โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจ้าพ่อเขาใหญ่ เกาะสีชัง ร่องรอยการนับถือหิน ในศาสนาผี กับเครือข่ายการค้ารอบอ่าวไทย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 เม.ย. 2567 เวลา 04.41 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. 2567 เวลา 01.00 น.

เกาะสีชัง ตั้งอยู่ในทะเลอ่าวไทย ใกล้เขตพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ในปัจจุบัน โดยชื่อ “สีชัง” ของเกาะ ปรากฏหลักฐานเก่าแก่ที่สุดในวรรณกรรมที่ชื่อว่า “กำสรวลสมุทร” หรือที่มักจะเรียกกันอย่างเข้าใจผิดว่า “กำสรวลศรีปราชญ์”

ที่ผมบอกว่าเข้าใจผิดนั้นก็เป็นเพราะตำราวรรณคดีไทยสมัยก่อนมักจะอ้างว่า วรรณกรรมโคลงดั้นเรื่องนี้ เป็นฝีมือการประพันธ์ของ “ศรีปราชญ์” กวีในยุคสมเด็จพระนารายณ์ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2199-2231)

แต่ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญในบทกวีโบราณอย่าง “ท่านจันทร์” ม.จ.จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี เจ้าของนามปากกา พ. ณ ประมวญมารค ได้เคยชี้ให้เห็นเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2502 แล้วว่า วรรณกรรมเรื่องนี้ควรจะเป็นผลงานในยุคอยุธยาตอนต้นต่างหาก

นอกเหนือจากสำนวนโวหารที่ “กวี” อย่างท่านจันทร์ ลงรายละเอียดให้เห็นว่ากำสรวลสมุทรเป็นงานเขียนเก่าแก่ไปถึงช่วงราว พ.ศ.2000 แล้ว

หลักฐานสำคัญในทางประวัติศาสตร์-โบราณคดี ก็คือการที่ในเส้นทางการเดินทางในกำสรวลสมุทรนี้ ได้เดินทางอ้อมจากปากคลองบางกอกน้อย (ปัจจุบันคือ บริเวณใกล้โรงพยาบาลศิริราช) ไปยังปากคลองบางกอกใหญ่ (ปัจจุบันคือ บริเวณป้อมวิชัยประสิทธิ์ ละแวกวัดอรุณราชวราราม) โดยไม่เดินทางตรงไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาสายปัจจุบัน ที่ตัดผ่านหน้าปากคลองทั้งสองดังกล่าว

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า แม่น้ำเจ้าพระยาสายปัจจุบันที่ตัดผ่านหน้าปากคลองบางกอกน้อย และปากคลองบางกอกใหญ่นั้น เป็น “คลองลัด” ที่ถูกขุดขึ้นใหม่ในสมัยหลังจากมีการประพันธ์กำสรวลสมุทรขึ้น

ดังนั้น เมื่อเรามองย้อนไปจากยุคปัจจุบันนี้ ที่มีทางน้ำตัดตรงจากปากคลองทั้งสองดังกล่าวแล้ว จึงทำให้ดูเหมือนกับว่า ผู้แต่งกำสรวลสมุทรนั้นเดินเรืออ้อมเข้าไปในคลองบางกอกน้อย แล้วค่อยโผล่ออกมาทางปากคลองบางกอกใหญ่นั่นแหละครับ

ในกฎหมายพระไอยการอาชญาหลวง ส่วนหนึ่งในกฎหมายตราสามดวง ที่ตราขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2091-2111) ระบุว่า กรุงศรีอยุธยาได้ยกฐานะขึ้นเป็นเมือง พร้อมกับตั้งชื่อเสียใหม่ว่า “ทณบุรี” (ต่อมาคือ ธนบุรี) ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

การยกฐานะขึ้นเป็นเมืองนี้แสดงให้เห็นว่า กรุงศรีอยุธยาเห็นความสำคัญ และในกฎหมายฉบับที่ว่านี่เองที่ระบุตำแหน่ง “นายพระขนอนทณบุรี” คือนายด่านเก็บภาษี คู่กับขนอนน้ำ ขนอนบกต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยา

หมายความว่า อยุธยาได้นับบางกอกเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งในอำนาจรัฐของตนเอง จนถึงกับต้องตั้งเจ้าหน้าที่เก็บภาษีไปประจำอยู่ที่นั่น

ดังนั้น “คลองลัด” ที่จะกลายเป็น “แม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่” นี้ ย่อมต้องขุดขึ้นในช่วงเวลาใด ช่วงเวลาหนึ่งในระหว่างช่วงราว พ.ศ.2000 จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรรรดินั่นเอง

ท่านจันทร์ยังสันนิษฐานต่อไปอีกด้วยว่า กำสรวลสมุทรนั้นควรจะเกิดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2006-2034)

กษัตริย์พระองค์นี้ขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา ในช่วงคาบเกี่ยวกับรัชสมัยของพระราชบิดาของพระองค์คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1991-2031) ที่เกิดการศึกกับล้านนา จนทำให้พระองค์ต้องขึ้นไปครองเมืองสุโขทัย เลยจำเป็นต้องให้พระราชโอรสขึ้นครองราชย์เพื่อดูแลเมืองที่กรุงศรีอยุธยาคู่ขนานกันไป

ส่วนการเดินเรือที่ปรากฏอยู่ในกำสรวลสมุทรนั้น ท่านจันทร์ได้สันนิษฐานว่า ควรจะเกี่ยวข้องกับการแต่งทัพไปรบเอาเมืองมะละกา เมืองท่าทางทะเลสำคัญ ที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งพระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ระบุว่า เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.1998 อันเป็นช่วงก่อนหน้าที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 จะขึ้นครองราชย์

และเมื่อเป็นการรณรงค์สงครามทางทะเล ทัพที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 ทรงแต่งขึ้นนั้น จึงต้องเป็นทัพเรือ โดยได้เดินเรือออกจากกรุงศรีอยุธยา ผ่านทางแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อที่จะมุ่งหน้าออกสู่ทะเลที่อ่าวไทย

(ดังนั้น ชื่อที่ถูกต้องของวรรณกรรมฉบับนี้ จึงควรที่จะชื่อ “กำสรวลสมุทร” เพราะเป็นการมุ่งหน้าสู่ทะเล มากกว่าที่จะชื่อกำสรวลศรีปราชญ์ ที่ไม่ได้เป็นผู้แต่งโคลงดั้นชุดนี้ ซ้ำร้ายยังไม่ควรจะมีตัวตนอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์เสียด้วยซ้ำไป)

และเมื่อออกถึงปากอ่าวไทยได้แล้ว ข้อความใน “กำสรวลสมุทร” ก็ระบุว่าได้มุ่งหน้าสู่ “เกาะสีชัง” เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะล่องเรือข้ามไปยังอีกฟากข้างของอ่าวไทยทางทิศตะวันตก

ในกำสรวลสมุทรเรียก “เกาะสีชัง” ว่า “เกาะสรรชัง” (อ่านว่า สะ-ระ-ชัง) ดังคำโคลงที่ว่า

“มุ่งเห็นลล่ายน้ำ ตาตก แม่ฮา

เกาะสระชังชลธี โอบอุ้ม”

นั่นหมายความว่า ชื่อ “สีชัง” นั้น เพี้ยนมาจากคำว่า “สระชัง” โดยถึงแม้ว่าเราจะยังไม่มีคำอธิบายถึงที่มาของคำว่า สระชัง ที่น่าพอใจมากพอว่า แปลว่าอะไร? และมีที่มาจากภาษาใด?

แต่การที่เมื่อเรือออกมาถึงอ่าวไทย ซึ่งก็คือการออกสู่ “สมุทร” คือ “ทะเล” แล้ว ก็บ่ายหน้าเรือเข้าหาเกาะสีชังเป็นแห่งแรกนั้น ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า เกาะสีชังเป็นจุดแวะพักเรือสำคัญ ที่คงจะใช้พักเรือมานาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยที่แต่งกำสรวลสมุทรแล้ว

แถมยังเป็นไปได้มากด้วยว่าจะเป็นจุดพักเรือสำคัญมาก่อนหน้ายุคที่มีการแต่งกำสรวลสมุทรเสียด้วย

ที่สำคัญก็คือ บนเกาะสีชังนั้นมีจุดหมายตา (landmark) สำคัญ ที่ใช้เป็นจุดสังเกตเวลาเดินเรือคือ “เขาใหญ่” ซึ่งเขาลูกนี้ก็สำคัญถึงขนาดที่ว่า เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 5 ทรงพำนักอยู่บนเกาะแห่งนี้ และสร้างพระตำหนักจุฑาธุชราชสถานขึ้น ก็ได้ตั้งชื่อยอดของเขาใหญ่เสียใหม่ว่า “ยอดจุลจอมเกล้า” เลยนั่นแหละครับ

แถมบนเขาใหญ่ลูกเดียวกันนี้ยังเป็นที่สักการะของผู้คนบนเกาะ เพราะเป็นที่สถิตของอะไรที่เรียกกันว่า “เจ้าพ่อเขาใหญ่”

เจ้าพ่อเขาใหญ่ เดิมเป็นหินงอกก้อนใหญ่ ที่ถูกแกะสลักเป็นพระพุทธรูปอย่างคร่าวๆ โดยฝีมือช่างพื้นบ้านบนเกาะ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แต่คงจะสามารถกำหนดอายุด้วยกลวิธีการทางประวัติศาสตร์ศิลปะได้ยากเสียหน่อย เพราะไม่มีลักษณะให้พอจะเทียบเคียงกับพระพุทธรูปแบบมาตรฐานโดยทั่วไปที่พบในประเทศไทยได้

และในปัจจุบันนี้ได้มีผู้มีจิตศรัทธาสร้างศาลเอาไว้ โดยมีเจ้าพ่อเขาใหญ่เป็นประธาน จากปากคำที่บอกเล่าต่อๆ กันว่า เข้าใจว่าคงจะมีอายุนับร้อยปีแล้ว โดยจะมีการฉลองใหญ่เจ้าพ่อเขาใหญ่ ในวันเกิดของเจ้าพ่อ ซึ่งตรงกับวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ของทุกปีอธิกสุรทิน คือทุกๆ 4 ปี

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หินงอกที่ถูกแกะสลักเป็นพระพุทธรูปก้อนนี้ ตั้งอยู่กลางคูหาภายในถ้ำหินปูน ของเขาใหญ่ และคงเคยถูกนับถือในเป็น “หินใหญ่” ที่ขลังเฮี้ยน ให้คุณโทษได้ ในศาสนาผีมาก่อน ต่อมาจึงค่อยถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งในพุทธศาสนา ด้วยการสลักลวดลายเป็นพระพุทธรูปลงบนหินก้อนนี้ในภายหลัง

มีร่องรอยด้วยว่าบนยอดของเขาจุลจอมเกล้า หรือยอดเขาใหญ่ (ซึ่งตั้งอยู่ที่เหนือถ้ำ ที่ประดิษฐานหินใหญ่ก้อนที่ถูกนับถือเป็นเจ้าพ่อ อย่างพอดิบพอดี) น่าจะเคยมีสิ่งปลูกสร้างก่อจากหินในศาสนาผี แบบที่เรียกว่า “เนินหิน” (cairn) ซึ่งพบกระจายอยู่มากในบริเวณภาคกลางตอนล่างของประเทศไทยมาก่อน

น่าเสียดายที่โบราณสถานประเภทเนินหินที่ว่านี้ ถูกรื้อออกเพื่อนำรอยพระพุทธบาทศิลามาประดิษฐาน แล้วนำชิ้นส่วนหินในศาสนาผีเดิม มาก่อเป็นฐานเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไปเสียแล้ว

ลักษณะเช่นนี้คล้ายคลึงกันกับที่เมืองท่าทางทะเลที่สำคัญของอ่าวไทยอีกแห่งหนึ่งคือ บ้านเขายี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่พบร่องรอยของ “เนินหิน” ในศาสนาผี ที่ถูกรื้อออกมาแล้วสร้างวัดครอบทับเอาไว้เช่นเดียวกัน

โดยคำว่า “ยี่สาร” นั้นยังควรที่จะเพี้ยนมาจากคำว่า “อี้ซาน” ในภาษาจีน ซึ่งแปลตรงตัวว่าเขาลูกโดด (ถึงแม้จะมีผู้สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “ปสาน” ซึ่งแปลว่า “ตลาด” แต่เมื่อพิจารณาจากภูมิประเทศที่เป็นเขาลูกโดดตั้งอยู่กลางทุ่งโล่งสุดลูกหูลูกตาแล้ว ก็ควรจะมาจากภาษาจีนมากกว่า) และคงจะเคยใช้เป็นจุดหมายตาสำหรับเดินเรือ ไม่ต่างอะไรๆ จากเขาใหญ่ ที่เกาะสีชัง ที่อยู่อีกฟากข้างของอ่าว

แถมเจ้าพ่อที่สถิตอยู่ที่เขายี่สารนั้นยังมีชื่อว่า “เจ้าพ่อศรีราชา” อีกต่างหากนะครับ

เมืองศรีราชา ซึ่งก็คือตัวเมืองของ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นั้นก็คือชายฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับเกาะสีชังอย่างพอดิบพอดี

ดังนั้น การที่เจ้าพ่อที่เขายี่สารนั้น มีชื่อเรียกว่า เจ้าพ่อศรีราชา แถมยังปรากฏร่องรอยของเนินหินเช่นเดียวกับบนเกาะสีชังนั้น จึงแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเครือข่ายการค้าของเมืองท่ารอบอ่าวไทย ที่เชื่อมโยงถึงกันด้วยการนับถือผีมาก่อนนั่นเอง •

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจ้าพ่อเขาใหญ่ เกาะสีชัง ร่องรอยการนับถือหิน ในศาสนาผี กับเครือข่ายการค้ารอบอ่าวไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...