โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘แจกัน บาย จา-อีนส์’ แบรนด์แฟชั่นแฮนด์เมด ที่เย็บแจกันหลายทรงบนเสื้อผ้า ไว้ใส่ดอกไม้หลากพันธุ์ เติมสีสันและมู้ดฮีลใจให้ชีวิต

Mirror Thailand

อัพเดต 28 มี.ค. 2568 เวลา 04.20 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 04.20 น.
ภาพไฮไลต์

แล้วใครบอกกันล่ะคะว่า “I can buy myself flowers” เนื้อเพลงที่คุณแม่ Miley Cyrus ร้อง จะหมายถึงซื้อดอกไม้ให้ตัวเองสวยๆ เชิ่ดๆ แบบที่ต้องมาเป็นช่อ หรือต้องเอาไปใส่แจกันตั้งโต๊ะได้อย่างเดียวเท่านั้น เพราะดอกไม้ที่ซื้อให้ตัวเอง เราอาจจะเอามันมาอยู่บนตัว หรืออยู่บน ‘เสื้อผ้า’ ของเราเองก็ได้เหมือนกันจ้ะสาว! ซึ่ง ยีน-ปัณฑ์ชนิตร์ ชาญจิรกิตติ ผู้มีงานหลักเป็นนักออกแบบภายใน มีงานรองเป็นศิลปินที่รับปักผ้าด้วยมือ (Hand Embroidery) และมีงานอดิเรกเป็นคนชอบจัดดอกไม้ รวบรวมความรู้และความชอบของตัวเองในงานที่เธอทำทั้งหมดนี้ มาเป็นไอเดียที่นำหนึ่งก้าว เย็บแจกันบนเสื้อผ้าสไตล์ที่เธอชอบ พร้อมใส่ดอกไม้พันธุ์ต่างๆ ที่เธอรักลงไป เกิดเป็นแบรนด์แฟชั่นแฮนด์เมดสุดเก๋ชื่อ ‘แจกัน บาย จา-อีนส์’ ในคอนเซ็ปต์ “Why can’t we carry flowers anywhere?” ที่ทุกออเดอร์ในการสั่งเสื้อจะมีดอกไม้ส่งไปให้แมทช์กันด้วย

ครั้งแรกที่ยีนปักแจกันลงบนเสื้อ เธอปักบนเสื้อโค้ทเล่นๆ ตอนไปทริปที่ประเทศจอร์เจีย เพราะแค่รู้สึกว่าอยากปักไปถ่ายรูปเล่นบนภูเขาในช่วงปลายหิมะที่ดอกไม้ยังไม่ขึ้นมาให้เห็น เธอเลยคิดสนุก เอาดอกไม้ไปเติมความสดใสบนเสื้อผ้าที่ใส่ ให้มู้ดวันนั้นดูมีชีวิตชีวา และฮีลใจคนรักดอกไม้อย่างเธอ ปรากฏว่าลงรูปไปปุ๊บมีแต่คนอยากได้! และนั่นทำให้ยีนเริ่มคิดจริงจังว่า ถ้าไม่ต่อยอดไอเดียตั้งแต่ตอนนี้ โดนก็อปไปจะเสียใจภายหลัง ลองทำแบรนด์สักตั้ง ก็น่าจะสนุกดี

แจกัน บาย จา-อีนส์ (ที่เล่นคำมาจาก ‘ยีน’) จึงเริ่มต้นขึ้น กลายเป็นแบรนด์คอนเซ็ปต์ชัด และไม่เหมือนใคร มีตั้งแต่ เบบี้ทีผ้านุ่ม ที่ปักเป็นรูปทรงแจกันด้านหน้า ไว้ใส่ดอกเบบี้ทิวลิปลงไป เสื้อยืดทรงหลวมๆ ใส่ง่ายๆ ที่มีแจกันไว้ใส่ทิวลิปดอกใหญ่ แจ็กเก็ตยีนส์แขนยาวคอแหลมที่ขายดี และฮอตที่สุดในร้าน ซึ่งมีแจกันผ้าดิบเซอร์ๆ ที่ยีนเย็บเองทุกตัวอยู่ด้านหลังไว้ใส่ดอกเยอบีร่า ยังมีสเวตเตอร์ที่เย็บแจกันเป็นทรงนูนสามมิติ หรือจะคอลเล็กชันที่ใช้ผ้ามาผูกโบว์ หรือริบบิ้นไขว้ เป็นที่อยู่ของดอกไม้ ทั้งตัวที่ทำรูเสียบลงไปได้เลยตรงๆ และตัวที่ให้ใส่ลงไปแล้วดัดก้านดอกไม้ให้มันเลี้ยวเคี้ยวคดตามตัว เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรา ฯลฯ

“ตอนทำแรกๆ แม่จะชอบแซวว่า บ้าๆ บอๆ คนอะไรจะเอาดอกไม้มาใส่บนตัว โอกาสนี้ยีนเลยขอเชิญทุกคนเข้ามาร่วมบ้าไปด้วยกันค่ะ (หัวเราะ)”

พร้อมแล้ว ก็ไปอ่านเบื้องหลังความคิ้วท์ ความเก๋ ที่ยังคงความใส่ง่าย ของ แจกัน บาย จา-อีนส์ กันได้เลย

ทำไมดอกไม้ต้องอยู่แค่ในช่อหรือวางแค่ในแจกัน?

นั่นสิทำไม? แจกัน บาย-จาอีนส์ เริ่มต้นจากคำถามนี้ที่ยีนสงสัยขึ้นมาในช่วงที่ “คนซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาดเยอะนะ เราเห็นคนถือช่อดอกไม้ถ่ายรูปกันเต็ม หรือถ้าไม่อยู่ในช่อ ก็จะอยู่ในแจกัน แล้วทำไมดอกไม้ถึงวางได้แค่ในแจกัน? ทำไมมันติดตัวเราไม่ได้ตลอด ยีนก็เลยคิดว่า จะทำยังไงดีให้มันไปกับเราได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ Why can’t we carry flowers anywhere?”

“อีกด้านหนึ่งในมุมมองของยีน มันก็เป็นการ Encourage ผู้หญิงอย่างเราไปด้วยว่า ทำไมต้องรอคนอื่นซื้อดอกไม้ให้ เราสามารถมีดอกไม้เป็นของตัวเอง พาดอกไม้ไปด้วยทุกที่ ก็เลยเย็บ ‘แจกัน’ บนเสื้อผ้าให้ใส่ดอกไม้ค่ะ ฉันสามารถมีดอกไม้ของตัวเอง ไม่ต้องง้อใคร”

ยีนเล่าถึงพื้นเพความสนใจในงานศิลปะของเธอว่า นอกเหนือจากงานออกแบบภายในที่ทำเป็นอาชีพหลักแล้ว จริงๆ เธอยังเคยลงเรียนเวิร์กช็อปปักผ้า เพราะชื่นชอบเสน่ห์ของผ้าบางอย่าง ซึ่งลงเรียนไปแค่ครั้งเดียว เธอก็รู้เลยว่านี่แหละสิ่งที่เธอคลิกที่สุด! ทำให้หลังจากนั้น ยีนจึงมุ่งทำงานศิลปะบนเฟรมสดึงวงกลมตามออเดอร์เป็นอาชีพเสริมไปด้วย ไม่ว่าจะการปักไหมบนผ้าเป็นรูปห้องนอน ห้องนั่งเล่น กล้องจุลทรรศน์ แม้แต่งานแต่งงานของตัวเองเธอก็เพนต์ผ้าและปักผ้าเพื่อตกแต่งงานของเธอเองด้วยเช่นกัน นั่นจึงไม่ยากที่เธอจะเริ่มอยากลองปักอะไรสักอย่างลงบน ‘เสื้อผ้า’

บวกกับความชอบในการจัดดอกไม้ ที่เธอมักจะจัดดอกไม้บนโต๊ะช่วยสามีที่ทำ Chef's Table ซึ่งการได้จัดดอกไม้บ่อยๆ ทำให้ยีนเริ่มผูกพันและเริ่มสนิทกับดอกไม้ รู้ชนิดดอกไม้มากขึ้น และเริ่มเกิดความคิดสร้างสรรค์ในหัวตลอดเวลาว่า เกี่ยวกับการจับคู่สีดอกไม้ให้เริ่ด ซึ่งแน่นอนว่า มันคือหลักการเดียวกับการทำออกแบบภายใน และเป็นหลักการเดียวกับการออกแบบเสื้อผ้าเมื่อเธอตัดสินใจทำแบรนด์

“การเป็น Interior Designer ทำให้เราใส่ใจดีเทลเล็กๆ ที่คนอื่นอาจคิดไม่ถึงหรืออาจไม่ได้ใส่ใจ มันทำให้เราสื่อสารบางอย่างออกมาเป็นตัวตนของเราได้มากยิ่งขึ้น”

“ประกายแรกที่ทำแบรนด์ขึ้นมา เริ่มต้นจากที่ยีนอยากเอาดอกไม้ไปทริปจอร์เจีย เพื่อจะไปถ่ายรูปเล่นบนภูเขา ที่ช่วงนั้นมันยังมีหิมะ ดอกไม้และหญ้าบริเวณนั้นจึงยังคงแห้งแล้งอยู่ เราก็เลยอยากเติมความสดใสให้บรรยากาศตรงนั้น แต่ทีนี้จะเอาไปยังไงดี ก็เลยคิดว่าเสียบมันยังไงได้บ้าง ลองปักๆ เป็นแจกันบนเสื้อโค้ทหลายๆ แบบ แล้วเอาดอกป๊อปปี้ที่พุ่มเยอะๆ ใส่ลงไป พอลงรูปเท่านั้นแหละ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ขายด่วน ถ้าไม่ขายระวังโดนก๊อป ก็เลยลองทำแบรนด์ดู”

ด้วยความที่เธอเป็นดีไซเนอร์ แต่ยังเป็นน้องใหม่ในวงการทำธุรกิจ เธอจึงต้องคิดหลายอย่าง เพื่อให้แบรนด์ที่เธอทำ มันขายได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงง่ายขึ้น ยีนจึงเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองจะใส่ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ อย่าง เสื้อยืด เบบี้ที เสื้อแจ็กเก็ต เสื้อสเวตเตอร์ หรือจัดเต็มขึ้นมาหน่อยก็เป็นเบลเซอร์

“ตอนเราทำใส่เองมันไม่ยากหรอกค่ะ เพราะเราทำอะไรก็ได้ แต่พอจะทำขาย เราต้องคิดแล้วว่าจะต้องเย็บยังไงให้ขอบไม่รุ่ย เก็บขอบผ้ายังไงให้ดูสวย หาเชปแจกันยังไงให้ดูเข้ากับเสื้อแต่ละตัว ซึ่งเชปนั้นมันก็ต้องพยุงดอกไม้ให้อยู่บนเสื้อได้โดยไม่หล่น ดอกไม้แต่ละอันที่เราให้ลูกค้าไปกับเสื้อจึงมีน้ำหนักไม่เท่ากัน เพื่อให้มันเข้ากับผ้าและดีไซน์แจกันที่เราออกแบบไว้”

ทำไมแจกันนี้ต้องอยู่บนเสื้อตัวนั้น?

ด้วยความเป็นนักออกแบบ ยีนจึงใช้เวลาอยู่นานในการทำแต่ละคอลเล็กชันขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองมองแล้วรู้สึกว่า นี่ล่ะใช่ที่สุด! เธอแชร์ว่า “เราต้องเลือกแบบแจกันให้เข้ากับเสื้อแต่ละรุ่น แต่ละตัว ที่ความเล็ก ความใหญ่มันจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสเกลเสื้อ ก่อนอื่นก็ต้องดราฟต์แพทเทิร์นแจกันออกมาก่อน แล้วลองว่าขนาดไซซ์เท่าไหนกำลังเหมาะ ต่อมาคือเรื่องของตำแหน่งว่าจะวางให้มันอยู่กลาง อยู่ข้างหน้า หรืออยู่ซ้าย หรือขวา แล้วก็ต้องเลือกอีกว่า สีแจกันกับสีเสื้อจะใช้สีอะไร ยีนไปไปอยู่ในร้านผ้าทุกวัน หอบเสื้อไปด้วย แล้วไปนั่งเทียบเลยว่าสีไหนดีสุด และจะมาใช้เวลาค่อนข้างนานอีกทีตอนที่เราเลือกชนิดดอกไม้ให้เข้ากับแจกัน”

คอลเล็กชันแรก ‘I Bring Flower’ ประกอบไปด้วยเสื้อยืด เสื้อคอเต่าเข้ารูป เบบี้ที และสเวตเตอร์ โดยยีนตั้งใจให้แจกันอยู่ข้างหน้าอันเดียว เพื่อให้เรียบง่ายที่สุด และเวลาที่คนจะไม่ใส่ดอกไม้ลงไป เขาก็จะต้องยังคิดว่า มันยังใส่ได้สวยอยู่ และคุณภาพผ้าก็ต้องดีพอให้ใส่ได้เรื่อยๆ เช่นกัน

“อย่างแจกัน เราจะไม่ได้ฟิกซ์ว่าต้องใช้ผ้ารุ่นใดรุ่นเดียวเท่านั้น เราจะดูความเหมาะสมของสีเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ และรูปทรงแจกันก็จะไม่เหมือนกัน อย่างเสื้อยืดเราใช้ผ้าคอตตอนเน้นใส่ง่ายๆ สบายๆ บางตัวก็จะมีผสมไนลอน แต่สเวตเตอร์ เราออกแบบแจกันเป็นสามมิติ เพราะเสื้อมันตัวใหญ่ ถ้าทำแบนๆ เราไม่ค่อยชอบ ซึ่งพอผ้าสเวตเตอร์หนา ผ้าที่ทำแจกันก็ต้องเป็นผ้าเดียวกับสเวตเตอร์ นั่นคือผ้าเกล็ดปลา เพื่อรับน้ำหนักมันให้ได้”

คอลเล็กชันสอง ‘Vase’s Up Denim Jacket’ กับแจ็กเก็ตยีนส์ ซิกเนเจอร์ที่ขายดีมากที่สุดของร้าน ด้วยความเป็นปกแหลมด้านหน้า ส่วนข้างหลังก็มีดีเทลเป็นแจกันเท่ๆ โดยยีนส์เลือกใช้ “ผ้าดิบ วางแล้วมันเก๋าๆ กับแจ็กเก็ตยีนส์ดี ลองผ้าอื่นแล้วดับมาก มันหนักไปหมด ผ้าดิบมันบางและยังให้ความเซอร์ๆ ที่เข้ากันมาก” นอกจากแจ็กเก็ตแขนยาว เธอยังมีแจ็กเก็ตแขนสั้นให้เลือกเพิ่มอีกด้วย

คอลเล็กชันที่สาม ‘Ribbon & Flower’ ที่มีทั้งแจกันจากโบว์ซึ่งเย็บอยู่บนด้านหน้าเสื้อยืด รวมถึงแก๊งเบลเซอร์ที่เย็บไว้อยู่ด้านหลังตามมา ยีนภูมิใจกับสิ่งเธอทำมาก เธอบอกว่า “รู้สึกแปลกใหม่จริง ไม่มีใครคิดได้ (หัวเราะ) ยีนทำรูหลังโบว์ เพื่อให้ลูกค้าเกี่ยวดอกเยอบีร่าลงมาแล้วให้มันเลื้อยๆ ไปตามตัว และมีตัวที่เสียบลงไปได้เลยตรงๆ ให้เห็นก้านยาวๆ”

“ยีนเย็บกับคุณป้าช่างเย็บอีกคน แต่ละตัวเราตั้งใจให้มีวิธีการเย็บแจกันที่ไม่เหมือนกัน เพื่อโชว์เสน่ห์ของวิธีการเย็บมือ เช่น เบบี้ที เราจะเดินเส้นแบบซิกแซก เสื้อยืดเราจะเย็บแบบคัทเวิร์กช่องไฟถี่ๆ แจ็กเก็ตยีนส์เราจะเย็บแบบคัทเวิร์กช่องไฟใหญ่ๆ หรือเดรสเราจะเดินเส้นตรงธรรมดา ให้ฟอร์มการเย็บมันไม่ตายตัวที่สุด ยีนว่ากลิ่นอายของงานฝีมือคือมันจะไม่เหมือนใคร มันจะไม่เท่ากัน มันจะไม่เป๊ะทุกองศา ซึ่งมันดูมีชีวิตชีวา มีลูกเล่น มีความไม่น่าเบื่ออยู่ในนั้น”

ทำไมต้องยึดติดกับดอกไม้ชนิดเดียว เปลี่ยนบ้างได้ไหม?

คำตอบคือเปลี่ยนได้ค่ะทุกคน ไม่ต้องห่วงว่าจะกลัวไม่เริ่ด ถ้าเราไม่ใช้ดอกไม้ที่ทางแบรนด์ให้มา เพราะยีนจะบอกลูกค้าทุกคนเสมอว่า “กิมมิคของร้านเราคือ ทุกคนอย่ายึดติดกับดอกไม้ที่เราให้ไปนะ สามารถลองเล่นดอกไม้อื่นๆ ได้ ยีนอาจจะมีดอกไม้ปลอมที่คล้ายดอกจริงคร่าวๆ ที่เราให้ลูกค้าไป เช่น คาลล่า ลิลลี่, เยอบีร่า, ทิวลิป, เบบี้ทิวลิป และ ป๊อปปี้ แต่ความสนุกคือ บางคนอาจจะเอาดอกไม้สดมาใส่เลย บางคนเอาดอกไม้ที่ถักโครเชต์มาใส่ หรือดอกไม้เลโก้มาลองเล่น มันได้หมดค่ะ ไม่ว่าคุณจะเลือกสีหรือชนิดใด มันก็น่ารักในแบบของมันเสมอค่ะ”

“เหตุผลที่เราอยากให้ผู้คนมีดอกไม้ติดตัวไปด้วยทุกที่ เพราะแค่เราเอง นั่งมองดอกไม้เฉยๆ ก็รู้สึกดีแล้ว และคงมีอีกหลายคนที่ชอบดอกไม้เหมือนกัน เวลาลูกค้าซื้อไป เขาจะบอกเราตลอดว่า น้องน่ารักมากเลย เวลาเศร้าๆ แค่ได้มองความน่ารักของดอกไม้ ก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ อะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้นึกถึง ว่ามันจะฮีลใจได้ขนาดนั้น แต่ฟีดแบคมันก็ทำให้เห็นว่า บางเรื่องเล็กๆ มันก็ทำให้ผู้คนรู้สึกดีได้ขนาดนั้นแหละค่ะ”

แจกัน บาย จา-อีนส์ ยังเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เปิดได้ไม่นาน ยีนเองก็ยอมรับว่า ยังมีเรื่องที่เธอต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจอีกมาก แต่เธอก็ยืนยันว่า “แบรนด์เราไม่ได้ตามเทรนด์ เสื้อผ้า Fast Fashion มันอาจจะเร็วกว่ามากๆ ในแง่การผลิต แต่อย่างน้อยการไม่ได้วิ่งตามใคร เราจะรู้สึกไม่เหนื่อยเท่า หรือกลัวว่าถ้าจบเทรนด์ไป จะขายไม่ออกแล้ว เพราะเสื้อผ้าของเราทั้งหมดล้วนใส่ได้เรื่อยๆ และอยู่ได้นาน แม้จะไม่ใส่ดอกไม้ลงไป ก็ยังใส่ได้อยู่”

“แต่ก็ต้องยอมรับว่า พอเป็นงานฝีมือที่ใช้เวลา ใช้เทคนิค มันก็ตามมาด้วยต้นทุนที่สูง แต่แบรนด์เราก็พยายามตั้งราคาไม่สูงเกินไป ซึ่งเราอยากผลักดันให้คนเข้าใจและเห็นคุณค่าของงานแฮนด์เมดต่อไปค่ะ”

ใครสนใจอยากอุดหนุนแบรนด์ไทยสุดเก๋นี้ ไปติดตามเขาได้ในไอจี https://www.instagram.com/jaegunbyjja_ens/ กันได้น้า

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...