โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

บทเรียนจาก ‘ไอ้ป๋อง’ กรมคุมประพฤติอุดช่องโหว่ สั่งเฝ้าระวังหลังนักโทษพ้นคุก 4.3 พันราย

เดลินิวส์

อัพเดต 12 สิงหาคม 2569 เวลา 17.40 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ถอดบทเรียนจากคดี

สืบเนื่องจากกรณีนายฑนา เกิดทอง หรือป๋อง ผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์พ้นโทษออกมาแล้วก่อคดีรุนแรงฆ่า 5 ศพ แม้จะอยู่ในมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษจากคำสั่งศาล ภายใต้ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC นั้น

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยกับทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์ว่า ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีผู้ต้องขังพ้นโทษที่ถูกศาลมีคำสั่งเฝ้าระวัง จำนวนทั้งสิ้น 4,333 ราย ซึ่งไม่สามารถสันนิษฐานล่วงหน้าได้ว่าจะมีกี่รายในจำนวนดังกล่าว ไปก่อเหตุกระทำความผิดซ้ำหรือไม่ ยกตัวอย่างกรณีของนายฑนา หรือป๋อง ที่แท้ว่าศาลจะมีคำสั่งให้เฝ้าระวังหลังพ้นโทษ เป็นระยะเวลา 2 เดือน คือ ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง และให้รายงานตัวทุก 3 เดือน แต่ในข้อเท็จจริงหลังจากนั้นก็พบว่าในเวลาไม่ถึงเดือน ผู้ถูกเฝ้าระวังกลับไปก่อเหตุฆาตกรรมถึง 5 ศพ

ดังนั้น สาระสำคัญและช่องโหว่จึงอยู่ที่ห้วงเวลาก่อนการรายงานตัวครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นนั้น เราควรรู้ว่าในระหว่างนี้ ผู้ถูกเฝ้าระวังได้มีกิจวัตร หรือไปทำอะไร ประกอบอาชีพที่ไหนบ้าง และนอกจากนี้ ตนมองว่าการประเมินความเสี่ยงของราชทัณฑ์สำหรับผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ต้องขังเหลือโทษ 6 เดือน-1 ปี เพื่อเตรียมพ้นโทษ ว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงน้อยต่อการกระทำความผิดซ้ำ อาจยังไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปและตอบโจทย์ได้ทันทีว่าเมื่อเขาพ้นโทษไปแล้ว จะมีความเสี่ยงน้อยตลอดไปหรือไม่ เพราะในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษของผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง จะเป็นการใช้ดุลพินิจของศาล ซึ่งศาลจะพิจารณาจากรายงานการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่คณะกรรมการระดับเรือนจำ ตามด้วยรายงานความเห็นของคณะกรรมการตามมาตรา 16 (คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ)

ทั้งนี้ การที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ต้องขังถูกใช้มาตรการใดหลังพ้นโทษ ก็ย่อมเป็นสัดส่วนที่ต้องเหมาะสมกับพฤติกรรม และสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกเฝ้าระวังด้วย เพราะอย่างไรแล้วเขาก็ได้รับโทษตามอัตราโทษเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเป็นผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงที่จะต้องพ้นโทษกลับไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ กระบวนการยุติธรรมจึงมองเห็นในเรื่องของความปลอดภัยของสังคมและชุมชนที่ผู้ถูกเฝ้าระวังจะไปพำนักอาศัย จึงต้องยืนยันว่ามาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษ แต่มันจะเป็นผลดีกับตัวผู้ถูกเฝ้าระวังเองด้วย เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของคนในสังคม ว่าคุณจะไม่เสี่ยงกลับไปกระทำความผิดซ้ำ

อธิบดีกรมคุมประพฤติ เผยอีกว่า เนื่องด้วยปัจจุบัน กรมคุมประพฤติมีสถิติจำนวนผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาล ให้มีมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ จำนวน 4,333 ราย ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเข้มงวด ระหว่างนี้เราจึงได้ทบทวนถึงคดีล่าสุดที่เกิดขึ้น และได้แนวทางเพื่อจัดทำระบบและกระบวนการมาช่วยเพิ่มเติม เพื่ออุดช่องโหว่ตรงนี้ ว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้ถูกเฝ้าระวังปฏิบัติตามคำสั่งศาล ไม่เสี่ยงไปกระทำความผิดซ้ำอีก โดยระหว่างนี้กรมคุมประพฤติจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานข้อมูลร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้สอดรับการตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่

แบ่งเป็น 1.คณะทำงานระดับจังหวัด ที่จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และ 2.คณะทำงานระดับอำเภอ ที่จะมีนายอำเภอ เป็นประธาน โดยทั้งสองคณะจะมี ผอ.สำนักงานคุมประพฤติจังหวัด เป็นเลขานุการ โดยทั้ง 2 คณะ จะมีบทบาทร่วมกันวางมาตรการ เริ่มต้นจากการสำรวจและจัดทำเป็นรายงานในส่วนของผู้ถูกเฝ้าระวังรายนั้น ๆ ว่าปัจจุบันทำอะไรอยู่บ้าง และไม่มีความเสี่ยงไปกระทำความผิดซ้ำหรือไม่ หรือมีคนในชุมชนรายงานเหตุความเสี่ยงหรือไม่ จากนั้นคณะทำงานจะร่วมกันพิจารณาข้อมูล อาทิ ประวัติกระทำผิด สาเหตุการกระทำผิด พฤติการณ์รุนแรงในคดีเก่า ภาวะทางจิต นิสัย ประวัติชีวิตและครอบครัวตั้งแต่เด็กจนโต เพื่อออกแบบมาตรการเฝ้าระวังความเสี่ยงเป็นรายบุคคลแบบใกล้ชิด

ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าภายในเดือน ส.ค. 69 จะมีความคืบหน้าในการจำแนกผู้ถูกเฝ้าระวังทั้ง 4,333 ราย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสีแดง (ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ) กลุ่มสีส้ม (ให้ความสำคัญพอสมควร) และกลุ่มสีเหลือง (ให้ความสำคัญตามการเฝ้าระวัง) ซึ่งจะคำนึงถึงระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่งประกอบการจำแนกกลุ่มสีด้วย ซึ่งเชื่อว่าคณะทำงานระดับพื้นที่ ที่ได้มีการแต่งตั้งล่าสุดนี้ จะช่วยกันอุดช่องโหว่ และเพื่อดูแลติดตามผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาล ให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด อย่างใกล้ชิดต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...