รัฐบาลเร่งฟื้น “ทะเลไทย” เปลี่ยนทรัพยากรเป็นทุนชุมชน ดัน “ธนาคารปูม้า–โดมปะการัง–โลมาอิรวดี” สู่ Living Lab
รัฐบาลเร่งฟื้น “ทะเลไทย” เปลี่ยนทรัพยากรเป็นทุนชุมชน ดัน “ธนาคารปูม้า–โดมปะการัง–โลมาอิรวดี” สู่ Living Lab
(31 ส.ค. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยมุ่งให้ทรัพยากรที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาเป็น “ทุนชุมชน” ทั้งในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งประกอบอาชีพ และฐานสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวขับเคลื่อนผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่ ธนาคารปูม้า การฟื้นฟูระบบนิเวศปะการัง และ การอนุรักษ์โลมาอิรวดี ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ โดยเชื่อมการฟื้นฟูระบบนิเวศเข้ากับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การสร้างอาชีพ และการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง
สำหรับโครงการธนาคารปูม้า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ขับเคลื่อนเป็นโครงการระดับชาติตั้งแต่ปี 2561 และขยายผลแล้ว 565 แห่ง ครอบคลุมชุมชนชายฝั่ง 20 จังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลให้ปริมาณปูม้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 67% เมื่อเทียบกับก่อนดำเนินโครงการ พร้อมจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ 52 แห่ง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลให้ชุมชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน อว. มีแนวทางยกระดับธนาคารปูม้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin) เพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลสภาพน้ำ สภาพอากาศ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ช่วยวางแผนการปล่อยปูม้าให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มอัตราการรอด พร้อมต่อยอดนวัตกรรมรอบศูนย์ธนาคารปูม้า โดยเชื่อมโยงกับอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) และกลุ่มสตาร์ตอัป เพื่อพัฒนาการแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชน
ขณะที่โดมปะการังเป็นนวัตกรรมที่นำงานวิจัยมาใช้ฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง โดยทำหน้าที่เป็นแนวกำบังคลื่นใต้น้ำแบบพรุน ช่วยลดพลังงานคลื่นก่อนเข้าสู่ชายฝั่ง และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ ปัจจุบันพบสัตว์น้ำเข้ามาอาศัยถึง 64 ชนิด และช่วยให้พื้นที่ชายหาดฟื้นตัวเพิ่มขึ้น 2.99 ไร่ ขณะที่อยู่ระหว่างการจัดวางโดมปะการังชุดใหม่จำนวน 797 แท่ง บริเวณพื้นที่ชายฝั่งตำบลชิงโค อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
ส่วนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดูแลระบบนิเวศกับการประกอบอาชีพของชุมชน โดยสนับสนุนการพัฒนาอาชีพทางเลือก เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อลดกิจกรรมประมงที่อาจกระทบต่อถิ่นอาศัยของโลมา พร้อมสร้างรายได้เสริมให้ประชาชนและลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการ “รักษาทะเล” แต่คือการทำให้ “ทะเลที่ฟื้นแล้ว สร้างประโยชน์ให้คนในพื้นที่ได้ด้วย” โดยจะต่อยอดทรัพยากรที่กลับมาอุดมสมบูรณ์ไปสู่การแปรรูป การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ และธุรกิจใหม่ พร้อมเชื่อมโยงชุมชนกับมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ สตาร์ตอัป และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่น
อีกทิศทางสำคัญคือการผลักดันภาคใต้เป็นพื้นที่ทดลองจริง หรือ Living Lab เพื่อเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยี นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้ามาร่วมทดลองและพัฒนานวัตกรรมด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่จริง ครอบคลุมทั้งทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ภายใต้แนวคิด Nature Positive ที่มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการฟื้นฟูธรรมชาติ
แนวทาง Living Lab จะไม่จำกัดเฉพาะทรัพยากรทางทะเล แต่จะเชื่อมโยงไปถึงการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติบนบก เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไผ่ สมุนไพร และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Medical Wellness Corridor) และโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข เพื่อเชื่อมศักยภาพด้านทรัพยากร เศรษฐกิจ สุขภาพ และนวัตกรรมของภาคใต้เข้าด้วยกัน
“เมื่อปูม้ากลับคืนทะเล ปะการังกลับมาฟื้นตัว และระบบนิเวศได้รับการดูแล สิ่งที่ตามมาต้องไม่ใช่เพียงทะเลที่สมบูรณ์ขึ้น แต่ต้องเป็นอาหารที่เพิ่มขึ้น อาชีพที่มั่นคงขึ้น และรายได้ที่กลับคืนสู่ชุมชน รัฐบาลจึงมุ่งใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสร้างวงจรที่ธรรมชาติฟื้น คนอยู่ได้ และเศรษฐกิจชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ทั้งนี้ อว. เตรียมนำแนวคิดการยกระดับภาคใต้เป็น Living Lab และการสร้างมูลค่าจากธรรมชาติไปนำเสนอในเวที STS Forum ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อขยายความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ เปิดโอกาสให้ประเทศไทยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมพัฒนาต้นแบบการอนุรักษ์ทะเลไทย ก่อนต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสู่พื้นที่อื่นของประเทศและระดับสากล