โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วัดชีพจร ตลาดอสังหาฯ 1-3 ลบ. โตหรือตัน “เช่าออมบ้าน” แก้ได้หรือแค่ยื้อเวลา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 ก.พ. 2568 เวลา 16.43 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2568 เวลา 00.00 น.

ตลาดอสังหาฯ 68 เหนื่อยหอบ Rejection Rate สูงไม่แผ่ว ดีเวลลอปเปอร์หนีจับตลาดบน วัดชีพจรตลาด Affordable 1-3 ล้านบาทยังมีโอกาสโตหรือถึงทางตันถาวร บ้านหรูคือ “ทางรอด” หรือ “กับดัก” ดีมานด์จำกัด “เสนา” แทงสวนลุยต่อ Affordable ผุดโมเดลเช่าซื้อ “Live next” แก้เกม Rejection Rate สูง

อสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งเซกเตอร์ที่นับว่ายังอยู่ในภาวะที่ยากลำบากต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ย้อนกลับไปในช่วงในไตรมาส 2 ของปี 2567 ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกร ระบุว่า สินเชื่อบ้านระบบแบงก์เติบโตเพียง 0.8% เท่านั้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ภาพรวมในปี 2567 เติบโตไม่เกิน 1.2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 23 ปี แน่นอนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวทั่วถึงมีผลกระทบต่อรายได้ภาคครัวเรือน

และทำให้สัดส่วน NPLs สินเชื่อบ้านในระบบแบงก์ปี 2567 ขยับสูงขึ้นกว่าระดับ 3.90% ต่อสินเชื่อรวม จากระดับ 3.71% ในไตรมาส 2/2567 สะท้อนความอ่อนแอของตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม โดยสินเชื่อใหม่ของแบงก์เน้นไปที่กลุ่มรายได้กลาง-บนและตลาดรีไฟแนนซ์มากขึ้น ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อบ้านระบบแบงก์ปี 2567 โตต่ำสุดในรอบ 23 ปี

และส่งผลกระทบต่อเนื่องให้“ดีเวลลอปเปอร์” ชะลอแผนการเปิดตัวโครงการใหม่และขยับไปพัฒนาโครงการระดับลักชัวรี่มากขึ้นเพื่อหนีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของที่อยู่อาศัยระดับ Affordable 1-3 ล้านบาท

ปี 68 ลุ้นปรับ LTV กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ดีในปี 2568 ธปท. ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้าง หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การผ่อนปรนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ มาตรการ LTV สำหรับการซื้อบ้านหลังที่ 2 และหลังที่ 3 เพื่อช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การผ่อนปรนมาตรการ LTV อาจช่วยกระตุ้นโอกาสการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าศักยภาพที่มีรายได้ระดับกลาง-บน ที่สถาบันการเงินสามารถจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตได้ แต่ผลต่อสินเชื่อบ้านโดยรวมยังอยู่ในกรอบจำกัด โดยคาดว่าสินเชื่อบ้านระบบแบงก์ไทยในปี 2568 จะขยายตัว 0.5% (กรณี Baseline ที่ยังไม่มีการปรับมาตรการ LTV) เทียบกับ 0.3% ในปี 2567

อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามรายละเอียดของมาตรการ LTV อีกครั้ง เพราะจะมีผลต่อการกู้ยืมสำหรับบ้านหลังที่ 2-3 และบ้านที่มีมูลค่าสูงกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 10% ของตลาด โดยหากสัดส่วนของผู้กู้ยืมกลุ่มนี้ขยับขึ้นทุก ๆ 1% ของภาพรวมตลาด ก็อาจช่วยหนุนอัตราการเติบโตของสินเชื่อบ้านให้ขยับขึ้นประมาณ 0.1-0.2% จาก Baseline

คนกรุงเทพฯ มีกำลังซื้อบ้านได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท

[caption id="attachment_157347" align="aligncenter" width="1000"]

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)[/caption]

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เปิดเผยกับการเงินธนาคารว่า ดีมานด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1 ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงๆ หรือ Real demand 2 ซื้อเพื่อ Investment และ 3 ซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 สำหรับพักต่างอากาศ

ทั้ง 3 ตลาดมี transaction เกิดขึ้นตลอดเวลาเพียงแต่ตลาดที่ใหญ่และจำเป็นที่สุดก็คือตลาดที่เป็นปัจจัย 4 หรือตลาด “เรียลดีมานด์” หากมองเฉพาะตลาดกรุงเทพฯจะเห็นว่าคนกรุงเทพฯรายได้มีกำลังซื้อบ้านได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีดีเวลลอปเปอร์มีโครงการระดับ Affordable 1-3 ล้านบาท ติดมือทุกราย ขณะที่ตลาด Luxury เป็นตลาดที่ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่กระโดดเข้าไปในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาเพราะพยายามหนีออกจากตลาด Affordable หลัง Rejection Rate สูง

“เพียงแต่ตลาดบนมีดีมานด์จำกัดมาก และคนที่มีกำลังซื้อส่วนใหญ่ก็มีบ้านแล้ว ดังนั้นการที่ผู้เล่นกระโดดเข้าไปไม่กี่คนมันก็ตันแล้ว”

ตลาดเช่า-มือสองโตรับ Rejection Rate สูง

ขณะที่ยอด Rejection Rate บ้านมือหนึ่งยังคงสูง ส่งผลให้ดีมานด์ “เช่า” ที่อยู่อาศัยมาแรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่ตลาด “ซื้อเพื่อปล่อยเช่า” จะช่วยกระตุ้นตลาดภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ให้โตขึ้นได้ “ดอกเบี้ยต้องดีกว่านี้” เพราะหากดอกเบี้ยยังสูงจะทำให้ต้นทุนในการกู้สูง เพราะฉะนั้นยีลด์ที่ได้มาอาจจะยังไม่ Cover ต้นทุนแต่ก็อาจซื้อได้ในบางทำเลที่ต้นทุนที่ต่ำมากหรือได้ยีลด์ดีจากดีเวลลอปเปอร์

นอกเหนือจากนี้การเข้าถึงบ้านมือหนึ่งเป็นเรื่องยาก ผู้บริโภคบางส่วนจึงหันไปมอง “บ้านมือสอง” เยอะขึ้น เนื่องจากบ้านมือสองมีราคาดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูที่ราคาประเมินด้วยแต่โดยรวมบ้านมือสองมีความ Active มากขึ้น

ปัญหาหนี้ครัวเรือนแก้ไม่จบ ดัน Rejection Rate ยังสูงต่อเนื่อง

ผศ.ดร.เกษรา กล่าวต่อไปว่า ปัญหานี้ครัวเรือนซึ่งเป็นต้นเหตุของ Rejection Rate ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาในระยะเวลาวันสองวันแต่มาใช้เวลาต่อเนื่องมากว่า 10 ปีจนก่อตัวมาถึง 97% การแก้หนี้ที่ดีที่สุดคือการ “เพิ่มรายได้” ดังนั้นตัวลุ้นที่เร็วที่สุดก็คือ “ภาวะเศรษฐกิจ” หากเศรษฐกิจดีรายได้ผู้บริโภคก็ดีตามไปด้วย

อย่างไรก็ตามการปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่แค่การโฟกัสที่ GDP เพียงอย่างเดียวแต่ต้องโฟกัส “การกระจายรายได้” ที่ดีขึ้นควบคู่กันไปด้วย เพราะฉะนั้นคาดว่า Rejection Rate ยังจะสูงไปอีกระยะหนึ่งเพราะการที่ Rejection Rate สูงขึ้นไม่ได้เกิดจากรายได้คนน้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเกณฑ์ของธนาคารที่เปลี่ยนไปด้วย ทำให้อัตรา Rejection Rate ยังไม่ต่ำลงในเร็ววัน

“คนกรุงเทพฯอาจจะมีรายได้ที่ดูเหมือนไม่มากพอที่จะทำให้ธนาคารเห็นว่าจะผ่อนบ้านราคาที่ต้องการได้ ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่อยากได้บ้านเดี่ยว แต่ในแต่ละปีบ้านเดี่ยวมียอดโอนน้อยมากเพราะกลายเป็นของ luxury ไปแล้ว หากมองในความเป็นจริงจะเห็นว่ากำลังซื้อของคนสามารถซื้อบ้านได้ 2 ตลาดคือระดับ1 -2.5 ล้านบาทและ 2.5 - 5 ล้านบาท”

เสนายังไปต่อตลาด Affordable ผุด Live next แก้เกม Rejection Rate

ผศ.ดร.เกษรา ให้มุมมองการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในมุมของเสนาว่า “เสนา” ไม่ได้ทำบ้าน luxury หรือทำบ้านพักตากอากาศ แต่ทำบ้านที่อยู่อาศัยโดยโฟกัสบ้าน Real demand โดยเน้นไปที่ตลาด “คอนโด”เป็นหลัก

“บ้านค่อนข้างทำยากโดยเฉพาะราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทจะต้องออกนอกเมืองไปไกลผู้อยู่อาศัยต้องมีค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น และอายุเฉลี่ยของคนที่เริ่มซื้อบ้านคือ 20 ปลายๆหรือ 30 ต้นๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะสนใจคอนโดมากกว่าเพราะอยู่ใกล้เมืองและสะดวกในการเดินทางไปทำงาน”

อย่างไรก็ตามหนึ่งโจทย์ใหญ่สำหรับการลงทุนอสังริมทรัพย์คือ “ที่ดิน” โดยเฉพาะในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งผู้บริหารมองว่า แม้ที่ดินในเมืองจะมีราคาสูงขึ้นแต่การขยายตัวของรถไฟฟ้า ทำให้บริษัทหาโลเคชั่นที่สามารถทำคอนโดราคา 1-3 ล้านบาทได้และใช้ความสามารถในการแข่งขันที่มีมาช่วยได้

“ที่ดินเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงราคาไม่ได้ แต่หลังจากนั้นเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ ซึ่งจริงๆแล้วใน 100% ของต้นทุน ที่ดินเป็นต้นทุนประมาณ 20% ที่เหลือจะเป็นต้นทุนก่อสร้าง และ Management การที่เรามี economy of scale มี management ที่มีความสามารถในการแข่งขันในการควบคุมต้นทุนก็จะช่วยให้เราสามารถทำราคาภายใต้กำไรที่เราต้องการได้”

จากเหตุผลข้างต้นทำให้ “เสนา” ตัดสินใจเล่นในตลาดเดิมและหันมาโฟกัสการแก้ปัญหา Rejection Rate ที่ยังคงสูงอยู่โดยใช้โซลูชั่น “Rent to own” ภายใต้โมเดล “Live next” เพื่อหาทางออกสำหรับคนที่กู้แบงก์ไม่ผ่านมาผ่อนตรงกับเสนาและที่สำคัญสามารถเข้าอาศัยในบ้านได้ทันที โดยใช้เงินผ่อนหักเงินต้นและสามารถทานเฟอร์เป็นการสร้างวินัยเพื่อสร้างเครดิตในการกู้แบงค์ในอนาคตได้ด้วย

“ส่วนมากคนที่เข้าโครงการ Live next เป็นกลุ่ม Gen Y ที่อยากซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย ตอนนี้เราทำ Live next ไปได้เหยียบพันยูนิตแล้วแต่ยังมีสต๊อกเหลืออีกเยอะดังนั้นโมเดลนี้จะยังทำต่อไปเรื่อยๆ”

ไม่หยุดพัฒนาโครงการใหม่ ปี68 วางเป้า 12 โครงการ ลงทุนแบบดาวกระจาย

ขณะเดียวกันปี 2568 “เสนา” ยังคงเดินหน้าลงทุนโครงการใหม่ในตลาด Affordable 1-3 ล้านบาท 12 โครงการมูลค่า 13,000 ล้านบาท โดยยึดแนวใกล้รถไฟฟ้าทุกสาย ทั้งเมนหลัก “เส้นสีเขียว” และเส้น Up and Coming หรือเส้นใหม่เช่น “ม่วงใต้” ซึ่งทำเลเหล่านั้นจะมีบ้านเดิมอยู่บ้าง แต่คอนโดอาจจะยังมีน้อยและคาดว่าหลังจากนี้น่าจะมีซัพพลายคอนโดมากขึ้น

“อสังหาริมทรัพย์ไม่มีช่วงไหนที่ไม่ Over Supply แต่สินค้าที่เราขายเป็นสินค้าที่ไม่เน่าเสีย ดังนั้นแม้ว่าจะอยู่ในภาวะ Over Supply แต่ดีเวลลอปเปอร์ทุกรายยังแข็งแรงดีจึงไม่ทำให้เกิดเอฟเฟคอื่น แต่อาจทำให้ภาวะ Over Supply หายไปโดยการลดราคาลงทำให้ดีมานด์เข้ามามากขึ้น

และชะลอการลงทุนโครงการใหม่ในช่วงที่มีซัพพลายเหลือเยอะเพื่อสามารถปล่อยของออกไปได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นมีเป็นไปได้ที่ในระยะ 1-3 ปีนี้ดีเวลลอปเปอร์จะชะลอการเปิดโครงการใหม่ จะเห็นว่าในปีนี้เองดีเวลลอปเปอร์เองก็เปิดโครงการน้อยลง

แต่ในส่วนของเสนาปีนี้มีแผนเปิดโครงการใหม่ 12 โครงการเป็นไซส์โครงการเล็กลงและกระจายไปในหลายๆโลเคชั่นในลักษณะดาวกระจาย เพื่อเก็บดีมานด์หลายๆที่บน Land Bank เดิมและที่ดินใหม่ซึ่งในกรุงเทพฯก็ยังพอมีที่ดินให้เราเข้าไปซื้อ แต่ราคาแพงขึ้นโดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียวและน้ำเงิน”

แค่ “Live next” ไม่พอเสนาผุด “RentNex” Subscription คอนโด

นอกเหนือจากนี้ เสนา ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้น ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และ Generation Rent ที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นทางการเงิน

นอกจากการเปิดตัว “LivNex” นวัตกรรมเช่าออมบ้านเมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้เสนายังพัฒนา“RentNex” Subscription คอนโด โมเดลของวงการอสังหาฯ ซึ่งได้รับความสนใจและผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของแนวทางนี้อย่างชัดเจน

โดยมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการ LivNex แล้วกว่า 976 ยูนิต มูลค่า 1,900 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้เป็นจริงได้ในยุคที่เศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังช่วยตอบสนองความต้องการของตลาดและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...