โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ญี่ปุ่น” ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วสุดในโลก และเป็นประเทศแรกที่เข้าสู่ Super-aged Society

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 เม.ย. 2568 เวลา 15.31 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. 2568 เวลา 10.00 น.

ปัจจุบันโลกเข้าสู้ "สังคมสูงอายุ" อย่างเต็มตัวแล้ว ข้อมูลสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพระบุว่าในปี 2558 มีประชากรโลก 7,349 ล้านคน และมีผู้สูงอายุกว่า 904 ล้านคน หรือคิดเป็น 12% ซึ่งว่าประชากรโลกเข้าสู่เกณฑ์สังคมสูงอายุเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตามนิยมขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุไว้ว่าผู้สูงอายุ (Older / Elderly person) หมายความผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สำหรับบางประเทศนั้น โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจใช้เกณฑ์ที่ 65 ปี

พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าภายในปี 2070 ประชากรโลกที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะสูงถึง 2.2 พันล้านคน และมีจำนวนมากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ขณะที่ภายในกลางปี 2030 จะมีประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไปราว 265 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนทารกเสียอีก

โดย UN ได้แบ่ง "สังคมสูงอายุ" ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  • Aging Society (สังคมผู้สูงอายุ) โดยประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 10% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ของประชากรทั้งหมด
  • Aged Society (สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์) ประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14% ของประชากรทั้งหมด
  • Super-aged Society (สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด) ประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด

"ญี่ปุ่น" ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วสุดในโลก และเข้าสู่ Super-aged Society

และหนึ่งในประเทศที่น่าจับตา คือ *"ญี่ปุ่น" ซึ่งกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุแห่งแรกของโลกตั้งแต่ปี 2006 โดยพบว่ามีประชากรสูงอายุ ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด และญี่ปุ่นยังเป็นประเทศแรกที่เข้าสู่ Super-aged Society เรียบร้อยแล้วในปี 2020*

ข้อมูลชุดหนึ่งระบุว่า ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้มีอายุเกิน 100 ปี (centenarians) สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 80,000 คน AARP International – Japan ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Aging Readiness & Competitiveness (ARC) ระบุว่า สัดส่วนของประชากรญี่ปุ่นจะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นสังคมผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกจนถึงปี 2050

โดยข้อมูลจากหน่วยงานวิจัยและวิเคราะห์เชิงนโยบายของรัฐสภายุโรป (European Parliament) ระบุว่า พีระมิดประชากรของญี่ปุ่น เริ่มเปลี่ยนรูปทรงไปในช่วงทศวรรษ 1990 โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ทำให้สัดส่วนของประชากรวัยกลางคนและสูงวัยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างประชากรในปัจจุบันมีลักษณะคล้าย แจกันทรงอูฐ (urn-shaped) มากกว่าพีระมิด

พร้อมคาดการณ์ว่าประชากรญี่ปุ่นจะลดลงจาก 127 ล้านคนในปี 2015 เหลือราว 111 ล้านคนในปี 2040 และจะลดลงต่ำกว่า 100 ล้านคนในปี 2053 แม้จำนวนผู้สูงอายุอาจเริ่มลดลงหลังปี 2042 แต่สัดส่วนของผู้สูงอายุเทียบกับประชากรทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็น 38% ในช่วงปี 2060s

อีกทั้งญี่ปุ่นก็ได้ประกาศให้มีวันหยุดราชการพิเศษเพื่อให้เกียรติผู้สูงอายุ เรียกว่า “วันเคารพผู้สูงอายุ” (Keiro no Hi) ซึ่งเป็นวันหยุดแห่งชาติของญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 1966

ทำไม ญี่ปุ่น ถึงเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็ว?

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ญี่ปุ่น ถึงเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว เพราะคนญี่ปุ่นอายุยืนขึ้น พบว่าอายุขัยของประชากรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ในปี 2019 ผู้หญิงญี่ปุ่นมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 87.45 ปี และผู้ชายญี่ปุ่นมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 81.41 ปี ทั้งจากพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ การเข้าถึงน้ำสะอาด ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับสุขอนามัย และวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงของผู้สูงอายุ

โดย จังหวัดโอกินาว่า แม้จะเป็นพื้นที่ที่พัฒนาทางเศรษฐกิจน้อยที่สุด แต่กลับมีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุดในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากพันธุกรรม ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ที่อยู่ในระดับต่ำ และความสัมพันธ์ทางสังคมที่แน่นแฟ้น (social cohesion)

อีกปัจจัยหนึ่งคือ ชาวญี่ปุ่นมีลูกน้อยลง โดยอัตราการเกิดของญี่ปุ่นเริ่มลดลงตั้งแต่ ช่วงทศวรรษ 1970 และต่ำสุดในปี 2005 ที่ 1.26 หลังจากนั้นก็ไม่เคยแตะระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 ได้เลย เนื่องจากอัตราการแต่งงานลดลง ภาพถึงภาพของโอกาสการมีงานที่มั่นคงของผู้ชายหนุ่มที่ลดลง และวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้เช่นกัน รวมถึงบทบาทในครอบครัวแบบดั้งเดิมที่ยังฝังลึกในญี่ปุ่น ที่ผู้หญิงมักต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องการเลี้ยงลูกและดูแลบ้าน ขณะที่ระบบการศึกษาก็แข่งขันสูงและมีค่าใช้จ่ายมาก

ญี่ปุ่น สังคมผู้สูงอายุ

นักวิเคราะห์มอง วิกฤตเศรษฐกิจของญี่ปุ่น แท้จริงแล้วคือวิกฤตประชากร

AARP International – Japan อธิบายเพิ่มเติมว่า นักวิเคราะห์มองว่าปัญหาด้านโครงสร้างประชากร (demographics) กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น โดย Yi Fuxian นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจของญี่ปุ่น แท้จริงแล้วคือ วิกฤตประชากร

ซึ่งจำนวนแรงงานวัยหนุ่มสาวที่ลดลง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรมลดลง ขณะเดียวกันงบประมาณภาครัฐที่ต้องแบกรับภาระมากขึ้น โดยในปี 2018 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของญี่ปุ่น อยู่ที่ 10.9% ของ GDP และ IMF คาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 12.1% ภายในปี 2030

โดยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวของญี่ปุ่นในปี 2018 อยู่ที่ประมาณ 337,000 เยน (2,730 ยูโร) ขณะที่งบประมาณบำเหน็จบำนาญภาครัฐ ในฐานะสัดส่วนของ GDP ก็เพิ่มขึ้นจนเกินค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD แต่ยังไม่ถือว่าสูงเกินไป โดยในปี 2015 อยู่ที่ 9.4% ของ GDP

นอกจากนี้ปัญหาขาดแคลนแรงงานรุนแรงขึ้น เกิดขึ้นท่ามกลางการเปิดรับแรงงานต่างชาติที่จำกัด โดยผู้สูงอายุในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากสถิติของรัฐบาลที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2020 มีผู้สูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ยังอยู่ในตลาดแรงงานสูงถึง 8.92 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 16 คิดเป็น 13.3% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งภาคเกษตรกรรมเองก็กำลังเผชิญวิกฤตแรงงานเช่นกัน

ญี่ปุ่น ปรับตัวรองรับสังคมสูงอายุอย่างไร?

ในแง่ของนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น โดยนโยบายครอบครัว หลังจากเกิดเหตุการณ์ “ช็อก 1.57” รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดทำนโยบายชื่อว่า “แองเจิลแพลน” (Angel Plan) ในปี 1994 สนับสนุนคู่แต่งงานในการเลี้ยงดูบุตร โดยขยายบริการดูแลเด็ก เพิ่มสิทธิการลาคลอดและเลี้ยงดูบุตร รวมถึงให้เงินช่วยเหลือบุตร

ต่อมาแผนนี้ได้ถูกปรับปรุงหลายครั้ง โดยในปี 2009 รัฐบาลได้เพิ่มเป้าหมายใหม่คือ การเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงที่ทำงานต่อหลังมีบุตร ควบคู่กับเป้าหมายอื่นที่เกี่ยวกับการปรับสมดุลชีวิตและการทำงาน (work-life balance) ในเดือนตุลาคม 2019 รัฐบาลได้ออกนโยบาย เรียนฟรีในระดับปฐมวัย (อนุบาล) สำหรับเด็กอายุ 3–5 ปี

ในเดือนพฤษภาคม 2020 คณะรัฐมนตรีได้เสนอชุดมาตรการใหม่ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสำหรับครอบครัวที่มีบุตร เช่น ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยาก เพิ่มเงินช่วยเหลือเด็ก (child allowance) ขยายโครงการเรียนฟรีในระดับอุดมศึกษา และเพิ่มเงินชดเชยสำหรับการลาคลอดและลาพ่อ

ด้านการย้ายถิ่นฐาน ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเป็นเอกภาพทางวัฒนธรรมและสังคมสูง และไม่เปิดรับผู้อพยพมากนัก ผู้ที่เข้ามาทำงานมักเป็นเพียงแรงงานชั่วคราวที่ต้องเดินทางกลับประเทศเมื่อหมดสัญญา โดยในเดือนธันวาคม 2018 รัฐสภาญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายใหม่สร้างระบบวีซ่าใหม่สำหรับแรงงาน 2 ประเภท คือ แรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางในสาขาที่กำหนด สามารถอยู่ในญี่ปุ่นได้นานถึง 5 ปี ห้ามพาครอบครัวมาอยู่ด้วย ขณะที่แรงงานที่มีทักษะสูงกว่าสามารถพาครอบครัวมาอยู่ด้วยได้และพำนักระยะยาวในญี่ปุ่นได้แบบไม่มีกำหนด

นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีความร่วมมือกับนานาชาติด้วย เช่นโครงการริเริ่มด้านสุขภาพระหว่างญี่ปุ่น–อาเซียน (Japan–ASEAN Health Initiative) ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อส่งเสริม วิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ, ป้องกันโรค, และ ยกระดับมาตรฐานการแพทย์ ในประเทศอาเซียน และโครงการ Japan–ASEAN Universal Health Coverage (UHC) โดยมุ่งเน้นไปที่การรองรับสังคมสูงวัยในประเทศสมาชิกอาเซียน

ในปี 2015 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศแผน Japan 2035 ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ด้านการดูแลสุขภาพของญี่ปุ่นในปี 2035 โดยตั้งเป้าให้ญี่ปุ่นกลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านสุขภาพ และเป็นต้นแบบด้านการดูแลสุขภาพแก่ประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญกับภาวะสูงวัยอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันนั้น ญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศแนวหน้าด้านเศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy) หรือเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุกำลังเติบโต และญี่ปุ่นยังเป็นผู้นำด้าน การพัฒนาหุ่นยนต์ เพื่อตอบรับกับแรงงานที่ลดลงและเพื่อดูแลผู้สูงวัย เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ (adult diapers) มียอดขายแซงหน้า ผ้าอ้อมเด็ก มาหลายปีแล้ว โทรศัพท์มือถือแบบ "รากุ-รากุ” โทรศัพท์มือถือใช้งานง่าย ปุ่มใหญ่ ตัวอักษรชัดเจน ขายได้แล้วมากกว่า 20 ล้านเครื่องในตลาดญี่ปุ่น หรือในภาคเกษตรที่ประสบปัญหาแรงงาน ยังมีการนำ การทำฟาร์มแนวตั้ง (vertical farming) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ หรือหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ และบริการธนาคารสำหรับผู้สูงวัย

ทั้งนี้ญี่ปุ่น คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของโลกในอนาคตที่ประชากรสูงวัย จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการกำหนดนโยบายระดับชาติ

อ้างอิง : m-society.go.th, un.org, aarpinternational.org, europarl.europa.eu, weforum.org

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...