โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไร้เงา ‘ครม.สังคม’ ถอดรหัสเยาวชนกระทำผิดซ้ำ กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูทุนชีวิตเด็กไทย

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไร้เงา ‘ครม.สังคม’ ถอดรหัสเยาวชนกระทำผิดซ้ำ กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูทุนชีวิตเด็กไทย

มากกว่า 50,000 ชีวิต คือจำนวนของเด็กและเยาวชนที่ก้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญ

  • เมื่อ ‘บ้าน’ เป็นได้ทั้งพื้นที่ปลอดภัยและต้นเหตุของปัญหา
  • เครื่องมือมีอยู่ แต่ไม่ถูกนำมาใช้
  • ‘ทุนชีวิต’ ของเด็กไทยกำลังอ่อนแอลง
  • เมื่อผู้ใหญ่ไม่ใช่แบบอย่าง
  • ระยะสั้นต้องคุมปืน ระยะยาวต้องฟื้นฟูพื้นที่เสี่ยง
  • ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไม่มี ‘ครม.สังคม’
  • บทลงโทษหนักไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ตัวเลขที่มหาศาลนี้ทิ้งคำถามตัวโตๆ ไว้ให้สังคมว่า “พวกเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง?” บาดแผลแบบไหนที่ผลักไสให้เด็กคนหนึ่งถลำลึกสู่วงจรความรุนแรง และเพราะเหตุใด แม้จะผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูแล้ว เด็กจำนวนไม่น้อยยังคงวนเวียนกลับไปกระทำผิดซ้ำ

แม้คดียาเสพติด จะยังคงครองสถิติอันดับหนึ่ง แต่ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ที่ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันบาดแผลแห่งความรุนแรงนี้มักเชื่อมโยงกับการที่เด็กเข้าถึงอาวุธปืน ได้ง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนความขัดแย้งเล็กๆ ใกล้ตัว ให้ยกระดับสู่โศกนาฏกรรมและความสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน… ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

จากสถิติคดีอาญาย้อนหลัง 5 ปี ระหว่างปี 2565-2569 ข้อมูล ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ปี 2565 มีเด็กและเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 12,202 ราย ปี 2566 จำนวน 13,140 ราย และเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในปี 2567 จำนวน 14,737 ราย ก่อนลดลงเหลือ 11,808 รายในปี 2568 ส่วนปี 2569 มีจำนวน 1,550 ราย

เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ปี 2565 มีเด็กชาย 11,099 ราย และเด็กหญิง 1,103 ราย ปี 2566 มีเด็กชาย 11,963 ราย และเด็กหญิง 1,177 ราย ปี 2567 มีเด็กชาย 13,187 ราย และเด็กหญิง 1,550 ราย ปี 2568 มีเด็กชาย 10,546 ราย และเด็กหญิง 1,262 ราย ส่วนปี 2569 มีเด็กชาย 1,367 ราย และเด็กหญิง 183 ราย โดยเด็กชายมีจำนวนมากกว่าเด็กหญิงในทุกปี และในช่วงปีที่มีข้อมูลครบปีมีจำนวนประมาณ 11,000-15,000 รายต่อปี

ด้านอายุขณะกระทำความผิด พบว่า กลุ่มอายุ 17 ปีมีจำนวนสูงที่สุด รวม 18,041 ราย รองลงมาคืออายุ 16 ปี จำนวน 14,816 ราย และอายุ 15 ปี จำนวน 10,448 ราย

สำหรับฐานความผิดสูงสุด เมื่อรวมสถิติระหว่างปี 2565-2569 พบว่า คดียาเสพติดมีจำนวนมากที่สุด 14,331 คดี รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 11,827 คดี และคดีเกี่ยวกับทรัพย์ 10,791 คดี

เมื่อพิจารณาเป็นรายปี พบว่า ปี 2565 คดียาเสพติดเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 4,399 คดี ขณะที่ปี 2566 และ 2567 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 3,338 คดี และ 3,861 คดีตามลำดับ ก่อนที่ในปี 2568 คดียาเสพติดจะกลับมาอยู่ในอันดับหนึ่ง จำนวน 3,004 คดี ส่วนปี 2569 คดียาเสพติดยังคงเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 393 คดี รองลงมาคือความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 357 คดี

ส่วนคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนหรือสังคมในช่วง 3 ปีงบประมาณ พบว่า ปี 2566 มีทั้งหมด 33 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 15 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 29 ราย ปี 2567 มี 35 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง 17 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 30 ราย ขณะที่ปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 48 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง 15 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 29 ราย

ลักษณะการก่อเหตุในคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายส่วนใหญ่เกิดจากการแก้แค้น บันดาลโทสะ และการทะเลาะวิวาท จนนำไปสู่การทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ขณะที่คดียาเสพติดมักพบพฤติการณ์รับขน จำหน่าย หรือนำขบวนรถขนยาเสพติดปริมาณมาก

ด้าน โกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุว่า สาเหตุหลักที่พบในเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด อันดับหนึ่งคือครอบครัวแตกแยกหรือพ่อแม่หย่าร้าง รองลงมาคือความยากจน และการอยู่ภายใต้การดูแลของญาติแทนพ่อแม่ ซึ่งอาจทำให้เด็กไม่ได้รับความรักและความอบอุ่นอย่างเพียงพอ

นอกจากสภาพครอบครัวแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต การแสดงออก และความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของเด็ก หากผู้ปกครองพบพฤติกรรมผิดปกติ ไม่ควรรู้สึกอายที่จะพาเด็กไปพบจิตแพทย์ เพื่อประเมินความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงควรยกระดับการดูแลการเข้าถึงเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่อาจไม่เหมาะสมกับเด็กด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถิติเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วกลับมากระทำผิดซ้ำ รวมถึงเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาหลายแห่ง คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า เด็กเหล่านี้ควรได้รับบทลงโทษหนักเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า หลังผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูแล้ว พวกเขาต้องกลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสภาพแวดล้อมแบบใด

เมื่อ ‘บ้าน’ เป็นได้ทั้งพื้นที่ปลอดภัยและต้นเหตุของปัญหา

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์เด็กและวัยรุ่น วิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กมากที่สุดคือ ‘บ้าน’ เพราะเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือสถานพินิจฯ ล้วนมีบาดแผลทางใจ เพียงแต่บาดแผลของแต่ละคนมีระดับความลึกแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุนชีวิต’

ทุนชีวิตในความหมายนี้ไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สิน แต่หมายถึงระบบนิเวศทั้งหมดที่เด็กอาศัยอยู่ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความรู้สึกที่มีต่อบ้าน โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเพื่อน โดยเฉพาะครอบครัวซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด และสามารถผลักให้เด็กพัฒนาไปในทิศทางที่ดี หรือในอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาได้เช่นกัน

ดังนั้น เมื่อเด็กเข้าสู่สถานพินิจฯ กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงตัวเด็ก แต่พ่อแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิดต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะหากเด็กได้รับการปรับพฤติกรรมภายในสถานพินิจฯ แต่เมื่อออกมาแล้วต้องกลับไปอยู่ในครอบครัว ชุมชน และระบบนิเวศแบบเดิม โอกาสที่พฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

การพาเด็กเข้าอบรม เข้าค่าย หรือสั่งสอนด้วยวิธีการเดิม โดยไม่ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว จึงอาจไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพราะเมื่อรากของปัญหายังอยู่ที่เดิม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กเพียงฝ่ายเดียวย่อมไม่อาจต้านทานแรงกดทับจากสภาพแวดล้อมเดิมได้ตลอดไป

เครื่องมือมีอยู่ แต่ไม่ถูกนำมาใช้

ประเทศไทยมีเครื่องมือสำหรับประเมินความเสี่ยงและสังเกตสภาวะของเด็กอยู่แล้ว ทั้งแบบประเมินทุนชีวิต แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน หรือ SDQ ของกรมสุขภาพจิต ตลอดจนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และแบบประเมินความเครียดสะสมซึ่งจำแนกความเสี่ยงออกเป็นระดับสีเขียว เหลือง และแดง

แบบประเมินทุนชีวิตแบ่งออกเป็นส่วนที่ให้เด็กประเมินตัวเองและสภาพแวดล้อมรอบตัว กับส่วนที่ให้ผู้ปกครองประเมินเด็ก หากผลการประเมินของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมาก ย่อมเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์หรือการรับรู้ภายในครอบครัวอาจกำลังมีปัญหา

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือประเมินรูปแบบการเลี้ยงดูที่ใช้การลงโทษหรือความรุนแรง รวมถึงเครื่องมือคัดกรองเด็กเปราะบางหรือเด็กที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนและระบบการศึกษาได้

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีเครื่องมือ แต่อยู่ที่เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้รับการเผยแพร่และนำไปใช้อย่างจริงจังในวงกว้าง แม้บางส่วนจะบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาแล้วก็ตาม ขณะที่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนซึ่งเคยดำเนินการอย่างเข้มข้นกลับอ่อนแอลงในปัจจุบัน

‘ทุนชีวิต’ ของเด็กไทยกำลังอ่อนแอลง

งานวิจัยที่ติดตามพลังบวกของเด็กไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล ทั้งความรู้สึกที่มีต่อบ้าน โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเพื่อน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุนชีวิต

เมื่อทุนชีวิตอ่อนแอลง เด็กย่อมมีโอกาสแสดงพฤติกรรมเสี่ยงได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏออกมาเป็นความรุนแรงเสมอไป เด็กบางคนอาจเก็บกดจนเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า บางคนอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติกรรมเกเร ผลการเรียนตกต่ำ หรือประสบปัญหาในการคบเพื่อน

รูปแบบของปัญหาจะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และต้นทุนเดิมของเด็กแต่ละคน แต่สิ่งที่พบร่วมกันคือ ทุนชีวิตของเด็กไทยในปัจจุบันอ่อนแอลงอย่างมาก และทำให้ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่

การเพิ่มทุนชีวิตจึงต้องเริ่มจากการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกภายในครอบครัว ก่อนขยายไปสู่โรงเรียนและชุมชน ตัวอย่างหนึ่งคือโครงการครอบครัวพลังบวก ซึ่งเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของพ่อแม่ สร้างระบบพี่เลี้ยงในชุมชน และทำให้คนในพื้นที่สามารถเฝ้าระวัง ส่งต่อ ขอความช่วยเหลือ หรือให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่กันได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งนักจิตวิทยาในทุกกรณี

ชุมชนยังสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์และสร้างเครือข่ายดูแลเด็ก ขณะที่โรงเรียนสามารถปรับพฤติกรรมของคนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู บุคลากร ไปจนถึงนักเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว

คำว่า ‘คุณธรรม’ ในบริบทนี้จึงไม่ได้หมายถึงพิธีกรรมทางศาสนา แต่หมายถึงพฤติกรรมที่ดีซึ่งสามารถวัด ติดตาม และประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อผู้ใหญ่ไม่ใช่แบบอย่าง

อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่ากังวลคือ ปัญหาด้านพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็ก แต่คนรุ่นพ่อแม่กลับมีดัชนีคุณธรรมอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะด้านวินัยและความรับผิดชอบ เช่น วินัยจราจร ตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริต

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า หากผู้ใหญ่ซึ่งควรทำหน้าที่เป็นต้นแบบยังมีปัญหาด้านพฤติกรรม ต่อให้เด็กผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูในสถานพินิจฯ แล้ว เมื่อกลับไปอยู่ในครอบครัวและชุมชนเดิม พฤติกรรมของเด็กอาจไม่ดีขึ้น และในบางกรณีอาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

ข้อมูลดัชนีคุณธรรมยังพบว่า พฤติกรรมที่ดีของคนไทยลดลงเกือบร้อยละ 5 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 ครอบคลุมทั้งด้านวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญู และความพอเพียง โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปจำแนกได้ว่า พื้นที่หรือประชากรรุ่นใดกำลังมีปัญหา และควรได้รับการแทรกแซงด้วยยุทธศาสตร์แบบใด

แม้แนวทางดังกล่าวจะผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่หน่วยงานปฏิบัติกลับยังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ทำให้ข้อเสนอและเครื่องมือจำนวนมากจบลงอยู่เพียงในเอกสาร ทั้งที่มีคำตอบและรูปแบบการดำเนินงานอยู่แล้ว

ระยะสั้นต้องคุมปืน ระยะยาวต้องฟื้นฟูพื้นที่เสี่ยง

สำหรับมาตรการเร่งด่วน รัฐควรเริ่มจากกลุ่มและพื้นที่ที่กำลังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะการควบคุมอาวุธปืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งพัฒนาไปสู่ความสูญเสีย

แม้รัฐบาลจะประกาศปราบปรามอาวุธปืน แต่ปัญหาของประเทศไทยคือการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีข้อยกเว้น โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจ ช่องว่างดังกล่าวทำให้คำสั่งของรัฐไม่สามารถเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเต็มที่

หากรัฐสามารถจัดการอาวุธปืนได้ทั้งหมด ทั้งปืนผิดกฎหมาย การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ และการสะสมอาวุธ โดยไม่ยกเว้นให้บุคคลหรือกลุ่มใด อย่างน้อยย่อมช่วยลดความเสี่ยงของเหตุกราดยิงและการใช้อาวุธประหัตประหารกัน รวมถึงลดโอกาสที่เด็กจะเข้าถึงอาวุธได้

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้างระบบเฝ้าระวังในกลุ่มเปราะบาง โดยกำหนดพื้นที่ โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาที่เกิดข้อพิพาทบ่อยครั้งให้เป็นพื้นที่เสี่ยง และจัดทำแผนฟื้นฟูเฉพาะพื้นที่อย่างจริงจัง ตั้งแต่การสำรวจปัญหา ลงพื้นที่ กำกับติดตาม ไปจนถึงการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในระยะยาว รัฐควรนำโมเดลที่มีผลลัพธ์แล้วไปขยายผลผ่านกลไกท้องถิ่น ควบคู่กับกลไกระดับประเทศ เพราะหน่วยงานขนาดเล็กที่มีกำลังคนเพียงหลักสิบไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทั่วประเทศได้ หากกระทรวงและหน่วยงานส่วนกลางไม่รับช่วงนำไปดำเนินการต่อ

ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไม่มี ‘ครม.สังคม’

อีกหนึ่งข้อเสนอคือการจัดตั้ง ‘คณะรัฐมนตรีด้านสังคม’ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อสร้างเอกภาพในการกำหนดนโยบายและบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวง

ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในเวลาเดียวกัน ปัญหาความรุนแรง สุขภาพจิต และคุณภาพพลเมืองกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่หน่วยงานด้านสังคมยังทำงานแยกส่วน แม้แต่หน่วยงานภายในกระทรวงเดียวกันยังขาดการบูรณาการ และเมื่อเป็นการทำงานข้ามกระทรวง ความร่วมมือจำนวนมากกลับไปไม่ถึงระดับปฏิบัติการ

การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการด้านสังคม อาจทำให้ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานต่างๆ ไม่เข้าร่วมด้วยตนเอง แต่ส่งผู้แทนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจมาแทน นโยบายด้านสังคมจึงขาดเอกภาพและไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐจึงไม่ควรมุ่งพัฒนาเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ เพราะแม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่หากสังคมเต็มไปด้วยความรุนแรงและคุณภาพชีวิตของผู้คนถดถอย การพัฒนานั้นย่อมไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้

บทลงโทษหนักไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

สำหรับข้อเสนอให้เพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษเด็กที่กระทำผิด นพ.สุริยเดวมองว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ใหญ่ยังไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ขณะที่ฐานรากสำคัญของประเทศ ได้แก่ บ้าน ชุมชน และโรงเรียน ยังไม่ได้รับการแก้ไข

การเพิ่มบทลงโทษหรือทำให้กฎหมายเข้มข้นขึ้นจึงไม่อาจเป็นคำตอบสุดท้าย หากเด็กยังต้องกลับไปอยู่ท่ามกลางระบบนิเวศเดิมที่ผลักให้เกิดปัญหา

ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง รัฐมักออกมาตรการเพื่อรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นการทำงานแบบ ‘วัวหายล้อมคอก’ แม้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่รัฐจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ หากแผนปฏิบัติการและโมเดลที่มีอยู่ไม่เคยถูกหยิบมาใช้หรือขยายผลอย่างจริงจัง

ทางออกจึงไม่ใช่เพียงการซ่อมปัญหาเป็นจุดๆ แต่ต้องยกเครื่องการบริหารจัดการด้านสังคมทั้งระบบ กล้าจัดการกับผลประโยชน์และอิทธิพลที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง และประเมินผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่

“ท้ายที่สุด สังคมอาจต้องหยุดตัดสินเด็กผ่านเหตุการณ์เพียงด้านเดียว และกลับมาช่วยกันเพิ่มทุนชีวิตให้พวกเขา ทุนชีวิตไม่ใช่การนำเงินหรือวัตถุไปมอบให้ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับครอบครัว สร้างความรู้สึกปลอดภัยในโรงเรียนซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง และฟื้นฟูชุมชนให้ผู้คนสามารถดูแลกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่”

แม้โลกจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่รากฐานสำคัญของประเทศยังคงอยู่ที่ ‘คุณภาพพลเมือง’ และคุณภาพดังกล่าวไม่ได้เริ่มต้นจากบทลงโทษ หากเริ่มจากครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาที่ไม่ปล่อยให้เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญกับบาดแผลเพียงลำพัง

ท้ายที่สุด ปัญหาเด็กกระทำผิดซ้ำอาจไม่ใช่คำถามว่า เราควรลงโทษเด็กให้หนักขึ้นเพียงใด แต่อาจเป็นคำถามว่า หลังจากเด็กคนหนึ่งได้รับโอกาสให้เริ่มต้นใหม่แล้ว สังคมได้เปลี่ยนโลกที่เขาต้องกลับไปเผชิญมากแค่ไหน หากบ้านยังเต็มไปด้วยบาดแผล โรงเรียนยังไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ชุมชนยังมองไม่เห็นความเปราะบาง และกลไกของรัฐยังทำงานเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว การแก้ไขฟื้นฟูเพียงตัวเด็กก็อาจไม่เพียงพอที่จะหยุดวงจรเดิม เพราะต่อให้เราพาเด็กออกมาจากสถานพินิจฯ ได้ แต่หากสุดท้ายยังส่งเขากลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมที่เคยผลักให้เขาหลุดออกจากระบบ โอกาสที่บาดแผลเดิมจะย้อนกลับมาเปลี่ยนเป็นความรุนแรงครั้งใหม่ก็ยังคงอยู่

สังคมอาจหยุดเด็กคนหนึ่งจากการกระทำผิดได้ด้วยกฎหมาย แต่การหยุดเขาไม่ให้กลับไปผิดซ้ำ อาจต้องใช้มากกว่าบทลงโทษ นั่นคือการทำให้บ้านกลับมาเป็นบ้าน โรงเรียนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัย และชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ที่เด็กคนหนึ่งยังรู้สึกว่าเขามีที่ยืน เพราะหากเรายังเลือกซ่อมเด็กเพียงคนเดียว โดยไม่เคยซ่อมโลกที่อยู่รอบตัวเขา วงจรความรุนแรงก็อาจไม่ได้เริ่มต้นใหม่ที่ตัวเด็ก แต่อาจเริ่มต้นซ้ำจากบาดแผลเดิมที่สังคมยังไม่เคยแก้ไขเลยต่างหาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...