“ทนายเจมส์” เคลียร์ชัด “ยืมเงินขั้นต่ำ 2,000 บาทแต่ไม่คืน” สามารถฟ้องร้องได้
จากปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของสังคมไทย ในเรื่องของ “การยืมเงิน” ไม่ว่าจะเป็นการยืมเงินจากญาติสนิทมิตรสหาย หรือแม้แต่เพื่อนสนิท ซึ่งอาจนำมาสู่เหตุการณ์การยืมเงินและไม่คืน จึงเกิดการคำถามที่ว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวสามารถแจ้งความดำเนินคดี หรือฟ้องร้องได้หรือไม่?
วันนี้ (13 มี.ค. 68) “อีจัน” ได้มีโอกาสสอบถามไปยัง “ทนายเจมส์” นิติธร แก้วโต ในเรื่องของข้อกฏหมายถึงประเด็นดังกล่าว
โดยทนายเจมส์ กล่าวว่า กรณีที่ยืมเงินแต่ไม่คืน ไม่สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เพราะเป็นการทำผิดสัญญากู้ยืม ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่ตำรวจไม่มีอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถลงบันทึกประจำวัน เพื่อให้ผู้ร้องทุกข์นำไปเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีทางแพ่ง
ขณะที่กรณีการกู้ยืมเงินที่น้อยกว่า 2,000 บาท ทนายเจมส์กล่าวว่าถึงแม้จะไม่มีหลักฐานการกู้ยืมต่อกัน หรือเป็นการตกลงด้วยวาจา แต่หากกระทำผิดเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ผู้ให้กู้ก็สามารถดำเนินการฟ้องศาลได้ตามกฎหมาย
และกรณีที่มีการกู้ยืมเงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ทนายเจมส์กล่าวว่า ผู้ให้กู้สามารถนำเรื่องฟ้องศาลเพื่อเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง “การกู้ยืมเงิน 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีสัญญาการกู้ยืมจึงจะสามารถฟ้องศาลได้” ซึ่งจำเป็นต้องมีหลักฐานลายลักษณ์อักษร อาทิ หนังสือสัญญากู้ยืมที่ระบุรายละเอียดการกู้ยืมอย่างชัดเจน ระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ หรือการนำจดหมายบันทึกประจำวันมาประกอบข้อมูล
ส่วนกรณีที่ไม่มีสัญญาการกู้ยืมเงิน ไม่ว่าจะยืมด้วยมูลค่าเท่าไหร่ก็ตาม ผู้ให้กู้สามารถใช้หลักฐานทางข้อความผ่านแอปฯ ในโทรศัพท์ ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นผู้ขอยืม , จำนวนเงิน , หลักฐานการโอนเงิน (สลิป) และกำหนดการคืนเงินอย่างชัดเจน นำไปฟ้องต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
สำหรับการยื่นฟ้องศาล กรณียืมเงินแต่ไม่คืนเพื่อเรียกเงินคืนตามสัญญาจะมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระเงินกู้ยืมคืน แต่หากมีการตกลงกำหนดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ จะมีอายุความ 5 ปี
ทั้งนี้ กระบวนการฟ้องศาล (กรณีไม่ว่าจ้างทนายความ) เจ้าหนี้ต้องรวบรวมหลักฐาน และดำเนินการติดต่อศูนย์ไกล่เกลี่ยหรือศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งอาจมีการเจรจาประนอมหนี้ อาทิ การเจรจาขอผ่อนชำระหนี้ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ว่าจะยอมรับหรือไม่
ขอบคุณข้อมูล : ทนายเจมส์ นิติธร แก้วโต