โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิจัยกรุงศรี คาด กนง. มีโอกาสลด ดอกเบี้ย เหลือ 2%ในปี68

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.พ. 2568 เวลา 12.16 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2568 เวลา 05.16 น.

วิจัยกรุงศรี คาด กนง.ลด ดอกเบี้ย เหลือ 2% ในปี 68 คาดเงินเฟ้อในไตรมาสแรกอยู่ในกรอบเป้าหมายแต่เฉลี่ยทั้งปียังอยู่ใกล้ขอบล่าง ส่วนสงครามทางการค้าที่รุนแรงขึ้น

11 ก.พ. 68 วิจัยกรุงศรี ประเมินภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ ว่า สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดเงินเฟ้อในไตรมาสแรกอยู่ในกรอบเป้าหมายแต่เฉลี่ยทั้งปียังอยู่ใกล้ขอบล่าง เปิดโอกาสให้กนง.ปรับลด ดอกเบี้ย ได้ในปีนี้ ท่ามกลางสงครามทางการค้าที่รุนแรงขึ้น

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคมอยู่ในกรอบเป้าหมายต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 คาดกนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 2.0% ในปีนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคมอยู่ที่ 1.32% YoY เพิ่มขึ้นจาก 1.23% ในเดือนธันวาคม โดยมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งสูงขึ้นจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน ประกอบกับราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มที่มิใช่แอลกอฮอล์ ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) เดือนมกราคมอยู่ที่ 0.83% เพิ่มขึ้นจาก 0.79% ในเดือนธันวาคม

วิจัยกรุงศรีประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงไตรมาสแรกของปีอาจยังอยู่ในกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายของทางการอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานของราคาน้ำมันดีเซลที่ต่ำในช่วงไตรมาสแรกของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 30 บาทต่อลิตร เทียบกับปัจจุบันที่กำหนดเพดานที่ 33 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ กิจกรรมท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่องในช่วงต้นปีอาจหนุนให้ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับมุมมองดอกเบี้ยนโยบาย แม้อัตราเงินเฟ้อจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายแต่คาดว่าเฉลี่ยทั้งปี 2568 จะยังอยู่ในระดับต่ำใกล้ขอบล่างของกรอบที่ 1% ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวชะลอลงแม้จะได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการรัฐ สะท้อนจากดัชนีการบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงซบเซาในไตรมาส 4 ปี 2567 (-0.1% QoQ)

แม้มีมาตรการเงินโอน 10,000 บาท ให้แก่ประชาชนกว่า 14 ล้านคน ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกทั้งความขัดแย้งทางการค้าของสหรัฐฯกับจีน และยังมีความไม่แน่นอนจากของนโยบายทรัมป์ 2.0 วิจัยกรุงศรีจึงประเมินว่ายังมีความเป็นไปได้ที่กนง. อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากปัจจุบันที่ 2.25% สู่ 2.00% ในปีนี้

วิจัยกรุงศรีประเมินกรณีจีนตอบโต้กลับสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนเพิ่ม 10% อาจมีผลบวกสุทธิต่อไทยเล็กน้อย หลังจากที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ล่าสุดรัฐบาลจีนได้ตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ ในอัตรา 15% และเรียกเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันดิบ อุปกรณ์ด้านการเกษตร และรถยนต์บางประเภท ในอัตรา 10% โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์

การประเมินผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกันของสหรัฐฯกับจีนล่าสุด โดยใช้แบบจำลองการวิเคราะห์การค้าโลก (Global Trade Analysis Project: GTAP) พบว่าปริมาณการส่งออกและ GDP ของไทย จะเพิ่มขึ้นจากกรณีฐาน +0.27% และ +0.02% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเชิงบวกสุทธิต่อไทยอาจมีเพียงเล็กน้อยและจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมบางกลุ่มเท่านั้น อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ จะได้รับผลเชิงลบเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังมีความเสี่ยงที่จะรุนแรงขึ้นได้อีกในระยะถัดๆ ไป รวมถึงยังมีความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย ซึ่งนับเป็นประเด็นท้าทายที่สำคัญต่อทิศทางและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้

เศรษฐกิจโลก

ความตึงเครียดทางการค้าที่สูงขึ้นอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป

สหรัฐ

แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯยังโตดีแต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าจากภาวะการเงินที่ตึงตัวและสงครามการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ในเดือนมกราคม ดัชนี PMI ภาคการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50.9 กลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน ส่วนภาคบริการขยายตัวชะลอลงจาก 54 ในเดือนก่อนสู่ระดับ 52.8 สำหรับการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 169,000 ตำแหน่ง ชะลอลงจาก 307,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม อัตราการว่างงานปรับลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.0% ขณะที่ ค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยขยายตัว 4.1% YoY

แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แต่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดขึ้นผ่านความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน และภาคบริการที่ชะลอลง ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนรุนแรงขึ้นเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน วิจัยกรุงศรีประเมินกรณีสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนที่ 10%และจีนโต้กลับในอัตรา 10-15% กับบางสินค้าจากสหรัฐฯ

ผลกระทบต่อ GDP ของสหรัฐฯ และโลกจะอยู่ที่ -0.16% และ -0.05%ตามลำดับ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม 25%จากทุกประเทศ พร้อมกับวางแผนที่จะประกาศใช้ภาษีศุลกากรตอบโต้กับประเทศคู่ค้าในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นการยกระดับความตึงเครียดของสงครามการค้าสูงขึ้น

ญี่ปุ่น

เศรษฐกิจญี่ปุ่นทยอยฟื้นตัวจากภาคบริการที่แข็งแกร่งรวมถึงค่าจ้างและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ในเดือนมกราคม ดัชนี PMI ภาคการผลิตยังหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 อยู่ที่ 48.7 ส่วนภาคบริการเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 53 สูงสุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ค่าจ้างแรงงานโตมากสุดในรอบเกือบ 30 ปีที่ 4.8% YoY ในเดือนธันวาคม สอดคล้องกับยอดใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ขยายตัว 2.7% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565

ดัชนีชี้วัดส่วนใหญ่ยังคงชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปจากความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ปรับดีขึ้น ภาคบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล (มูลค่า 39 ล้านล้านเยน) รวมถึงการบริโภคที่ฟื้นตัวตามค่าจ้างและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สงครามการค้ามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น รวมถึงภาคการผลิตและส่งออกที่ยังคงซบเซาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า อาจกระทบต่อภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีนี้ ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้

จีน

เศรษฐกิจจีนคึกคักมากขึ้นช่วงเทศกาลตรุษจีน ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้น การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพิ่มขึ้น 7% YoY ส่วนการบริโภคสินค้าและบริการขยายตัวถึง 9.9% และ 12.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม สงครามการค้ามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกประเภทจากจีนในอัตรา 10% โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ขณะที่จีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าในอัตรา 10% สำหรับน้ำมันดิบ เครื่องจักรทางการเกษตร และยานยนต์บางประเภท และในอัตรา 15% สำหรับถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนประกอบกับมาตรการอุดหนุนการแลกซื้อสินค้าใหม่ คาดว่าจะช่วยให้การบริโภคในช่วงสองเดือนแรกปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมาซึ่งเติบโตเพียง 3-3.5% ขณะที่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และจีนรอบล่าสุด คาดว่าจะทำให้ GDP ของจีนลดลง -0.16% โดยอุตสาหกรรมที่เสี่ยงมากที่สุดคือ อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ขณะที่บางอุตสาหกรรมอาจได้ประโยชน์จากการตอบโต้ทางภาษีกลับของจีน เช่น ยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่ง (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...