รำลึก 89 ปี 30 เมษายน 2478 การสร้างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ สืบสานภารกิจของครูบาเจ้าศรีวิชัย
เมืองเชียงใหม่ผ่านร้อนหนาวมาแล้ว 7 ศตวรรษเศษ เมืองที่จะฉลองวาระก่อตั้งครบรอบ 728 ปี (พ.ศ.1839-2567) ในวันที่ 19 เมษายนนี้
แต่ถามจริงๆ เถิด มีสักกี่ครั้งที่ประชาชนชาวเชียงใหม่และจังหวัดรอบๆ จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำอะไรที่ยิ่งใหญ่สักครั้งอันก่อให้เกิดผลบวกต่อเมืองและประชาชนในระยะยาว
เมื่อพญากือนา (พ.ศ.1898-1928) กษัตริย์ผู้ครองล้านนาราชวงศ์มังรายองค์ที่ 6 โปรดให้สร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพขึ้นในราวปี พ.ศ.1917
น่าเสียดายที่ข้อมูลจากอดีตเมื่อ 500 กว่าปีก่อนยังได้มาไม่มากพอ จึงไม่อาจพูดถึงอดีตครั้งนั้นได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ในห้วง 1 ศตวรรษเศษที่ผ่านมา
เหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญยิ่ง มีประชาชนเข้าร่วมมากกว่าครั้งใดๆ ก็คือ ประชาชนจากเชียงใหม่-ลำพูนและเมืองอื่นๆ ในล้านนาเดินทางมาร่วมกันออกแรงกายใจ พร้อมกับนำเครื่องมือ-อุปกรณ์ต่างๆ และข้าวปลาอาหารมาช่วยกันสร้างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ
พวกเขาแบ่งงานกันคนละหน้าที่ทั้งชายหญิง และออกแรงกันคนละหลายๆ วัน
เริ่มต้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2477 และสำเร็จสมบูรณ์ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2478 ใช้เวลา 5 เดือน 21 วัน โดยไม่ได้ใช้เงินของรัฐแม้แต่บาทเดียว
วัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในวัดสำคัญเพราะเจดีย์ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระสุมนเถระอัญเชิญมาจากสุโขทัยตั้งแต่ปี พ.ศ.1912 เป็นต้นมา
และต่อมาในยุคที่โลกมีความก้าวหน้าไปมากโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเรียกร้องให้สังคมมียวดยานพาหนะและเครื่องไฟฟ้าที่ทันสมัยก็ขยายออกไปถึงศาสนสถาน ที่อยู่ห่างจากเมือง
เมื่อครูบาศรีวิชัย (พ.ศ.2421-2482) ได้รับการร้องขอ จึงสำรวจและศึกษาลู่ทางการเชื่อมวัดบนดอยสุเทพกับโลกสมัยใหม่ และสรุปว่า ถนนเป็นช่องทางสำคัญของการเชื่อมโยงนั้น
และเมื่อรัฐบาลในขณะนั้นแจ้งว่าไม่มีงบประมาณสำหรับการก่อสร้างดังกล่าว การนำของครูบาฯ และความเคารพศรัทธาของศาสนิกชนจึงหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง
งานสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นวัด ระยะทาง 11 ก.ม.เศษ จึงเริ่มขึ้น
ใครๆ เขาก็ไปช่วยงานสร้างทางขึ้นดอยในครั้งนั้น หนังสือชื่อ “คนบะเก่าเล่าเรื่องครูบา” จัดทำโดยมูลนิธิครูบาเจ้าศรีวิชัย (พ.ศ.2562) มีบันทึก 3 ชิ้นที่เขียนถึงงานสำคัญครั้งนั้นอย่างสนุก
เรื่องแรก
น.ส.ปวง บุญมากาศ วัย 16 ปี สาวคนยอง บ้านทาขุมเงิน ลุ่มน้ำแม่ทา เมืองลำพูน รับคำชวนของพ่อ (พ่อหลวงจันทร์ วัย 54 ปี) ชาวนาและพ่อค้าวัวต่าง ให้ไปกราบครูบาศรีวิชัยและร่วมสร้างทางขึ้นวัดดอยสุเทพที่เมืองเชียงใหม่
จากนั้น เช้ามืดราวตี 2 ของต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2478 หลังจากเสร็จงานสำคัญประจำปี นั่นคือ การเก็บเกี่ยวข้าวในนา น.ส.ปวง กับพี่สาววัย 20 ปี และพ่อ ร่วมกับญาติคนยองลำพูนอีก 6 คน ก็ออกเดินทางจากบ้าน
พ่อหลวงจันทร์ ขนสินค้าวัวต่างไปขายที่เมืองมะละแหม่ง หน้าแล้งทุกปี และได้ทราบข่าวที่นั่นว่า บัดนี้มีต๋นบุญมาเกิดที่เมืองลำพูน
หลังจากกลับบ้าน พ่อหลวงก็ได้รับรู้ข่าวเกี่ยวกับ “ครูบาศีลธรรม” มากขึ้นเป็นลำดับ และข่าวจะมีการสร้างถนนขึ้นดอย
ขบวนนักเดินทางจากลุ่มน้ำแม่ทาเริ่มขึ้นหลังจาก น.ส.ปวงกับพี่สาวตื่นขึ้นมานึ่งข้าว จัดเตรียมอาหาร น้ำ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การสร้างทาง เช่น มีด จอบ เสียม พร้อมของใช้ที่จำเป็นอื่นๆ
การเดินทางเริ่มขึ้นแล้ว ผู้ชายสะพายถุงผ้าซ้ายขวา ผู้หญิงหาบกระบุง พวกเขาเดินข้ามน้ำแม่ทาอันเยียบเย็นยามหนาว จากนั้น ก็ลัดเลาะไปตามคันนา มุ่งหน้าสู่เวียงลำพูน ระยะทางราว 20 ก.ม. และ จากนั้นอีก 30 ก.ม. ก็จะถึงวัดสวนดอก เชิงดอยสุเทพ อันเป็นจุดหมายของการเดินทางในค่ำวันนั้น
และเนื่องจากต้องทำเวลาในการเดิน ขากลับจึงค่อยแวะดูรถไฟที่สถานีรถไฟเมืองลำพูนที่หลายคนยังไม่เคยเห็น
และแน่นอน ที่ขาดไม่ได้ ก็คือไปกราบนมัสการพระธาตุหลวงหริภุญชัย
จากท้องฟ้าที่ยังมืด เดือนครึ่งดวง และดวงดาวที่พร่างพราวฟ้า ท่ามกลางเสียงไก่ขันและเสียงหมาเห่าเมื่อมีคนเดินผ่านทาง และเสียงครกตำข้าว นักเดินทางเดินผ่านน้ำแม่กวงเมื่อฟ้าแจ้ง มาถึงเวียงลำพูนราวเที่ยงวัน เห็นยอดพระธาตุหริภุญชัยแต่ไกล
กินข้าวกลางวันเสร็จก็ต้องรีบเดินทางต่อ ถนนสายลำพูน-เชียงใหม่มีหมู่บ้านเป็นระยะๆ มีต้นขี้เหล็กเรียงรายสองข้าง กว่าจะมาถึงต้นยางนาสูงใหญ่ให้ร่มเงาเมื่อเข้าเขตสารภี สวนกับขบวนงัวล้อที่ไปมาด้านข้างทั้งสอง และนานๆ มีรถยนต์วิ่งตอนกลางถนน
อากาศเย็นสบายในยามบ่ายใต้ร่มทิวต้นยางนาที่ยืนเรียงราย
หน้าบ้านแต่ละหลังมีร้านหม้อน้ำตั้งอยู่คอยต้อนรับผู้คนที่เดินผ่าน…
น.ส.ปวง บอกพ่อว่าเธอเจ็บที่บ่าและขา เพราะต้องหาบและเดินทั้งวัน และได้พักแต่ละครั้งก็ไม่นาน พ่อบอกเธอให้อดทนอีกนิด เพราะใกล้จะถึงวัดสวนดอกแล้ว
ที่วัดสวนดอก มีผู้คนมากมาย พวกเขาไปนอนที่ศาลา หลังกินข้าวแลง พวกเขาก็รีบพักผ่อน หลังจากกรำงานหนักตลอดวันอันยาวนาน
น่าเสียดายที่เรื่องเล่าไม่ได้บอกว่าทีมจากลำพูนไปกราบครูบาศรีวิชัยเป็นอย่างไร งานสร้างทางเป็นอย่างไรบ้าง
บอกเพียงว่างานสร้างทางมีผู้คนเยอะมากๆ ซึ่งก็คงเนื่องจากพี่น้องชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวกันเสร็จหมดแล้ว จึงมากันอย่างไม่ขาดสาย
และทีมทำงานก็คงทราบดีว่า งานสำคัญครั้งนี้ต้องบรรลุผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อฝนจะโปรยปรายและฤดูการเพาะปลูกก็จะเริ่มขึ้น
เมื่อได้พบว่าผู้คนที่มาช่วยงานหลั่งไหลมามากขึ้นๆ คณะจากลำพูนจึงช่วยงานทำถนน 1 วัน จากนั้น ก็ขึ้นไปกราบพระธาตุดอยสุเทพ และค้างแรมที่วัด
แล้วก็เดินทางกลับลำพูนในเช้าวันต่อมา
เรื่องที่สอง
หลวงศรีประกาศ ส.ส.คนแรกของเมืองเชียงใหม่ มีบทบาทมากอย่างไรในการเสนอและสนับสนุนโครงการสร้างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ
แม่นายเฮือนแก้ว วิชยาภัย ผู้เป็นภรรยาก็มีบทบาทมากเพียงนั้นในการเป็นแม่ครัวใหญ่ที่ดูแลอาหารการกินของทั้งพระเณรและศาสนิกชนที่หลั่งไหลกันมาช่วยกันสร้างถนนขึ้นดอยจนลุล่วง
เมื่อประเมินพบว่า แต่ละวันมีคนมาทำงานเฉลี่ยวันละ 600 คน คำถามคือ จะจัดหาอาหาร 3 มื้อเลี้ยงดูกำลังคนเหล่านั้นอย่างไร
อนึ่ง เอกสารจดหมายเหตุของสำนักราชเลขานุการในพระองค์ ระบุว่า มีจำนวนผู้คนมาร่วมทำถนนขึ้นดอยสุเทพ ในปี พ.ศ.2478 รวม 118,304 คน (ชาย 67,818 คน หญิง 50,486 คน จากเชียงใหม่ 65,057 คน, เชียงราย-พะเยา 28,967 คน, ลำพูน 27,423 คน, ลำปาง 681 คน และปกากะญอ (ไม่ระบุจังหวัด) 676 คน)
หากสมมุติว่านี่เป็นช่วงที่มีการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพเฉพาะ 1 มกราคม-30 เมษายน พ.ศ.2478 ซึ่งมี 120 วัน หารจำนวนคนมาช่วยงานจาก 4 จังหวัด จะได้แรงงานเฉลี่ยประมาณ 985 คนต่อวัน
แต่หากรวมวันการทำงานตั้งแต่วันแรกที่ลงจอบแรก (9 พฤศจิกายน 2477) ได้วันการทำงานทั้ง 5 เดือนเศษ รวมทั้งสิ้น 173 วัน จะได้แรงงานเฉลี่ยวันละ 674 คน
ก็จะเห็นว่าตัวเลขที่แม่นายแก้วเฮือนประเมินก็ไม่ต่างจากตัวเลขของสำนักราชเลขานุการมากนัก
แต่ละวัน แม่นายเฮือนแก้วจะต้องสำรวจว่ามีอาหารที่มีผู้นำมาบริจาคเท่าใด แยกออกเป็นข้าว เนื้อ พืชผัก ผลไม้ เครื่องปรุงเท่าไหร่
อย่างไหนที่ต้องรีบกินให้หมดก่อน อย่างไหนที่ยังเก็บได้หลายวัน
และมีอย่างไหนที่ขาดแคลนต้องออกไปหาซื้อด่วน หรือเตรียมไว้ไม่ให้ขาด
แม่นายเล่าว่าแต่ละวันมีผักกาดเยอะมาก คนล้านนาชอบทั้งแกง จอผักกาด ส้าผักกาด ผักลวกกินกับน้ำพริกที่มีหลายอย่าง
นอกจากนั้น ยังมีฟักทอง ฟักเขียว กะหล่ำ ผักขี้หูด มะเขือ ไข่ เนื้อต่างๆ
นอกจากนี้ ทีมครัวยังปลูกผักสวนครัวไว้ข้างๆ โรงทำอาหาร กระทั่งมีบางคนที่เก่งมาก หายเข้าไปในป่าบนดอยสุเทพได้ไม่นาน ก็กลับมาพร้อมกับของป่าหลายชนิด โดยเฉพาะเห็ด ไข่มดส้ม
ช่วยให้มีอาหารเพิ่มขึ้นและลดความซ้ำซ้อนในแต่ละมื้อและแต่ละวันด้วย ฯลฯ
เรื่องที่สาม
ช่วง 1 ก.ม.สุดท้ายก่อนจะถึงเชิงบันไดนาคขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ บริเวณลาดชันตรงนั้นเป็นคำถามใหญ่สำหรับครูบาเถิ้ม – ผู้รับผิดชอบงานสร้างถนนส่วนนั้นและแรงงานศาสนิกชนจำนวนมาก ณ จุดนั้น หลังจากที่ได้เอาชนะสายธารน้ำตกก่อนหน้า ด้วยการขนหินผาจำนวนมากมาทับถมกันเป็นเส้นทางข้ามน้ำตก
ภารกิจเบื้องหน้ากลับใหญ่หลวงยิ่งกว่า นั่นคือ เมื่อข้ามน้ำตกสำคัญนั้นได้แล้ว คำถามคือ จะทำอย่างไรระหว่างทำถนนอ้อมดอยอันเป็นฐานที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพไปยังม่อนสนที่อยู่ตรงกันข้ามกับด้านหน้าของบันไดนาค หรือจะสร้างทางลาดชันหักศอกตัดตรงขึ้นไปบรรจบกับเส้นทางเดินเก่าที่ขึ้นมาจากเบื้องล่างและตรงไปยังฐานบันไดนาค
ครูบาเถิ้มสำรวจเส้นทางทั้งสอง แล้วตัดสินใจเลือกทางที่ 2 นั่นคือ การสร้างถนนสายใหม่ที่สูงชัน หรือโค้งหักศอก เพื่อให้เส้นทางสั้นลง ไม่ต้องอ้อมไปไกลถึงม่อนสน
จากนั้นจึงเสนอต่อครูบาศรีวิชัย ครูบาศรีวิชัยขึ้นมาสำรวจและรับข้อเสนอนั้น
อา… เบื้องหน้าจะเป็นถนนตัดใหม่ที่โค้งหักศอกบนเนินเขาสูงชัน จุดสำคัญจุดสุดท้ายก่อนที่จะถึงจุดหมายข้างหน้า
ขุนกัน ชนะนนท์ คหบดีค้าไม้ ซึ่งรับงานจากบริษัทฝรั่งค้าไม้สักในเชียงใหม่-ลำพูน เจ้าของช้าง, คนงาน และควาญช้างชาวปกากะญอจำนวนมาก ทั้งเป็นเจ้าของบริษัทลำเลียงไม้ซุงรายใหญ่ในป่า ได้ทราบเรื่องนี้ จึงอาสาเข้าแบกรับภารกิจนี้
ทีมขุนกัน เข้าลุยถางป่า สร้างทางบนโค้งหักศอกและพยายามลดความสูงชันของเส้นทางช่วงสุดท้ายนั้นลงไป จนเส้นทางไปถึงตีนบันไดนาค
และในที่สุด การสร้างถนนตลอดสายถึงตีนบันไดนาคก็สำเร็จอย่างงดงามเมื่อสิ้นเดือนเมษายน พ.ศ.2478
บัดนี้ ช่วงสุดท้ายของถนนอันเป็นงานหนักที่สุดก็สำเร็จแล้ว เสียงผู้คนแซ่ซ้อง เรียกโค้งหักศอกนั้นว่า “โค้งขุนกัน” นับตั้งแต่นั้น
ภาพถ่ายของขุนกัน แม่วันดี ชนะนนท์ และลูกๆ ของท่าน และญาติคนอื่นๆ นั่งพับเพียบบนพื้นถนนดิน น้อมไหว้สาครูบาศรีวิชัยที่นั่งในรถยนต์ของหลวงศรีประกาศ ในวันปฐมฤกษ์เปิดเส้นทางขึ้นดอยสุเทพ ณ ตำแหน่ง “โค้งขุนกัน” เมื่อสายวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2478 นั้นช่างยิ่งใหญ่งดงามยิ่งนัก
ไม่แปลกใจที่หนุ่มสาวระดับอุดมศึกษาไม่ว่ารุ่นไหนจะรวมพลังคล้องแขนกันวิ่งเอาชนะความชันและความโค้งของ “โค้งขุนกัน” กันหลายๆ สถาบันในแต่ละปี
ซึ่งย้ำเตือนว่า เมื่อมีจิตใจที่กล้าหาญ กล้าต่อสู้ อดทน ไม่ท้อถอย ก็ไม่มีความยากลำบากและอุปสรรคใดๆ ที่คนเราจะเอาชนะไม่ได้ และหากได้ฝึกซ้อมกันหลายๆ ครั้ง สถิติที่วิ่งผ่านโค้งนั้นก็มีแต่จะดีขึ้นๆๆ
และแน่นอนว่า หากคนสองเท้าหนุ่มสาวไม่ว่าจะแห่งหนใดได้ไปวิ่งที่นั่นแล้วไม่ว่ากี่ครั้ง (อันเนื่องจากระบบคมนาคมขนส่งในโลกยุคนี้ (พ.ศ.2567) นำสมัยกว่าเมื่อ 89 ปีที่แล้วหลายสิบร้อยเท่า) พวกเขาก็ย่อมจะต้องไม่ลืม “ทีมขุนกัน” ที่ทุ่มเทออกแรงสร้างถนนส่วนนั้นจนสำเร็จเป็น “โค้งขุนกัน” อันลือลั่น
ไม่ลืมการลงแรงสำรวจและตัดสินใจของครูบาเถิ้ม และการสนับสนุนของครูบาศรีวิชัย
และไม่ลืมทุกๆ แรงกายแรงใจและการสนับสนุนของทุกๆ คนที่ทำให้ถนนทั้งสายเพื่อขึ้นดอยสุเทพสำเร็จลงได้ภายในเวลาเพียง 5 เดือนเศษ
และไม่อาจลืมการนำและการทุ่มเทของ “ครูบาศีลธรรม” แห่งเมืองลำพูนที่ท่านมานำการสร้างถนนสายสำคัญยิ่งสายหนึ่งของแผ่นดินล้านนา
ทั้งหมดนี้เป็นความยากลำบากและอุปสรรคที่ใหญ่หลวงยิ่งนักของบรรพชนล้านนาเมื่อ 89 ปีที่แล้ว ความลำบากในการวิ่งหรือเดินเพียง 1 ครั้งในครั้งหนึ่งๆ ของปีไม่อาจเทียบได้เลยกับความสมานสามัคคีและร่วมแรงกายใจกันของคนล้านนาเมื่อปี พ.ศ.2477-2478
นอกจากนี้ คนล้านนาจะต้องไม่ลืมว่าหลังจากงานสร้างถนนเสร็จสิ้นแล้ว “ครูบาเจ้าฯ” ก็ถูกทางการเรียกตัวไปสอบสวนที่วัดพระสิงห์ทันที (ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2478) และถูกคุมตัวไปสอบสวนต่อที่กรุงเทพฯ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2478-พฤษภาคม 2479 ด้วยข้อหา รวม 8 ข้อ เช่น การอุปสมบทหนานปี, การโยกย้ายทรัพยากรธรรมชาติในป่าเขา เช่น ก้อนกรวด หิน การทำลายลำห้วยลำธาร และการตัดไม้ทำลายป่า ฯลฯ โดยไม่ขออนุญาตกรมป่าไม้
ในภารกิจ “หน้าหมู่” อันยิ่งใหญ่ต่อหน้าผู้คนทั้งหมด มีเจ้าเมือง ส.ส.คนแรกของจังหวัด และผู้นำทุกสาขาอาชีพตลอดจนข้าราชการมากมายเข้าร่วมงานกับราษฎรอย่างน้อยแสนกว่าคนในงานสร้างเส้นทางนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่ทางราชการเจาะจงฟ้องพระสงฆ์เพียงรูปเดียวว่ากระทำผิดกฎหมาย
มีเรื่องเล่าว่า ระหว่างการดำเนินคดีไต่สวน ครูบาศรีวิชัยได้เชิญพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ และหลวงศรีประกาศมารับรองและชี้แจงมูลเหตุแห่งการอุปสมบทหนานปี (ครูบาอภิชัยขาวปี) ให้แก่คณะสงฆ์เชียงใหม่ (เพราะก่อนหน้านี้ ทั้งสองท่านได้ไปรบเร้าขอให้ครูบาศรีวิชัยอุปสมบทให้หนานปี ครูบาศรีวิชัยขัดข้องเพราะไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งกับส่วนกลางอีกครั้ง แต่ทั้งสองท่านได้ให้การรับรองอย่างแข็งขันว่าหากเกิดปัญหาก็จะตามมาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่แล้วทั้งสองท่านก็ไม่ได้มาพบกับครูบาศรีวิชัย
ครูบาเจ้าฯ จึงลั่นวาจาว่า “ตราบที่น้ำปิงไม่ไหลย้อนกลับ จะไม่ขอไปเหยียบนครเชียงใหม่” ท่านเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ มาลงรถไฟที่สถานีรถไฟเมืองลำพูนเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2479 และท่านก็มิได้หวนคืนเวียงเชียงใหม่อีกเลย
ตั้งแต่นั้น จวบจนครูบาฯ ท่านละสังขาร เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2482
บทวิเคราะห์
เกือบ 90 ปีที่แล้ว ด้วยการทุ่มเทและความมุ่งมั่นของการนำและความเคารพศรัทธาและแรงปรารถนาที่จะปีนป่ายไปสู่จุดหมายบนดอยสูง คนล้านนานับแสนคนได้พิสูจน์ให้สังคมและประเทศนี้เห็นว่า เมื่อยืนหยัดต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ อย่างไม่ท้อถอย ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปได้เสมอ
ชีวิตของคนเราคือการเดินทาง แต่ละก้าวอย่างของสังคมก็คือชีวิตและการเรียนรู้ของสังคมนั้น มนุษย์และสังคมจะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้แก่ตนเองและแผ่นดินได้ มนุษย์และสังคมต้องเรียนรู้สิ่งที่ผ่านมาว่าได้เกิดอะไร และจะเก็บรับบทเรียนอะไรได้บ้างจากอดีต และนำมาใช้กับปัจจุบันอย่างไรบ้าง
500 กว่าปีก่อน เมื่อพระสุมนเถระอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจากสุโขทัย ถึงแผ่นดินล้านนา พญากือนา รับไว้ด้วยความซาบซึ้ง และสร้างวัดสวนดอกเพื่อให้เป็นที่ประทับของพระบรมสารีริกธาตุ ครั้นพระบรมสารีริกธาตุแยกออกเป็นสอง นครเชียงใหม่จึงเกิดวัดพระธาตุดอยสุเทพขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระบรมสารีริกธาตุอีกองค์หนึ่ง
ผ่านมาถึงทศวรรษ 2470 ครั้นโลกสมัยใหม่บันดาลให้การติดต่อระหว่างพุทธศาสนิกชนบนที่ราบกับพระบรมสารีริกธาตุบนดอยสูงสมควรได้รับการปรับปรุง
เราจะเห็นว่าหลังจากที่ครูบาศรีวิชัย ขึ้นไปสำรวจวัดพระธาตุเจ้า และเส้นทางขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ สิ่งหนึ่งที่เราให้ความสนใจน้อยไปก็คือ ความรู้และความคิดอันเฉียบคมของครูบาเจ้า
นั่นคือ ท่านเห็นว่า บนเส้นทางของการเข้าถึงพระพุทธศาสนา การขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ก็คือการบรรลุธรรมเป็นขั้นๆ
จากนั้น สิ่งที่ครูบาศรีวิชัยวางแผนไว้ก็คือ การสร้างอีก 3 วัดบนเส้นทางสู่พุทธศาสนาขั้นสูงสุด คือ วัดโสดาบัน วัดสกิทาคามี วัดอนาคามี และ วัดอรหันตา
วัดอรหันตา ก็คือ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งสร้างเสร็จก่อนแล้วในสมัยพญากือนา
ยังค้างอีก 3 วัด นั่นจึงเป็นงานส่วนหนึ่งของภารกิจนอกเหนือไปจากการสร้างทางขึ้นวัดพระธาตุที่อยู่สูงสุด
แต่ครูบาศรีวิชัยและคณะก็สร้างเสร็จเพียง 2 วัดคือ วัดโสดาบัน (วัดศรีโสดา) และ วัดสกิทาคามี (วัดผาลาด)
ส่วน วัดอนาคามี กำหนดสร้างที่ม่อนพญาหงส์ ยังมิทันได้เริ่มสร้าง ครูบาฯ ก็ต้องโทษถูกไต่สวนที่วัดพระสิงห์และต้องไปรับการไต่สวนต่อที่กรุงเทพฯ งานก่อสร้างดังกล่าวจึงสิ้นสุดลง
แต่ละวัดอยู่ในลำดับขั้นที่ต่างกัน และสะท้อนการศึกษาและเรียนรู้หลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นๆ ทีละขั้น
โสดาบัน คือ ผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพานเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นได้ทั้งนักบวชหรือคฤหัสถ์ สามารถละ สังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดใจคน-สัตว์ให้อยู่ในห้วงทุกข์) ได้ 3 ประการคือ
1. สักกายทิฏฐิ (การยึดติดกับการมีตัวตน)
2. วิจิกิจฉา (สงสัยลังเลในพระรัตนตรัยและกุศลธรรมทั้งหลาย)
และ 3. สีลัพพตปรามาส (การยึดมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในโลก)
สกิทาคามี หรือ สกทาคามี แปลว่า ผู้กลับมาได้อีกเพียงครั้งเดียว หมายถึงการบรรลุธรรมในระดับที่สอง ยังจะต้องก้าวข้ามไปอีก 2 ขั้น คือ กามราคะ (พอใจในการได้เสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ) และ 2 ปฏิฆะ (คือความรู้สึกขุ่นเคืองหงุดหงิดเมื่อมีสิ่งใดมากระทบกระทั่งต่อใจ
อนาคามี แปลว่า ผู้ไม่กลับมาเกิดอีก หมายถึงการบรรลุธรรมในขั้นที่สามแล้ว เป็นผู้ที่สามารถละวางสังโยชน์ขั้นสูง 5 ข้อ คือ 1. รูปราคะ (ความพอใจในรูปธรรม) 2. อรูปราคะ (ความพอใจในอรูปธรรม) 3. มานะ (ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่) 4. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่านของจิต) และ 5. อวิชชา (ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4)
ส่วน อรหันต์ แปลว่า ผู้ห่างไกลจากกิเลส หมดสิ้นสังสารวัฏ และเป็นผู้ที่ควรแก่การบูชาของเทพและผู้คนทั้งหลาย เป็นอริยบุคคลขั้นสูงสุด และเป็นผู้ที่ละสังโยชน์ได้ครบแล้ว 10 ประการ
สำหรับ วัดโสดาบัน ได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีโสดา ในสมัยครูบาเสาร์ เป็นเจ้าอาวาสวัด (2497-2509) เพื่อรำลึกถึงครูบาศรีวิชัย และเป็นวัดที่พระสงฆ์ 100 กว่ารูปมาสวดมนต์หลวง ขณะที่ครูบาฯ กำลังนำสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุ
ขณะที่วัดสกิทาคามี (ชาวบ้านเรียกว่า วัดผาลาด) ตั้งอยู่ที่บริเวณม่อนเถรจันทร์ หรือม่อนขุนผีบ้า มีการบูรณะหลายอย่างในสมัยครูบาเถิ้ม เป็นเจ้าอาวาสวัดดอยสุเทพ และมีหลวงโยนการพิจิตร (ปันโหย่) คหบดีชาวพม่าเป็นศรัทธาใหญ่ ส่งผลให้ศิลปะพม่าหลงเหลือตกค้างต่อมา
บัดนี้ วาระ 90 ปีก็ใกล้จะมาถึง แต่ภารกิจการสร้างวัด 1 ใน 3 ที่หลงเหลือก็ยังไม่บรรลุ บนเส้นทางเดินขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ
เราอยู่ในโลกสมัยใหม่ที่การไปมาหาสู่กันสะดวกสบายขึ้นมาก แต่การไปเยี่ยมชมในยุคที่สะดวกสบายเช่นนี้ เราควรประสานสอดคล้องกันระหว่างการท่องเที่ยวกับกับการศึกษาหาความรู้ด้านพุทธศาสนา
ยิ่งเราเป็นชาวพุทธศาสนาที่นับวันห่างไกลจากวันพระและวัดเนื่องจากระบบการทำงานสมัยใหม่ทำให้เราห่างไกลจากวัดมากขึ้น การเรียนรู้หลักธรรมสำคัญของพระพุทธองค์ก็ยิ่งมีความสำคัญ และจำเป็นมากยิ่งขึ้น
ด้านหนึ่ง ในวาระครบรอบ 90 ปีในปี พ.ศ.2568 ที่จะถึง คนรุ่นนี้ควรร่วมกันสืบสานภารกิจของครูบาศรีวิชัยให้บรรลุ
นั่นคือ การสร้าง วัดอนาคามี ให้สำเร็จลุล่วง
อีกด้านหนึ่ง ทั้ง 4 วัด ควรประกาศการเรียนรู้ 4 ขั้น ที่หน้าวัดทั้ง 4 อย่างชัดเจน ให้ผู้มาเยือนและกราบไหว้ได้รู้ว่าภารกิจของพญากือนาเมื่อปี พ.ศ.1917 และภารกิจของครูบาศรีวิชัยเมื่อปี พ.ศ.2478 นั้นคือสิ่งใด และหนุนส่งกันอย่างไร
และคนรุ่น พ.ศ.2567-2568 ควรจะสืบสานต่อไปอย่างไรและส่งต่อให้ลูกหลาน
คำส่งท้าย
ชีวิตคือการเดินทางและการศึกษาเรียนรู้ของคนแต่ละรุ่น ในวาระ 89 ปีที่การสร้างทางขึ้น วัดอรหันตาสำเร็จพร้อมกับการสร้างอีก 2 วัดบนเส้นทางสู่การบรรลุธรรมขั้นสูงสุด การศึกษาเรียนรู้และภารกิจต่อไปที่ยังค้างคาก็ยังคงรอคอยคนรุ่นนี้และรุ่นต่อๆ ไป
และนี่คือ การเดินทางของชีวิต ชีวิตของสังคม และเราทั้งผอง
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รำลึก 89 ปี 30 เมษายน 2478 การสร้างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ สืบสานภารกิจของครูบาเจ้าศรีวิชัย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com