เป็นครู = หงี่ไม่ได้? : Outdoor ความปลอดภัย อคติ และความยินยอม กับเส้นกั้นบางๆ ระหว่าง “เรื่องเพศ” และ “อนาจาร”
Bangkok Pride
อัพเดต 24 ก.พ. 2568 เวลา 19.26 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2568 เวลา 04.00 น. • ณตภณ ดิษฐบรรจงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลากหลายประเด็นที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะประเด็นการ Outdoor ที่เกิดขึ้นจนทำให้หลายเพจต่างวิจารณ์เหตุการณ์เหล่านั้น และกรณีครูที่โป๊เปลือยในชั้นเรียน และใส่ “หน้ากากสุนัข” (ไม่ใช่ Batman อย่างที่สำนักข่าวเข้าใจกัน) เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้คนในสังคมมส่วนหนึ่งเข้าใจว่ามันคือความล้ำเส้นของคำว่า “เสพสมอารมณ์หมาย” กับ “ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล” แต่มากไปกว่านั้นคือการตีตราผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ก่อนจะตีโพยตีพาย หรือตระหนก เราขอฉุดมาตระหนักกับทีละส่วนก่อน
เพราะมันตื่นเต้ล เร้าใจ เลยต้อง Outdoor Sex
จริงๆ แล้วการมีเพศสัมพันธ์ในพื้นที่ภยนอกบ้าน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “Outdoor Sex” เป็นพฤติกรรมหนึ่งของกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบความตื่นเต้น เร้าใจ และมักจะมีการ “ช่วยตนเอง” หรือ “มีกิจกรรมทางเพศ” ที่มีความสุ่มเสี่ยงที่อยากจะให้คนอื่นเห็น ทั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดความสำเร็จของตนเอง
แน่นอนว่าการมีกิจกรรมทางเพศในพื้นที่โล่งแจ้ง หรือในบางครั้งก็อาจจะเรียกได้ว่าพื้นที่สาธารณะก็มักจะถูกพูดถึงภายใต้เงื่อนไขความสุ่มเสี่ยงของบรรทัดฐานทางสังคม และการใช้กฎหมายในหลายประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่มักจะมีหลายเพจหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอย่างสนุกปาก แฉกันจนคิดว่าตนเองเป็นศาลเตี้ยในสังคมไปแล้ว (และคนก็มักจะชอบกันมากๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เองผู้เขียนอาจไม่เห็นด้วยกับการมีศาลเตี้ยในสังคม ไม่ว่าจะกรณีใดก็แล้วแต่)
อดีตเคยทำ แต่ปัจจุบันทำไม่ได้?
หากจะคุ้ยอดีตนั้น ประวัติศาสตร์ก็มักจะบอกไว้ว่าในหลายวัฒนธรรมโบราณ การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม เช่น ในบางพิธีกรรมทางศาสนาหรือเทศกาลเฉลิมฉลอง การมีเพศสัมพันธ์ในที่สาธารณะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมหรือการบูชา หรือแม้กระทั่งการนุ่งน้อยห่มน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยมักจะไม่ค่อยชอบ ในหลายประเทศก็มักจะมีประเพณีอะไรแบบนี้ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและศีลธรรมก็เปลี่ยนไป การมีเพศสัมพันธ์ในที่สาธารณะเริ่มถูกมองว่าไม่เหมาะสมและถูกจำกัดด้วยกฎหมาย รวมไปถึงถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้เกิดการถกเถียงในสังคมเป็นจำนวนมาก หลายครั้งการมีเพศสัมพันธ์ในที่สาธารณะจึงถูกมองว่าเป็นการกระทำ “อนาจาร”
อนาจาร มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต แปลว่า มีความประพฤติไม่เหมาะสม ได้แก่ ประพฤติผิดศีลธรรม ประพฤติผิดจารีต และประพฤติผิดกฎหมายของบ้านเมือง ส่วนในภาษาไทย อนาจาร หมายถึง เปิดเผยร่างกายหรือเปลือยกายให้เห็นอวัยวะอันพึงปกปิดในที่สาธารณะ
Outdoor = LGBTQIAN+?
แต่ถ้าหากจะเอารสนิยมทางเพศที่สังคมมองว่าแปลกมาแขวนกับความเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเลย ก็อาจจะไม่ถูกเสมอไป เพราะถ้าพูดตามข้อมูลแล้ว ทุกเพศล้วนมีกลุ่มคนที่ชอบความตื่นเต้นกันเป็นปกติธุระอยู่แล้ว ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิงเองก็มีกลุ่มคนที่มีรสนิยมแบบนี้ก็มีให้เห็นโดยปกติ ซึ่งในหลายๆ ครั้งการมีเพศสัมพันธ์ในที่สาธารณะเองก็อาจเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้พบปะและสร้างความสัมพนธ์ใหม่ๆ ได้ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี การมีรสนิยมทางเพศแบบไหนก็แล้วแต่ ก็ไม่ควรถูกแขวนและเหมารวมว่าเพศใดเพศหนึ่งคือ “ภาระ” ตามที่ใครหลายคนอยากจะสื่อสาร ซ้ำร้ายกว่านั้นการยก “เพศ” ขึ้นมาเป็นปัจจัยในการเสนอข่าว ยิ่งทำให้เกิดความอึดอัดใจมากขึ้นต่อชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกด้วย
เป็นครูแล้ว “หงี่ไม่ได้?” ต้องเป็นคนดีจนกว่าจะลาออก?
ครู-อาจารย์ ถือเป็นอาชีพที่สังคมไทยให้การยกย่อง อาจจะถือว่าเป็นหนึ่งใน “ผู้มีพระคุณของสังคมไทย” เลยก็ว่าได้ เพราะครูเป็นทั้งผู้สอนความรู้ สอนวิชา ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้แก่นักเรียน ในขณะเดียวกันก็มีส่วนช่วยผลักดันทำให้นักเรียนเกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้อาชีพครูในสังคมไทยถูกมองว่าเป็นคนดี ต้องอุทิศเวลาทุกวินาทีให้กับนักเรียน และต้องดูเรียบร้อย
แต่เราลืมไปรึเปล่าว่า “ครู” ก็คือ “คน”…
ส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้มองว่าสังคมมีปัญหากับค่านิยมการที่ “ครู = คนดี” แต่ผู้เขียนเองกำลังตั้งคำถามว่า แล้วทำไมครูถึงไม่สามารถมีโลกส่วนตัวได้ ทั้งชีวิตของการมีครอบครัว การระบุอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมต่างๆ หรือแม้กระทั่งการที่ครูเองมีหลายเฉด อาจจะเป็นไรเดอร์ ไปเล่น BDSM กับใครสักคน หรือการไป Outdoor กับใครก็ได้ (ที่ไม่ใช่นักเรียนของตนเอง)
และแน่นอนว่าการใช้ชีวิตส่วนตัวไม่ว่าจะมิติใดๆ ก็ต้องไม่กระทบกับการทำงานในตำแหน่งหน้าที่ของตนเองเช่นกัน ไม่ใช่แค่อาชีพครู แต่กับทุกอาชีพ และต้องมีเพศสัมพันธ์บนฐานการยินยอม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทุกคน ทุกอาชีพ ทุกเพศควรมี
แล้วเราควรมีกิจกรรมอย่างไรให้ดีที่สุด?
อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็อยากจะบอกว่าไม่ว่าคุณอยากจะเล่น BDSM เป็นหมาให้ใครสักคน หรือจะไป Outdoor ที่ไหน แม้กระทั่งมีกิจกรรมในบ้านตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุด คือการ “ไม่ละเมิดสิทธิ์คนอื่น” เช่น ไปมีในพื้นที่ที่ไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมทางเพศ หรือการมีกิจกรรมโดยอีกฝ่ายไม่ยินยอม ซึ่งรวมไปถึงอายุ สถานะ และสถานการณ์ด้วย รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่นขณะร่วมกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการมีสุขภาวะทางเพศที่ดี หรือการดูสถานที่ไม่ให้เกิดอันตรายต่อสังคมด้วย
ที่สำคัญที่สุด คือ ก่อนจะมีอะไรกับใครที่ไหนก็แล้วแต่ คำนึงถึงผลกระทบต่อตนเองก่อนเป็นลำดับแรก เพราะต่อให้คุณไม่ออกข่าวในวันนี้ แต่สักวันหากข้อมูลของคุณหลุดออกไปจากคนที่หวังร้าย มันก็อาจจะทำให้คุณกลายเป็นต้องมาแก้ไขปัญหาได้
เสพสุขได้ ตราบใดที่ไม่ทำลายสุขคนอื่นในสังคม