พาณิชย์ เผย ยอด ธุรกิจตั้งใหม่ ไตรมาส 1/68 ลดลง นักลงทุนรอความชัดเจนนโยบายภาษีสหรัฐฯ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย ธุรกิจตั้งใหม่ ไตรมาส 1/68 รวม 2.3 หมื่นราย ลดลง 1.1 พันรายจากไตรมาส 1/67 นักลงทุนรอดูท่าทีสถานการณ์การค้าโลก ห่วงสร้างความเสี่ยงในการบริหารธุรกิจ ด้านการจดทะเบียนเลิกกิจการไตรมาส1/68 อยู่ที่ 3.1 พันราย เพิ่มขึ้น 298 รายจากไตรมาส 1/67
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมีนาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,432 ราย ลดลง 301 ราย (-3.89%) เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2567 (7,733 ราย) และทุนจดทะเบียนรวม 38,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,489 ล้านบาท (74.45%) เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2567 (22,146 ล้านบาท)
ด้านธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 573 ราย มูลค่า ทุน 1,351 ล้านบาท
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 523 ราย ทุน 2,110 ล้านบาท
- ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 298 ราย ทุน 619 ล้านบาท
คิดเป็นสัดส่วน 7.71%, 7.04% และ 4.01% ของจำนวนการจัดตั้งธุรกิจในเดือนมีนาคม 2568 ตามลำดับ
ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคม 2568 มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 4 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 18,979 ล้านบาท ได้แก่
- บมจ.ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทุนจดทะเบียน 11,024 ล้านบาท
- บมจ.ฮ็อป อินน์ โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ทุนจดทะเบียน 3,575 ล้านบาท
- บจ.คอมเปค เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 3,000 ล้านบาท และบจ.เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,380 ล้านบาท
นางอรมน กล่าวต่อว่า การจัดตั้งใหม่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม-มีนาคม 2568) มีจำนวน 23,823 ราย ลดลง 1,180 ราย (-4.72%) เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2567 (25,003 ราย) ทุนจดทะเบียน 79,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,980 ล้านบาท (17.63 %) เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2567 (67,941 ล้านบาท)
ด้านธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 1,892 ราย ทุนจดทะเบียน 4,113 ล้านบาท
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,608 ราย ทุนจดทะเบียน 6,266 ล้านบาท
- ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 973 ราย ทุนจดทะเบียน 1,960 ล้านบาท
คิดเป็นสัดส่วน 7.94%, 6.75% และ 4.09% จากจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในไตรมาสแรกของปี 2568 ตามลำดับ
ทั้งนี้ในไตรมาสแรกของปี 68 มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวนรวมทั้งสิ้น 5 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 20,979 ล้านบาท ประกอบไปด้วย บจ.อีลิท เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท และนิติบุคคลจำนวน 4 ราย ในเดือนมีนาคม 2568 ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท ดังที่กล่าวไปข้างต้น
ด้านการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนมีนาคม 2568 มีจำนวน 889 ราย ลดลง 22 ราย (-2.41%) เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2567 (911 ราย) และมีทุนจดทะเบียนเลิก 4,842 ล้านบาท ลดลง 741 ล้านบาท (-13.27%) เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2567 (5,582 ล้านบาท)
สำหรับประเภทธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 80 ราย ทุน 167 ล้านบาท
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 50 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 208 ล้านบาท
- ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 37 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 67 ล้านบาท
คิดเป็นสัดส่วน 9%, 5.62% และ 4.16% จากจำนวนการเลิกประกอบธุรกิจในเดือนมีนาคม 2568 ตามลำดับ
ทั้งนี้ในเดือนมีนาคม 2568 มีนิติบุคคลเลิกประกอบกิจการที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท คือ บจ.คิตากาว่า (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,560 ล้านบาท
สำหรับการจดทะเบียนเลิกไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม-มีนาคม 2568) มีจำนวน 3,107 ราย เพิ่มขึ้น 298 ราย (10.61%) เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2567 (2,809 ราย) ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 11,859 ล้านบาท ลดลง 85 ล้านบาท (-0.71%) เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2567 (11,944 ล้านบาท)
โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 307 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 542 ล้านบาท
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 137 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 496 ล้านบาท
- ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 129 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 341 ล้านบาท
คิดเป็นสัดส่วน 9.88%, 4.41% และ 4.15% จากจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในไตรมาสแรกของปี 2568 ตามลำดับ
ทั้งนี้ช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 มีนิติบุคคลเลิกประกอบกิจการที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย รวมทุนจดทะเบียนเลิกทั้งสิ้น 4,128 ล้านบาท ได้แก่ บจ.ฟูไน (ไทยแลนด์) จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,568 ล้านบาท และบจ.คิตากาว่า (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,560 ล้านบาท
นางอรมน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,988,655 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.49 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 942,367 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.24 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็น
- บริษัทจำกัด 743,784 ราย หรือ 78.93% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.44 ล้านล้านบาท
- ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 197,094 ราย หรือ 20.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท
- บริษัทมหาชนจำกัด 1,489 ราย หรือ 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.37 ล้านล้านบาท
สำหรับนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการเป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 509,271 ราย ทุนจดทะเบียน 12.81 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก 309,015 ราย ทุน 2.56 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 124,081 ราย ทุน 6.87 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.04%, 32.79% และ 13.17% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ตัวเลขการจดทะเบียนในไตรมาสแรกของปี 2568 ที่พบว่าการจดทะเบียนจัดตั้งมีจำนวนที่ลดลงเล็กน้อย อาจสืบเนื่องมาจากปัจจัยทางจิตวิทยาที่นักลงทุนรอดูสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างประเทศ และนโยบายภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกา (Reciprocal Tariffs) ที่จะชี้ทิศทางของการค้าและเศรษฐกิจโลกประกอบกับกังวลว่าถ้าจัดตั้งธุรกิจในช่วงนี้อาจต้องเผชิญความท้าทายและความเสี่ยงในการบริหารธุรกิจ
รวมไปถึงปัจจัยความเข้มงวดในการปราบปรามธุรกิจนอมินีหรือธุรกิจทุนสีเทาของกระทรวงพาณิชย์ที่จะทำให้ธุรกิจต้องมีความรัดกุมมากขึ้นในการเตรียมความพร้อมก่อนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
ทั้งนี้ อัตราส่วนการจัดตั้งธุรกิจต่อการจดเลิกในไตรมาสแรกของปี 2568 ยังคงอยู่ที่ 7:1 หรือตั้ง 7 ราย เลิก 1 ราย
นางอรมน เปิดเผยว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม-มีนาคม 2568) มีจำนวน 272 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 67 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 205 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 47,033 ล้านบาท โดยการอนุญาตฯ ในไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม-มีนาคม 2568) มีจำนวนเพิ่มขึ้นจำนวน 94 ราย (53%) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 11,131 ล้านบาท (31%)
อย่างไรก็ดี ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- ญี่ปุ่น 57 ราย คิดเป็น 21% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 15,915 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจจัดหาจัดซื้อ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ธุรกิจบริการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การเปลี่ยนและทำการเชื่อมต่อท่อส่งใต้ทะเล ระหว่างแท่นหลุมผลิตในโครงการขุดเจาะน้ำมัน ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า
- สหรัฐอเมริกา 35 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,490 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกสินค้า ธุรกิจบริการคลังสินค้า ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และธุรกิจบริการรับจ้างผลิต
- จีน 34 ราย คิดเป็น 12% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 6,083 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการดำเนินพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากร (Free Zone) ธุรกิจบริการให้เช่าอาคารโรงงานพร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า
- สิงคโปร์ 31 ราย คิดเป็น 11% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 4,950 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการออกแบบ จัดซื้อ จัดหา ติดตั้ง ทดสอบ ตลอดจนการฝึกอบรม การให้คำปรึกษาแนะนำด้านการปฏิบัติการของงานระบบควบคุมกำกับดูแลและเก็บข้อมูล สำหรับโครงการรถไฟฟ้า ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการ Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า
- ฮ่องกง 22 ราย คิดเป็น 8% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 3,655 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการ Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า
สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม-มีนาคม 2568) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 88 ราย คิดเป็น 32% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จำนวน 32 ราย (57%) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 24,234 ล้านบาท คิดเป็น 52% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศ ญี่ปุ่น 27 ราย ลงทุน 9,295 ล้านบาท จีน 22 ราย ลงทุน 3,685 ล้านบาท สิงคโปร์ 9 ราย ลงทุน 2,194 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ อีก 30 ราย ลงทุน 9,060 ล้านบาท
ธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้าแม่พิมพ์ (Mould) ที่ใช้สำหรับผลิตชิ้นส่วนพลาสติก อุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องทำความเย็น ชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางรถยนต์ ธุรกิจบริการเคลือบผิวผลิตภัณฑ์โลหะ ธุรกิจบริการให้ใช้แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ที่นั่งนิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยง แก้วเก็บความร้อน เป็นต้น
นางอรมน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้วิเคราะห์ธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจในเดือนมีนาคม 2568 พบว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2565-2567) ธุรกิจขนส่งทางอากาศมีแนวโน้มขยายตัวด้านรายได้และกำไร แบ่งเป็น การขนส่งผู้โดยสารทางอากาศ และการขนส่งสินค้าทางอากาศ
ซึ่งการเติบโตเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ การฟื้นตัวของธุรกิจกลุ่มนี้ภายหลังจากช่วงการชะลอตัวของสถานการณ์โควิด-19 การยกเว้นวีซ่าในหลายประเทศ การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และตลาด e-Commerce ที่คึกคัก โดยเฉพาะในประเทศไทยปี 2567 มีจำนวนผู้โดยสารเดินทางทางอากาศ 141 ล้านคน เพิ่มขึ้น 16% จากปี 2566 และมีเที่ยวบิน 886,438 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปี 2566 และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศอยู่ที่ 1.51 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 22%
สำหรับนิติบุคคลธุรกิจการขนส่งทางอากาศในประเทศไทย มีจำนวน 141 ราย มูลค่าการลงทุน 53,499 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) จำนวน 115 ราย คิดเป็น 81.56% ทุนจดทะเบียน 3,977 ล้านบาทธุรกิจขนาดกลาง (M) จำนวน 10 ราย คิดเป็น 7.09% ทุนจดทะเบียน 105 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ (L) จำนวน 16 ราย คิดเป็น 11.35% ทุนจดทะเบียน 49,417 ล้านบาท
ทั้งนี้ธุรกิจการขนส่งทางอากาศแม้จะมีจำนวนธุรกิจในตลาดนี้ไม่มากนัก เพราะเป็นธุรกิจเฉพาะที่ต้องใช้เงินทุนดำเนินธุรกิจที่สูง ประกอบกับมีมาตรฐานการบินโลกที่เข้ามาควบคุมธุรกิจให้มีคุณภาพ แต่ธุรกิจทั้ง 141 รายที่อยู่ในตลาดก็สามารถสร้างผลประกอบการได้อย่างมาก โดยในปี 2566 มีผลประกอบการอยู่ที่ 371,369 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 (245,460 ล้านบาท) คิดเป็น 51% และสร้างกำไรในปี 2566 จำนวน 73,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 (25,836 ล้านบาท) คิดเป็น 185% ด้านการลงทุนของชาวต่างชาติ พบว่า 3 อันดับแรกของนักธุรกิจชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ได้แก่ จีน ลงทุน 215 ล้านบาท สวิส 206 ล้านบาท และมาเลเซีย 205 ล้านบาท โดยมูลค่าการลงทุนในภาพรวมมีจำนวน 7,146 ล้านบาท คิดเป็น 13.36% ของการลงทุนทั้งหมดในธุรกิจนี้
“รัฐบาลและภาคเอกชนได้สร้างความร่วมมือกันพร้อมมองเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เติบโตทั้งการรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจสายการบินของไทย การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อบริการจัดการธุรกิจการบิน เพื่อมุ่งเป้าไปเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค และติดอันดับ 9 ของตลาดการบินโลกภายในปี 2576”