก็ต้องตายด้วยมือลูกศิษย์ของตัวเองพร้อมกับเหล่าอาวุโสในสำนักที่ตนเคยไว้ใจ ทำให้จินฉางทั้งโกรธและเกลียดที่ตนตาบอดรับสุนัขเข้ามาไว้ข้างกายจนมันกลับมาแว้งกัดตนเองจนสิ้นชีพ แต่ก่อนตายนั้นเคล็ดวิชาจิตเทพมังกรมารได้ถูกเลือดของของจินฉางชะโลมจนทั่ว ทำให้มันผสานเข้ากับดวงจิตของจินฉางที่เต็มไปด้วยความแค้นและมันได้ดึงวิญญาณของจินฉางออกมา จนกระทั่งดวงวิญญาณได้ร่วงหล่นมายังมหาทวีปแห่งนี้ และได้ผสานเข้ากับร่างของหลางเฮ่าเทียนที่ตายเพราะยาพิษ ซึ่งในระหว่างนั้นวิญญาณของจินฉางที่ผสานเข้ากับร่างของหลางเฮ่าเทียนแล้วนั้นจึงได้ฟื้นขึ้น และได้รับความทรงจำที่เลวร้ายเข้ามาพร้อมกันด้วยนั่นเอง

"ฟู่วว!! ใจเย็นไว้ ในอดีตเราคือเทพสงครามเชียวนะ แม้อยากจะแก้แค้นเสียตั้งแต่ตอนนี้แต่การบ่มเพาะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เคล็ดวิชามหาเทพ 7 ทองคำของข้าแม้จะทรงพลังมากก็จริง แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้าแข็งแกร่งที่สุดได้ จากนี้ข้าจะใช้เคล็ดวิชาจิตเทพมังกรมารเพื่อแก้แค้นพวกมันทั้งหมด แต่ก่อนอื่น.." ตัวของหลางเฮ่าเทียนพึมพำก่อนจะหลับตาลง

จากนั้นหลางเฮ่าเทียนก็ใช้พลังสำรวจร่างกายของตนอีกครั้งและเห็นว่าร่างกายนี้มันน่าสมเพชถึงขนาดไหน แต่ทว่าหลางเฮ่าเทียนก็รู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดปกติ เพราะเส้นชีพจรที่อุดตันเหล่านี้รวมถึงเส้นปรานที่ขาดสะบั้นทั้งหมดนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นเพราะมีบางคนจงใจทำให้เป็นแบบนี้ ซึ่งหลางเฮ่าเทียนก็พอคาดเดาได้ว่าเป็นใครที่สามารถกล้าลงมือมือทำเรื่องแบบนี้กับตนที่เป็นถึงนายน้อยของตระกูลหลางแห่งนี้

"หึ!! คงเป็นฝีมือของพวกนังแพศยานั่นสินะ แต่พวกแกคิดผิดแล้วที่ทำแบบนี้ ด้วยร่างกายที่ปราศจากการบ่มเพาะพลังมาก่อนทำให้ภายในบริสุทธิ์ แม้จะมีสิ่งสกปรกในเส้นชีพจรแต่เมื่อใดก็ตามที่ข้าขับมันออกไปได้ทั้งหมดแล้วล่ะก็ มันจะเป็นร่างกายที่เหมาะสมกับเคล็ดวิชาจิตเทพมังกรมารอย่างแท้จริง ในอดีตข้านั้นเป็นคนโง่ที่ถูกหลอกแต่จากนี้ไปข้าจะเดินตามเส้นทางที่ข้าต้องการ หากมีหนี้แค้นก็ต้องชำระคืนอย่างสาสม ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะเจ้าหนุ่มน้อย จากนี้ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเอง ในเมื่อเป็นคนดีไม่ได้ข้าก็จะเดินตามเส้นทางที่ชั่วร้ายเอง หึๆๆ" ตัวของหลางเฮ่าเทียนพึมพำก่อนจะออกจากหอตำราของตระกูล และนี่คือจุดเริ่มต้นของเทพสงครามผู้หวนคืนสู่การแก้แค้นนั่นเอง

สร้างเส้นปรานอีกครั้ง

เมื่อหลางเฮ่าเทียนได้ออกจากหอตำราของตระกูลแล้วนั้น มันก็ทำให้ตนพบว่าในเวลานี้เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว ซึ่งหลังจากที่เฮ่าเทียนได้สติหลังจากที่ได้หลอมรวมกับวิญญาณของจินฉาง ตัวของเฮ่าเทียนก็รีบตรงมาที่นี่ตั้งแต่ตอนเย็น หมายความว่าตนใช้เวลาอยู่ในหอตำรากว่า 3 ชั่วยามแล้วนั่นเอง

"ก่อนอื่นคงต้องรีบกลับไปที่ตำหนักก่อน จากนั้นค่อยหาวิธีจัดการกับร่างกายที่อ้วนเหมือนหมูนี้" หลางเฮ่าเทียนพึมพำก่อนจะเดินออกมา

"หืม!! เจ้าออกมาแล้วงั้นรึเฮ่าเทียน เจ้าใช้เวลานานไม่น้อยเลยนะให้หอตำราของตระกูล" ในตอนนั้นก็มีเสียงของชายชราคนหนึ่งดังขึ้น

"ขออภัยผู้อาวุโสหลางเหอที่ทำให้ท่านเดือดร้อน ข้าใช้เวลานานไปหน่อยทำให้ท่านต้องรอปิดหอตำราเพียงเพราะข้าคนเดียว" เฮ่าเทียนกล่าวพร้อมโค้งคำนับ

"โฮ่ะๆๆ ไม่เป็นไรๆ ข้าแค่เห็นว่าเจ้ากระตือรือล้นหาความรู้เช่นนี้ข้าก็ไม่ได้จะขัดขวางแต่อย่างใด แม้ว่าคนในตระกูลจะดูถูกดูแคลนเจ้า แต่ข้าก็หวังว่าเจ้าจะผ่านมันไปได้ เอาล่ะนี่ก็ดึกมากแล้วเจ้ากลับไปพักผ่อนเสียเถอะ" อาวุโสหลางเหอกล่าวก่อนจะเดินมาปิดหอตำรา

จากนั้นตัวของเฮ่าเทียนก็เดินทางกลับมายังตำหนักของตน ซึ่งมันเป็นตำหนักเล็กๆไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร นอกจากนี้มันยังอยู่ในสวนไผ่ที่อยู่ในส่วนลึกสุดของตระกูล ไม่มีใครเข้ามาสนใจใยดีที่นี่แม้แต่คนเดียว โดยในตอนนี้ภายในตำหนักก็มีเพียงแค่เฮ่าเทียนและข้ารับใช้อีก 1 คน โดยเขาเป็นผู้ติดตามของเฮ่าเทียนนั่นเอง โดยชายคนนี้มีชื่อว่า จ้าวฟาง นั่นเอง

"นายน้อยกลับมาแล้ว ข้าเตรียมอาหารไว้ให้แก่นายน้อยแล้วขอรับ" จ้าวฟางวิ่งมาพร้อมรีบประคองแขนของเฮ่าเทียน

"ข้ายังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ ว่าแต่..เจ้าดูผอมลงนะ คงยังไม่ได้กินอะไรสินะ" เฮ่าเทียนกล่าวถามหลังจากเห็นสภาพของจ้าวฟางที่ดูอิดโรย

"สำหรับข้าแล้วขอแค่ได้เห็นนายน้อยนอนหลับกินอิ่มข้าก็ดีใจแล้ว ชีวิตนี้ของข้าหากไม่ได้นายน้อยช่วยไว้เมื่อ 5 ปีก่อนข้าก็คงตายอยู่ในสลัมแล้วขอรับ เอาล่ะนายน้อยมาทานอาหารก่อนเถิดขอรับ" จ้าวฟางกล่าวก่อนจะรีบเปิดประตูให้เฮ่าเทียนทันที

เมื่อเฮ่าเทียนได้เห็นว่าจ้าวฟางนั้นดูแลเอาใจใส่ตนขนาดไหน มันก็ทำให้เฮ่าเทียนนึกย้อนไปในอดีตเล็กน้อย ในตอนนี้สถานะของเฮ่าเทียนเองก็ไม่ได้ดีมากนักแต่จ้าวฟางก็ยังรับใช้ไม่ทิ้งไปไหน ทั้งๆที่เขาสามารถไปรับใช้นายน้อยคนอื่นเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของตน นี่คือบุคลิคของผู้กตัญญูรู้คุณต่างจากลูกศิษย์ของเขาที่ลงมือสังหารได้แม้กระทั่งอาจารย์ที่ชุบเลี้ยงมา แน่นอนว่าเฮ่าเทียนเห็นในความดีของจ้าวฟางจึงอยากจะตอบแทนในภายหลังเช่นกัน เพราะคนดีๆแบบนี้เลี้ยงไว้ข้างตัวก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด

"เอาล่ะจ้าวฟาง ข้ามีงานให้เจ้าทำในวันพรุ่งนี้ เจ้าจงนำสิ่งนี้ไปยังโรงจำนำตระกูลเซี่ยซะ และซื้อบางสิ่งที่ข้าต้องการกลับมา" เฮ่าเทียนกล่าวก่อนจะยื่นกำไลสีเขียวให้แก่จ้าวฟาง

"ตะ..แต่นายน้อยขอรับ นี่คือกำไลที่นายท่านมอบให้แก่นายหญิง นายน้อยจะ.." จ้าวฟางที่ได้เห็นก็เริ่มลังเลที่จะรับมันมา

"ของแบบนี้มันไม่จำเป็นสำหรับข้า เจ้าแค่จัดการตามที่จ้าสั่งก็พอแล้ว" เฮ่าเทียนกล่าวก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะอาหาร

"ขะ..เข้าใจแล้วขอรับ แต่ว่านายน้อยต้องการให้ข้าซื้อสิ่งใดบ้างขอรับ" จ้าวฟางกล่าวก่อนจะนำหมึกกับพู่กันมาให้แก่เฮ่าเทียน

"ข้าต้องการแกนอสูรระดับรากฐานขั้นต่ำ ส่วนที่เหลือซื้อหญ้าวิญญาณระดับต่ำทั้งหมดมาซะ" เฮ่าเทียนกล่าวโดยไม่ได้จดแต่อย่างใด

"ขะ..เข้าใจแล้วขอรับ พรุ่งนี้ข้าน้อยจะรีบไปจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่เช้ามืดขอรับ" จ้าวฟางกล่าวก่อนจะรีบเก็บกำไลนั้นทันที

ตัวของเฮ่าเทียนไม่พูดอะไรก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตน จากนั้นเฮ่าเทียนจึงนั่งสมาธิและเริ่มเดินพลังทันที แต่ทว่าด้วยการที่เส้นชีพจรอุดตันและเส้นปรานขาดสะบั้นทั้งหมด ทำให้เฮ่าเทียนไม่สามารถรวบรวมพลังปรานเข้ามาในร่างได้ แต่ในอดีตเขาคือเทพเจ้าสงครามผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเขาจึงรู้วิธีดึงพลังปรานรอบตัวมาห่อหุ้มร่างกายและใช้มันโจมตีคู่ต่อสู้ได้ อย่างน้อยๆมันก็พอที่จะทำให้เฮ่าเทียนสามารถใช้วิชานี้ป้องกันตัวจากพวกที่คอยกลั่นแกล้งตนเอง

"หึ!! รอก่อนเถอะ หนี้ที่พวกแกสร้างเอาไว้ข้าจะค่อยๆคืนทบต้นทบดอกทั้งหมดเลยทีเดียว" ตัวของเฮ่าเทียนแสยะยิ้มก่อนจะหลับตาลงพร้อมล้มตัวลงนอนทันที

***********************************

เช้าวันต่อมาตัวของเฮ่าเทียนได้ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายและรู้สึกสมเพชกับร่างกายที่อ้วนเหมือนหมูเช่นนี้ จากนั้นเฮ่าเทียนจึงออกมาด้านนอกเพื่อออกกำลังกายเล็กน้อยให้พอได้เหงื่อ ก่อนที่ในเวลาเพียงไม่นานนักตัวของจ้าวฟางจะกลับมา

"นายน้อย ไม่คิดเลยว่าตัวของนายน้อยจะออกกำลังกายตอนเช้าด้วยนะขอรับ" จ้าวฟางที่เดินเข้ามากล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจ

"ข้าแค่อยากเปลี่ยนตัวเองดูบ้างน่ะ ว่าแต่ของที่ข้าสั่งไปล่ะ" เฮ่าเทียนหันมากล่าวถาม

"ข้าได้มาแล้วขอรับ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้มากเท่าไหร่นักหรอกขอรับ ดูเหมือนว่าพวกเขา..เอ่อ.." จ้าวฟางกล่าวพร้อมมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

"ไม่เป็นไร คนพวกนี้ต้องการกดราคาของมันโดยที่เจ้าทำอะไรมากไม่ได้สินะข้าย่อมรู้เรื่องแบบนี้ดี แต่เพียงเท่านี้มันก็มากพอแล้วสำหรับข้า เอาล่ะไปต้มน้ำให้ข้าซะข้าอยากจะแช่น้ำซักหน่อย" เฮ่าเทียนกล่าวก่อนจะเก็บของเหล่านั้นมา

"ทราบแล้วขอรับ และข้าจะเตรียมอาหารเช้าไว้ให้นายน้อยนะขอรับ" จ้าวฟางกล่าวก่อนจะรีบวิ่งไปต้มน้ำให้เฮ่าเทียนทันที

หลังจากนั้นไม่นานนักตัวของจ้าวฟางก็เตรียมน้ำร้อนลงในถังและเตรียมน้ำอุ่นลงไปผสม แต่ทว่าเฮ่าเทียนก็เข้ามาทันและสั่งให้จ้าวฟางต้มน้ำร้อนลงไปทั้งหมดไม่ต้องผสมน้ำอุ่นแต่อย่างใด ซึ่งจ้าวฟางก็สงสัยและทำตามที่เฮ่าเทียนบอกมา ก่อนที่เฮ่าเทียนจะโยนหญ้าวิญญาณทั้งหมดลงไปในอ่างอาบน้ำ และตามด้วยแกนอสูรระดับต่ำทันที

"เอาล่ะ ได้เวลาชำระล้างร่างกายพร้อมกับสร้างเคล็ดวิชาของตนเองแล้ว" เฮ่าเทียนกล่าวก่อนจะลงไปแช่ในอ่างอาบน้ำทันที

แน่นอนว่าตัวของเฮ่าเทียนในตอนนี้ยังไม่ได้เป็นผู้ฝึกตน มันก็ย่อมที่จะทำให้ตัวของเขาไม่สามารถต้านทานความร้อนของน้ำที่เพิ่งต้มร้อนๆเหล่านี้ได้ แต่ทว่าเฮ่าเทียนได้ใช้เทคนิคนำพลังฟ้าดินโดยรอบเข้ามาห่อหุ้มร่างกาย ทำให้ลดทอนความร้อนของน้ำไปได้ 4-5 ส่วน แต่กระนั้นมันก็ยังคงร้อนมากอยู่ดี ทว่าเฮ่าเทียนไม่มีทางเลือกนอกจากทำแบบนี้ ก่อนที่ตนจะรวบรวมสมาธิและดึงพลังปรานจากหญ้าวิญญาณเข้ามาในร่างทั้งหมดเพื่อห่อหุ้มร่างกาย จากนั้นก็ดึงพลังปรานอสูรจากแกนอสูรโดยตรงเข้ามาในร่าง เพื่อสร้างเส้นปรานที่ขาดสะบั้นของตนขึ้นมาใหม่นั่นเอง

"อึ่ก!! อ้ากกก!! ไม่!! ข้าต้องไม่ยอมแพ้!! กับอีแค่ความเจ็บปวดแค่นี้มันยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ข้าและเจ้าเด็กนี่เจอมา!! ข้าต้องอดทนไว้ให้ได้!!" ตัวของเฮ่าเทียนสบถพร้อมกับร่างกายที่เริ่มกลายเป็นสีแดงทั้งตัว

ฟู่วๆๆ!! กรร!! จากนั้นเคล็ดวิชาจิตเทพมังกรมารที่เฮ่าเทียนเปิดใช้งานเพื่อสร้างเส้นปรานขึ้นมาใหม่นั้นมันก็ได้มีเสียงคำรามเล็กๆดังขึ้นในหัว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเฮ่าเทียนกำลังก้าวเท้าเข้าสู่โลกแห่งผู้ฝึกตนอีกครั้ง จากนั้นไม่นานนักเส้นปรานเส้นแรกจากทั้งหมดก็ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ มันเป็นเส้นปรานสีดำทมิฬซึ่งมาจากเคล็ดวิชาจิตเทพมังกรมารนั่นเอง

ว้ากก!! ฟู่วว!! เมื่อเฮ่าเทียนได้สร้างเส้นปรานเส้นแรกขึ้นมาได้สำเร็จ พลังอันแสนอำมหิตและน่าขนลุกก็แผ่ออกมาจากร่างของเฮ่าเทียน จากนั้นสิ่งสกปรกที่อุดตันในเส้นชีพจรทั้งหมดก็ค่อยๆถูกชำระล้างอย่างรวดเร็ว น้ำในถังมีเมือกสีดำที่ส่งกลิ่นเหม็นออกมา นอกจากนี้น้ำหนักของเฮ่าเทียนลดลงอย่างน่าเหลือ แม้จะไม่ผอมลงซะทีเดียวแต่ก็ถือว่าลดลงมาได้เยอะพอสมควรจากการสร้างเส้นปรานสำเร็จในครั้งนี้

"ฟู่ววว!! ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ แต่ก่อนอื่นคงต้องให้จ้าวฟางกลับมาจัดการตรงนี้ให้เรียบร้อย" เฮ่าเทียนกล่าวจบก็เดินออกมาจากห้องอาบน้ำทันที

หลังจากที่เฮ่าเทียนได้จัดแจงสวมชุดของตนอีกครั้งแล้วนั้น ตัวของเฮ่าเทียนก็เดินออกมาจากตำหนักของตนและเดินมาที่สวนหน้าตำหนัก ซึ่งที่นี่ล้วนเป็นสถานที่เงียบสงัดที่เต็มไปด้วนป่าไผ่ และมีกลิ่นอายพลังฟ้าดินเบาบางอยู่รอบๆ หากเฮ่าเทียนจะสร้างตันเถียนขึ้นมาเพื่อรองรับเคล็ดวิชาของตนเกรงว่ามันจะไม่พอ ดังนั้นเฮ่าทียนจึงนึกความทรงจำของเจ้าของร่าง และพบว่าไม่ไกลจากเมืองมากนักมีอีก 1 สถานที่ๆเรียกว่าภูเขามารคลั่งอยู่ไม่ไกล ซึ่งที่นั่นอาจจะจะมีพื้นที่สำหรับการสร้างตันเถียนให้แก่เฮ่าเทียนก็เป็นได้

"หืม!! นายน้อยท่านออกมาแล้ว และตัวของนายน้อยยังดูเปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย หรือว่านายน้อยจะสามารถบ่มเพาะพลังได้แล้วหรือขอรับ!!" จ้าวฟางที่เพิ่งกลับมากล่าวด้วยความดีใจ

"ถูกต้อง แต่มันยังไม่สมบูรณ์ไปซะทีเดียว ข้าต้องไปอีก 1 สถานที่ จงไปเตรียมข้าวของให้พร้อมซะ" เฮ่าเทียนกล่าว

"ขะ..ขอรับ ว่าแต่นายน้อยจะไปที่ใดหรือขอรับ" จ้าวฟางกล่าวถามอีกครั้ง

"ภูเขามารคลั่ง รีบไปเตรียมตัวให้พร้อมและห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร ไปได้แล้ว" เฮ่าเทียนสั่งอีกครั้งทำให้จ้าวฟางรีบไปจัดการทันที

หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปได้ราวๆ 1 เค่อเท่านั้น ตัวของจ้าวฟางก็นำสิ่งที่ต้องใช้ของเฮ่าเทียนมาทั้งหมด นอกจากนี้ยังนำดาบมาให้แก่เฮ่าเทียนพกติดตัวไว้ด้วย ซึ่งเฮ่าเทียนก็สังเกตุดาบในมือที่จ้าวฟางนำมาให้ แม้มันจะไม่ใช่ดาบที่ทรงอานุภาพน่ากลัว แต่มันก็พอที่จะบั่นศรีษะของศัตรูได้เมื่ออยู่ในมือของเฮ่าเทียน จากนั้นทั้ง 2 ก็เดินออกจากตำหนักไปยังโรงเก็บม้าทันที

"เอ่อ..นายน้อยขอรับ ข้าอยากทราบว่าทำไมนายน้อยต้องไปยังสถานที่อันตรายอย่างภูเขามารคลั่งด้วยขอรับ" จ้าวฟางกล่าวถาม

"เพื่อความสำเร็จของตัวข้าเอง และตัวของเจ้าด้วย" เฮ่าเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจสุดขีด

แต่ทว่าในขณะที่ทั้ง 2 กำลังเดินตรงไปยังคอกม้าของตระกูลอยู่นั้น ทั้ง 2 ก็ต้องผ่านลานฝึกของตระกูลหลางที่มีเด็กในตระกูลมาฝึกอยู่ที่นี่ ซึ่งพวกเขาเป็นเหล่าลูกหลานของอาวุโสในตระกูล และบางคนก็เป็นลูกหลานของข้ารับใช้ที่มีหน้าที่ดูแลบุตรหลานของคนในตระกูลจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแน่นอนว่าการที่เฮ่าเทียนเดินผ่านย่อมตกเป็นเป้าสายตาของคนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน และ 1 ในนั้นก็ดันมีคนที่เฮ่าเทียนคนก่อนทั้งเกลียดและทั้งกลัวอยู่ด้วย

"โอ้!! ข้านึกว่าใครเดินผ่านมาเสียอีก ที่แท้ก็น้องชายของข้านี่เอง" เป็นเสียงของเด็กหนุ่มอายุราวๆ 16-17 กล่าวขึ้นก่อนจะเดินตรงมา

"นะ..นายน้อยขอรับ ท่านรีบหนีไปเถิดขอรับ ข้าจะ.." ตัวของจ้าวฟางที่เห็นเจ้าก็ถึงกับสั่นกลัวและรีบวิ่งมาปกป้องตัวของเฮ่าเทียน

"เจ้าไม่ต้องตื่นตระหนกไปจ้าวฟาง ข้าจัดการเอง" ตัวของเฮ่าเทียนกล่าวก่อนจะหันมามองที่ชายหนุ่มตรงหน้าพร้อมหรี่ตามอง ตอนนี้ตัวของมันไม่รู้เลยว่าเฮ่าเทียนคนก่อนได้ตายไปแล้ว และเฮ่าเทียนตรงหน้าคือตัวตนที่มันไม่สมควรเข้ามามีเรื่องด้วยแม้แต่น้อย

การปรากฏตัวของหลางอวิ๋นเซียว

หลังจากที่เฮ่าเทียนได้เผชิญหน้ากับพี่ชายต่างมารดาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ตัวของเฮ่าเทียนไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป แต่เป็นเฮ่าเทียนที่มีจิตวิญญาณของเทพเจ้าสงครามครอบครองอยู่ โดยพี่ชายต่างมารดาของเฮ่าเทียนที่อยู่ตรงหน้ามีชื่อว่าหลางอู่หยาง เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของภรรยาลำดับที่ 2 ซึ่งมารดาของหลางอู่หยางเป็นถึงตระกูลใหญ่จากเมืองทางเหนือนั่นเอง

"โห!! น่าแปลกจริงๆที่น้องชายสุดที่รักของข้ายังไม่ยอมคุกเข่าเมื่อเห็นหน้าของข้า คงลืมไปแล้วสินะว่าต้องทำตัวเยี่ยงไรเมื่อพบกับข้าผู้นี้" หลางอู่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง

"หึ!! ไอ้เด็กอวดดีนี่ เจ้าเป็นบิดาข้าหรืออย่างไรถึงสั่งให้ข้าคุกเข่า ไสหัวไปซะในขณะที่ข้ายังใจดีอยู่" เฮ่าเทียนกล่าวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

"ฮ่าๆๆ ไอ้คนอวดดี!! คุณชายอู่หยางอยู่ในระดัยรากฐานขั้นที่ 3 แล้ว มันต่างกับแกที่บ่มเพาะพลังไม้ได้แล้วยังทำตัวอวดดี คุณชายอู่หยางให้ข้าน้อยสั่งสอนมันมั้ยขอรับ" เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆกล่าวถาม

"นั่นสินะ เอาเป็นว่าหักแขนมันข้างหนึ่งก็พอ เจ้าอย่าโทษข้าเลยนะน้องชายสุดที่รักในเมื่อเจ้ากล้าล่วงเกินข้าเช่นนี้ก็สมควรได้รับโทษ" อู่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยองเช่นเคย

"หึ!! ในเมื่อพวกเจ้าแส่หาเรื่องข้าก็จะทำให้พวกเจ้าได้สำนึกในสิ่งที่กระทำต่อจากนี้เอง" เฮ่าเทียนกล่าวพร้อมกับมองเหยียดอีกฝ่าย

"ไอ้สาเลวอวดดี!! เป็นแค่คนไร้พลังแต่กล้ามาแส่หาเรื่อง!!" เด็กหนุ่มนั่นไม่รอช้าพุ่งเข้ามาพร้อมกับใช้หมัดต่อยมาที่เฮ่าเทียนสุดแรง

วูบบ!! ปึงงง!! อ้ากกก!! และในนาทีนั้นใครๆก็ต่างคิดว่าเฮ่าเทียนต้องถูกจัดการเป็นแน่ เพราะเด็กหนุ่มตรงหน้ามีพลังระดับรากฐานขั้นที่ 1 ใกล้จะทะลวงสู่ขั้นที่ 2 แล้ว แต่ทว่าเฮ่าเทียนกลับถอยหลัง 1 ก้าวและดึงพลังปรานที่สะสมอยู่ในเส้นปรานของตน ทำการกระแทกเข้าไปที่ใต้ข้อมือของอีกฝ่ายก่อนจะมาถึงตัว ทำให้หมัดของมันเสยขึ้นไปด้านบนและถูกเฮ่าเทียนใช้เท้าของตนเหยียบไปที่เท้าของมันจนทำให้กรีดร้องออกมา

"ไอ้สารเลว!! เป็นแค่ข้ารับใช้ชั้นต่ำแต่กล้าลงมือกับสายเลือดของตระกูลที่ชุบเลี้ยงแกมา!! ถึงเวลาลงโทษแล้ว!!" เฮ่าเทียนตวาดก่อนจะลงมือ

ปึงง!! อ้อก!! หมับบ!! ปังงง!! ในชั่วพริบตานั้นตัวของเฮ่าเทียนได้ใช้หมัดของตนต่อยไปที่คอหอยของชายคนดังกล่าว ทำให้ตัวของมันเจ็บที่คออย่างรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก มันรีบเอามือกุมที่คอด้วยสีหน้าเจ็บปวด ก่อนที่เฮ่าเทียนจะจับไปที่ผมของมันและกระชากฟาดไปกับพื้นอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั่นก็คือ..

หมับ!! กร๊อบบบ!! อ้า!! ตัวของเฮ่าเทียนได้เหยียบที่แขนขวาของมัน และจับที่มือของมันเอาไว้ก่อนจะดึงขึ้นมาหาตัวเอง ซึ่งผลที่ออกมาก็คือกระดูกบริเวณข้อศอกของมันหักจนกระดูกทะลุออกมาจากเนื้อ ตัวของมันกรีดร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด ทุกๆคนที่ดูอยู่ต่างตกตะลึงที่เห็นเฮ่าเทียนลงมืออย่างโหดเหี้ยม และนั่นทำให้อู่หยางที่กำลังตกตะลึงรีบตั้งสติและพุ่งเข้ามา

"ไอ้สารเลว!! หยุดมือเดียวนี้!!" อู่หยางพุ่งเข้ามาพร้อมพลังของตนที่หมายจะจัดการเฮ่าเทียน

"มาแล้วหรือ เช่นนั้น.." ตัวของเฮ่าเทียนเตรียมลงมือตอบโต้แต่ในนาทีนั้นเอง

"พวกเจ้า 2 คนหยุดเดี๋ยวนี้!!" เป็นเสียงตวาดของหลางอวิ๋นเซียวที่เดินมาพร้อมกับอาวุโส 3 คน

"อึ่ก!! หนอยแน่แก..คาราวะท่านพ่อ" อู่หยางสบถก่อนจะหันมาคำนับต่อพ่อของตน

"คาราวะท่านผู้นำตระกูล" เหล่าเด็กๆในตระกูลรวมถึงเฮ่าเทียนรีบคำนับตามทันที

"อืม!! ไปเรียกหมอแล้วรีบพาเด็กคนนั้นไปรักษาแขนของเขาซะ" หลาวอวิ๋นเซียวหันมาสั่งอาวุโสด้านข้าง

"ขอรับ แล้วท่านจะมอบบทลงโทษอะไรกับนายน้อย 3 ที่รังแกคนในตระกูลงั้นหรือขอรับ" อาวุโสที่อยู่ด้านข้างกล่าวถาม

"ข้าต้องสอบสวนเสียก่อนว่าใครเป็นคนลงมือก่อน แต่จากที่เห็นคงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร" หลางอวิ๋นเซียวกล่าวจบก็เดินมาที่ชายหนุ่มที่กำลังค่อยๆลุกขึ้นมา

"คะ..คะ..คาราวะท่านผู้นำ อึ่ก!!" ชายหนุ่มนั่นค่อยๆพยุงตัวขึ้นด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว

"จงอย่าได้โกหก ใครเป็นคนเริ่มก่อนจงบอกมา" อวิ๋นเซียวกล่าวถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"ปะ..เป็นนายน้อย 3 ที่มาท้าทายพวกข้าขอรับ ข้าแค่ต้องการคำชี้แนะแต่ไม่คิดว่า.." ชายหนุ่มนั่นรีบโกหกเพื่อแก้ตัว

"ไม่จริง!! แกตั้งใจที่จะทำร้ายนายน้อยและพยายามจะหักแขนนายน้อยของข้า!! ไอ้สารเลวนี่บังอาจ.." จ้าวฟางตวาดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดแต่ทว่าเฮ่าเทียนก็ยกมือขึ้นปรามก่อนจะดึงมีดที่เอวของจ้าวฟางมาเหน็บที่เอวของตน

จากนั้นจู่ๆเฮ่าเทียนก็เดินตรงไปที่หลาวอวิ๋นเซียวพร้อมคำนับด้วยท่าทีไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย ทำให้หลางอวิ๋นเซียวรู้สึกว่าบุตรชายของตนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแม้จะไม่ได้เจอหน้ากันมานานกว่า 1 ปีเต็มก็ตาม แต่สิ่งที่หลางอวิ๋นเซียวไม่คาดคิดต่อจากนั้นก็คือ..

หมับบ!! ฉั่ววว!! อ้ากกก!! สิ่งที่เฮ่าเทียนได้ทำต่อหน้าทุกคนแม้แต่หลางอวิ๋นเซียวยังไม่ทันตั้งตัวนั่นก็คือ ตัวของเฮ่าเทียนได้จับไปที่คอของมันและใช้มีดปาดไปที่ปากของมันจนฉีกยาวเกือบถึงหูท่ามกลางผู้คนมากมาย ก่อนที่เฮ่าเทียนจะทิ้งมันลงและเก็บมีดของตนด้วยท่าทีเฉยชา

"ข้าบอกแล้วไงว่าไอ้ขยะอย่างแกมันเป็นแค่ข้ารับใช้ชั้นต่ำ แต่ยังบังอาจหันคมเขี้ยวใส่ผู้เป็นเจ้านาย คนอย่างแกไม่สมควรมีชีวิตอยู่เสียด้วยซ้ำ ท่านว่าอย่างนั้นมั้ยผู้อาวุโส" เฮ่าเทียนกล่าวและหันไปหาอาวุโสด้านหลังโดยตรง

"นี่เจ้า!! บังอาจกระทำความผิดต่อหน้าข้างั้นรึ!!" อาวุโสตวาดด้วยความโกรธ

"ทำไมจะไม่กล้า ที่ผ่านมาข้าถูกพวกมันรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และท่านล่ะในฐานะผู้คุมกฏของตระกูลแหกตาดูบ้างรึเปล่า ข้าชักสงสัยแล้วสิว่าท่านทำหน้าที่ได้เหมาะสมของตระกูลรึเปล่าถึงได้ปล่อยให้เรื่องมันบานปลายขนาดนี้ ซ้ำยังพยายามป้ายความผิดมาให้ข้าอีกทั้งๆที่ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียด้วยซ้ำ" เฮ่าเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย

"เจ้าเด็กนี่..บังอาจ!!" อาวุโสคุมกฎของตระกูลโกรธจัดและระเบิดพลังออกมา

หยุดการกระทำของท่านซะมิเช่นนั้นข้าจะตัดลิ้นของเจ้าทิ้ง" หลางอวิ๋นเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่..

ฮูมมม!! ในนาทีนั้นจิตสังหารของหลางอวิ๋นเซียวก็ระเบิดออกมา ซึ่งมันรุนแรงมากพอจนทำให้เหล่าอาวุโสแทบหายใจไม่ออก จากนั้นเฮ่าเทียนก็กระชากคอเสื้อของชายหนุ่มนั่นที่ตอนนี้หวาดกลัวเฮ่าเทียนสุดขีด ก่อนที่เฮ่าเทียนจะโยนมันลงไปต่อหน้าหลางอวิ๋นเซียวอีกครั้ง

"ทำไมไม่มาเริ่มกันใหม่ล่ะ เอาล่ะพูดความจริงออกมาได้แล้วหรือจะให้ปากอีกข้างของแกถูกฉีกออกเหมือนกัน" เฮ่าเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาพร้อมกับเอามือแตะไปที่มีดของตน

เมื่อตัวของมันเห็นแบบนั้นเข้าก็รีบพูดความจริงด้วยความตกใจกลัวสุดขีด ก่อนที่หลางอวิ๋นเซียวจะหันไปมองรอบๆและถามคนอื่นๆ ซึ่งทุกๆคนที่เห็นแววตาอำมหิตของเฮ่าเทียนก็ต่างพยักหน้าและสารภาพว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นแบบไหน ทำให้อู่หยางในตอนนี้ทำได้เพียงกัดฟันโกรธที่ทำอะไรเฮ่าเทียนไม่ได้ ซ้ำร้ายความผิดยังตกมาที่ตัวของมันอีก ตอนนี้เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวต้นเหตุ

"อืม!! ดูเหมือนว่าเฮ่าเทียนจะไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อนจริงๆ อีกทั้งยังถูกโจมตีก่อนโดยที่ไม่ได้เป็นคนยั่วยุอีกฝ่าย และอีกอย่างอู่หยางทำไมเจ้าถึงสั่งให้น้องคุกเข่าให้แก่เจ้า" หลางอวิ๋นเซียวหันมาถาม

"ขะ..ข้า..ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นขอรับท่านพ่อ ข้าไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนั้นซักหน่อย" อู่หยางพยายามจะเบี่ยงเบนความผิดด้วยสีหน้าหวาดกลัวต่อพ่อของตน

"ฮึ่มม!! อย่าให้มีอีกเป็นครั้งที่ 2 มิเช่นนั้นข้าจะลงโทษเจ้า ส่วนเฮ่าเทียนเจ้าเองก็มีความผิดที่ลงมือเกินกว่าเหตุ เจ้าจะต้องถูกกักบริเวณห้ามออกไปที่ใดเป็นเวลา 1 เดือน" หลางอวิ๋นเซียวกล่าวด้วยความไม่เต็มใจซักเท่าไหร่

"ทะ..ท่านผู้นำ ข้าคิดว่านี่ยังเบาเกินไปสำหรับบทลงโทษ ข้าคิดว่าควรพิจารณาความผิด.."

ปังงง!! โครมมม!! อ้อกก!! และยังไม่ทันที่อาวุโสคุมกฎจะพูดจบ ตัวของมันก็ถูกอวิ๋นเซียวเข้าจู่โจมในชั่วพริบตาเดียว ร่างของมันกระเด็นไปติดกำแพงพร้อมกระอักเลือดคำโตออกมา ตอนนี้ทุกๆคนทำได้เพียงตกตะลึง

"ดูเหมือนว่าข้าจะคิดผิดสินะที่ยกตำแหน่งนี้ให้เจ้า ในเมื่อข้าคือผู้ตัดสินคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์!! ข้าจะจัดการเรื่องนี้ในภายหลัง ส่วนเจ้ากลับไปที่ตำหนักของตัวเองได้แล้วเฮ่าเทียน" อวิ๋นเซียวกล่าวก่อนจะหันกลับมา

"ขอรับท่านผู้นำ" เฮ่าเทียนกล่าวพร้อมคำนับต่อผู้เป็นพ่ออีกครั้ง

ฮูมมม!! แต่ทว่าทันทีที่เฮ่าเทียนกล่าวจบ ตัวของอวิ๋นเซียวกลับแผ่ความโกรธเกรี้ยวออกมา ซึ่งทำให้คนอื่นๆถึงกับหน้าซีดอีกครั้งที่จู่ๆผู้นำตระกูลก็มีอารมณ์ขึ้นๆลงแบบนี้ แต่ทว่าตัวของเฮ่าเทียนกลับนิ่งสงบและไม่ได้สะทกสะท้านต่อแรงกดดันของอวิ๋นเซียวแม้แต่น้อย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...