ก.ล.ต. จับมือ แบงก์ชาติ ยกระดับคุมเข้ม ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ปิดช่องฟอกเงิน-ขนเงินเลี่ยง FX พร้อมดีเดย์ ‘Travel Rule’ 27 ก.พ.ปีหน้า แกะรอยเส้นทางคริปโตฯ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึง Stablecoin หลังจากเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาพบปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติ พร้อมเตรียมบังคับใช้หลักเกณฑ์ ‘Travel Rule’ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามเส้นทางการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลและป้องกันการใช้เป็นช่องทางทำธุรกรรมผิดกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
- ถอดรหัส ‘Travel Rule’ บังคับใช้ต้นปีหน้า เครื่องมือแกะรอยเส้นทางเหรียญ
- Travel Rule คืออะไร และทำงานอย่างไร
- ก.ล.ต. เดินหน้าหลายมาตรการยกระดับคุณภาพให้ตลาดทุนไทย
- ปรับกระบวนการพิจารณา IPO ให้สั้นลงเหลือ 60-100 วัน
- ตั้งเป้าใช้เวลาทำคดีเฉลี่ยลดลงเหลือ 1.5 ปี ลุยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายทั้งกระบวนการ
จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยถึงสถานการณ์การใช้นวัตกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยว่า จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วงต้นปี 2569 พบว่า ปริมาณการซื้อขายหรือวอลุ่มของ USDT ปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50% ของปริมาณการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แซงหน้ามูลค่าการซื้อขาย Bitcoin
โดยปกติแล้ว USDT หรือ Stablecoin มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้พักเงินจากการลงทุน หรือใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายเหรียญคริปโตฯ อื่นๆ เช่น Bitcoin แต่จากการสังเกตพฤติกรรมธุรกรรมร่วมกันระหว่าง ก.ล.ต. และ ธปท. พบว่า ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดไม่ได้มาจากวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่มีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการ เลี่ยงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) การเลี่ยงมาตรการโอนเงิน รวมถึงการฟอกเงิน
ทั้งนี้ ในประเทศไทย Stablecoin ยัง ไม่สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน (Means of Payment) ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก ธปท. ภายใต้กฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน ขณะที่ ก.ล.ต. มีบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลในมิติของการลงทุนเป็นหลัก ทำให้ทั้งสองหน่วยงานต้องประสานความร่วมมือเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว
ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาและสกัดกั้นการใช้ USDT ในทางที่ผิด ก.ล.ต. และ ธปท. ได้ร่วมกันวางแนวทางการกำกับดูแล USDT และ Stablecoin ผ่านมาตรการสำคัญหลายประการ ดังนี้
- จำกัดวงเงินการโอน USDT (เข้า-ออก) โดยกำหนดเพดานการโอน USDT ทั้งขาเข้าและขาออก ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อวันต่อครั้ง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรการของ ธปท. ในการถอนเงินสดจำนวนมากที่ต้องระบุวัตถุประสงค์และที่มาของเงิน (Source of Funds)
- การยกระดับการตรวจสอบตัวตน (Onboarding & KYC/CDD/EDD) เพิ่มความเข้มงวดในการทำ รู้จักลูกค้า (KYC), การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) และการตรวจสอบอย่างเข้มงวด (EDD) โดยหากพบว่าเป็นบัญชีม้าจะทำการปฏิเสธทันที รวมทั้งต้องฝาก-ถอนผ่านบัญชีธนาคารที่ชื่อตรงกันเท่านั้น
- การจัดกลุ่มความเสี่ยงลูกค้า (Customer Profiling) แบ่งระดับความเสี่ยงของลูกค้าเป็นขนาด S, M, L โดยหากจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง จะมีมาตรการหน่วงเวลาการถอนเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมจำกัดวงเงินถอนต่อวัน
- กำกับดูแล Liquidity Provider (LP) และ Market Maker (MM) จัดระเบียบคู่ทำธุรกรรมและกำหนดประเภทธุรกรรมที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ทำ เพื่อป้องกันการใช้ liquidity เป็นช่องทางฟอกเงิน
ขณะนี้มาตรการดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ซึ่ง ก.ล.ต. คาดหวังว่าหากมาตรการเหล่านี้มีผลบังคับใช้ จะช่วยลดธุรกรรมเทาหรือธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลงได้มากกว่า 80% โดยไม่กระทบต่อผู้ลงทุนที่ทำธุรกรรมอย่างถูกต้อง
ถอดรหัส ‘Travel Rule’ บังคับใช้ต้นปีหน้า เครื่องมือแกะรอยเส้นทางเหรียญ
นอกจากมาตรการกำกับดูแล Stablecoin แล้ว ก.ล.ต. ยังได้เน้นย้ำถึงการนำหลักเกณฑ์ ‘Travel Rule’ มาใช้อย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 เป็นต้นไป
Travel Rule คืออะไร และทำงานอย่างไร
- ติดตามเส้นทางเหรียญ (Traceability) โดยต่างจากการโอนเงินผ่านระบบธนาคารที่สามารถติดตามเส้นทางเงินได้ตามปกติ การโอนคริปโตฯ บนบล็อกเชนจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ Travel Rule เข้ามาเสริม เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้อง นำส่งและรายงานข้อมูลผู้โอน (ต้นทาง) และผู้รับโอน (ปลายทาง)
- เหนือกว่าเงินสดด้วย Analytic Tools เนื่องจากธุรกรรมบนบล็อกเชนมีความโปร่งใสเมื่อนำ Travel Rule เข้ามาเชื่อมต่อร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ (Analytic Tools) จะทำให้การแกะรอยเส้นทางเหรียญทำได้ละเอียดและชัดเจนกว่าเงินสด
- สแกนรายชื่อต้องห้ามและศูนย์แลกเปลี่ยนต่างประเทศ โดยจะมีAnalytic Tools จะช่วยตรวจสอบว่าผู้ประกอบธุรกิจต่างประเทศหรือกระเป๋าเงินต้นทาง-ปลายทาง มีความเสี่ยง ติดรายชื่อ Sanction List, Blacklist หรือปฏิบัติผิดมาตรฐาน FATF หรือไม่
- ป้องกันบัญชีม้าด้วย 2FA และ Liveness Detection โดยกำหนดให้มีระบบยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Verification) และการตรวจจับใบหน้าจริง (Liveness Detection) เช่น การลืมตาหรืออ้าปาก เพื่อป้องกันการใช้ AI, Deepfake หรือการสวมรอยใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรม
ก.ล.ต. มั่นใจว่าการผนึกกำลังร่วมกับ ธปท. และการนำหลักเกณฑ์ Travel Rule มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สามารถตัดวงจรอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ก.ล.ต. เดินหน้าหลายมาตรการยกระดับคุณภาพให้ตลาดทุนไทย
พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ พัฒนาการและการเติบโตของเทคโนโลยีทางการเงินการลงทุน รวมถึงมาตรฐานและกติกาสากลในด้านสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว เป็นปัจจัยที่มีผลต่อตลาดการลงทุนไทย ในหลายด้าน ทั้งต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าและความผันผวนของตลาดการลงทุน ความเสี่ยงทางไซเบอร์ และการหลอกลวงลงทุน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) และการใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานการเข้าถึงการลงทุนของประชาชนได้
ก.ล.ต. ได้ดำเนินมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่น Resilience แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เกิดความยั่งยืนระยะยาว โดยขับเคลื่อนตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็น “ตลาดการลงทุนไทย” ที่มีคุณภาพ พร้อมรับมือกับปัจจัยต่างๆ โดยมีความคืบหน้าที่สำคัญในแต่ละด้าน ดังนี้
ก.ล.ต. ได้ร่วมกับกระทรวงการคลัง สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งถือเป็น โครงสร้างพื้นฐานการออม ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนระยะยาว และกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลาย สะดวก และมีแรงจูงใจที่เหมาะสม
รวมทั้งเป็นการขยายฐานผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ ๆ เพื่อสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น โดยการลงทุนรูปแบบใหม่ TISA คาดว่าจะเริ่มใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ในปีภาษี 2570 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจ และเตรียมทดสอบระบบภายในปีนี้ เพื่อให้พร้อมรองรับการใช้งานในปีหน้า
ปรับกระบวนการพิจารณา IPO ให้สั้นลงเหลือ 60-100 วัน
ในขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรกให้มีความกระชับขึ้น (Streamline IPO process) โดยเน้นแนวทางการเปิดเผยข้อมูล (More disclosure-based) ร่วมกับเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ ทั้งนี้ ก.ล.ต. ตั้งเป้าหมายที่จะลดระยะเวลาในการพิจารณา IPO เหลือ 60-100 วัน จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 147 วัน คิดเป็นการลดลง 30-60%
สำหรับการปรับปรุงกระบวนการดังกล่าว ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้สอบบัญชี เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุน และช่วยดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพให้มาระดมทุนในตลาดทุนไทย โดยมีการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเหมาะสม เช่น เรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากล
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการ BOI to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน โดยได้เห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ เงื่อนไขคุณสมบัติของบริษัท New Economy และกำหนดช่องทางพิเศษ (Special Track) เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดึงดูดการเข้ามาลงทุนของกลุ่มธุรกิจ New Economy ในไทย
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ส่งเสริมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ ทั้งการระดมทุนรูปแบบใหม่ ๆ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการออกผลิตภัณฑ์และการทำธุรกรรมในตลาดทุน ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความหลากหลายสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการเงินทุนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้กับผู้ลงทุน รวมทั้งได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.
ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ส่งเสริม Securities Tokenization เพื่อรองรับการนำหลักทรัพย์มาแปลงให้อยู่ในรูปโทเคน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมในตลาดทุนดิจิทัล เช่น หน่วยลงทุน (tokenized fund) ซึ่งหลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 การส่งเสริมนวัตกรรมเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ พัฒนาการทางเทคโนโลยีร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะรองรับการกำกับดูแลที่เหมาะสม เมื่อกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์มีผลใช้บังคับ
ก.ล.ต. ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงินในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการใช้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์การโอนเงินระหว่างประเทศ
โดยได้ออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น การออกหลักเกณฑ์ Travel Rule ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 และมีแนวคิดในการกำกับดูแลการทำธุรกรรม stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น
พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ได้ขับเคลื่อนการเตือนภัยหลอกลงทุนในหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสกัดกั้นช่องทางภัยหลอกลงทุน ได้ภายใน 7 นาที – 48 ชั่วโมง และสามารถปิดกั้นบัญชีที่ได้รับแจ้งครบ 100% ของจำนวนบัญชีที่ได้รับแจ้ง นอกจากนี้ จะมีการขยายผลการดำเนินการ โดยนำเทคโนโลยีมาตรวจจับการหลอกลงทุน และต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer
ปัจจุบันผู้ลงทุนได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการเช็กข้อมูลก่อนลงทุนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านสถิติการรับแจ้งภัยหลอกลงทุนของ ก.ล.ต. โดยในช่วงปี 2569 พบการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภัยหลอกลงทุน เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เน้นการทำหน้าที่ป้องกันการหลอกลงทุนก่อนที่จะเกิดความเสียหายกับประชาชนให้มากขึ้น
ตั้งเป้าใช้เวลาทำคดีเฉลี่ยลดลงเหลือ 1.5 ปี ลุยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายทั้งกระบวนการ
จากที่ ก.ล.ต. ดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายสามารถดำเนินการได้อย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวนเคสที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากที่มีอยู่ โดยอายุเคสที่นานสุดลดลงจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี รวมทั้งอายุเคสเฉลี่ยลดลงจาก 2.3 ปี เหลือ 1.5 ปี
“ก.ล.ต. ยังร่วมผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่ ก.ล.ต. กำกับดูแล เพื่อให้ทันสมัย เป็นสากล และสามารถสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีกฎหมายที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงรวม 5 ชุด เช่น ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ชุด Trust & Confidence และ ร่าง พ.ร.บ. 4 ฉบับ ชุดยกระดับการกำกับตลาดทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับการระดมทุนทั้งกระบวนการ รวมทั้งการให้พนักงาน ก.ล.ต. สอบสวนร่วมในการทำคดี เฉพาะคดีที่มีผลกระทบสูงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ (high impact) เพิ่มประสิทธิภาพในชั้นก่อนฟ้องคดี ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแล้ว” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน เช่น การทำหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัท IPO การปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (MT) และการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุน รวมทั้งได้เห็นชอบแนวทางทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายตามข้อเสนอตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทตลาดปัจจุบัน ลดอุปสรรคในการซื้อขายของผู้ลงทุน และสนับสนุนสภาพคล่องและรักษาความเป็นธรรมของตลาดทุนไทย