โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำงานหนักแค่ไหนก็รู้สึก ‘ห่วย’ อยู่ดี ภาวะ ‘Productivity Dysmorphia’ เมื่อเรามองไม่เห็นความสำเร็จของตัวเอง

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา โลกใบนี้คือสนามแข่งขันที่ไร้เส้นชัย พวกเราทุกคนเติบโตมาด้วยการถูกเปรียบเทียบ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ด้วยกฎที่พวกเราไม่ได้ลิขิตไว้ คุณและฉันต่างเคยพิสูจน์ตัวเองกันมานับครั้งไม่ถ้วน ด้วยเป้าหมายที่ต่างกันไป ผ่านข้อสอบในชั้นเรียน การจัดอันดับในมหาวิทยาลัย การเป็นคนโปรดของเจ้านาย หรือแม้กระทั่งการถูกยอมรับจากครอบครัว

โลกที่หมุนเร็วและวัฒนธรรมการยอมรับคนที่บิดเบี้ยว ผลักดันให้พวกเราเร่งสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองยังมีคุณค่าอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งก็หลงลืมความสุขหรือความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองไป และมาตรฐานความภาคภูมิใจที่ถูกยกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเอื้อมไม่ถึง

กระทั่งต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ทุ่มเทแรงกายแรงใจเท่าไร หรือประสบความสำเร็จจนคนรอบข้างยอมรับ ตัวเราเองกลับยังรู้สึกว่างเปล่า รู้สึกว่าตัวเอง ‘ทำได้ไม่ดีพอ’ หรือ ‘ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย’ ภาวะที่ความรู้สึกขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิงนี้ ในแวดวงจิตวิทยาและการทำงานสมัยใหม่นิยามว่าคือ ‘Productivity Dysmorphia’ หรือภาวะบกพร่องในการมองเห็นศักยภาพของตนเอง

แอนนา โคเดรีย-ราโด (Anna Codrea-Rado) นักเขียนและนักจัดรายการพอดแคสต์สายธุรกิจ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม เสนอคำว่า Productivity Dysmorphia เป็นครั้งแรกบนโพสต์ในแอ็กเคานต์โซเชียลมีเดียของเธอ เพื่ออธิบายภาวะที่คนทำงานส่วนใหญ่มักเผชิญกับความขัดแย้งในตัวเอง ทั้งความรู้สึกสงสัยในศักยภาพ (Imposter Syndrome) ภาวะหมดไฟ (Burnout) และความรู้สึกวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งล้วนหล่อหลอมและหลอกล่อให้เรารู้สึกไม่มั่นใจในตนเอง อีกทั้งยังขาดความเชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำ

โคเดรีย-ราโดนิยามว่า Productivity Dysmorphia คือ การรับรู้ที่ผิดเพี้ยนระหว่างผลงานที่เราทำสำเร็จกับความรู้สึกที่เรามีต่อผลงานนั้น ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับ Body Dysmorphia Disorder (โรคหลงผิดในรูปร่างตัวเอง) แต่เปลี่ยนจากการหมกมุ่นเรื่องรูปร่าง มาเป็นการประเมินคุณค่าในผลงานและประสิทธิภาพของตนเอง กล่าวคือ ต่อให้คุณจะติ๊กเครื่องหมายถูกจนครบทุกข้อใน To-Do List ของวันนั้น สมองก็ยังสั่งการให้คุณรู้สึกผิดและเชื่อว่าคุณยังดีไม่พอ

อีกทั้งแอนนายังกล่าวว่า มวลความรู้สึกเหล่านี้คือด้านตรงข้ามของความทะเยอทะยาน การแสวงหาผลลัพธ์ที่ดีในการทำงาน ช่วยกระตุ้นให้เรากระตือรือร้นที่จะพัฒนาตัวเองมากขึ้น ทว่าขณะเดียวกันมันก็พรากความสามารถในการชื่นชมความสำเร็จเล็กๆ ระหว่างทางของเราไป

หากมองในมุมจิตวิทยาและสังคมวิทยา ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของตัวบุคคล แต่ถูกหล่อหลอมจากโครงสร้างสังคมแบบทุนนิยม ที่เลือกวัดคุณค่าของมนุษย์จาก ‘สิ่งที่สร้าง’ ไม่ใช่ ‘ร่าง(ตัวตน)ที่เป็น’ เมื่อเราเผลอผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับผลลัพธ์หรือปริมาณงานที่ทำ การหยุดพักหรือความผิดพลาดเล็กน้อยที่เกิดขึ้น จึงแปรเปลี่ยนเป็นโทษมหันต์ภายในใจ

นอกจากนี้ การเสพติดความโปรดักทีฟยังกระตุ้นโดพามีน (Dopamine) ในสมองแบบสั้นๆ ทำให้เราต้องวิ่งตามหาความสำเร็จที่ใหญ่กว่าเดิมอยู่เสมอ เพื่อรักษาความรู้สึกว่าตัวเองยังมีค่าไว้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมบางคนรู้สึกว่าตัวเองทำดีแทบตาย แต่กลับไม่รู้สึกภูมิใจเลยสักนิด

นอกเหนือจากปัจจัยด้านค่านิยมของคนในสังคมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนบ่มเพาะให้เรากลายเป็นคนที่ไม่ยอมรับความสำเร็จของตัวเอง เช่น ประสบการณ์ในวัยเด็ก หรือการสั่งสอนของครอบครัว

ถึงแม้เราจะทราบที่มาของปัญหา ทว่าการแก้ไขภาวะ Productivity Dysmorphia ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนั่นหมายถึงการขุดรากถอนโคนชุดความคิดหรือประสบการณ์ในอดีตที่ถูกฝังลึกไว้ในใจ สิ่งที่พอจะทำได้คือการปรับวิธีคิดของตัวเอง เราต้องฝึกที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่า ‘ความล้มเหลวในโปรเจกต์’ ไม่ได้แปลว่า ‘เราคือคนที่ล้มเหลว’ และการปล่อยให้ตัวเองผิดพลาดบ้างในบางวัน ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของเราลงไปแม้แต่น้อย

ในโลกที่เร่งเร้าให้เราต้องวิ่งแข่งอยู่ตลอดเวลา การยอมรับว่าตัวเอง ‘ทำได้ดีพอแล้ว’ จึงกลายเป็นการฝืนต่อระบบทางสังคมที่สร้างแรงกดดันให้กับเราอย่างมหาศาล แม้ช่วงแรกอาจจะปรับตัวยาก ทว่าหากทำได้ มันจะมีประโยชน์ต่อหัวใจและจิตวิญญาณมาก เพราะทางออกของความบิดเบี้ยวนี้ คือการอนุญาตให้ตัวเองได้ ‘หยุดพัก’ โดยปราศจากความรู้สึกผิดบาป เราต้องทวงคืนนิยามของการพักผ่อนให้กลับมาเป็น ‘สิทธิขั้นพื้นฐาน’ ไม่ใช่ ‘รางวัล’ ที่จะได้รับก็ต่อเมื่อเราทำงานหนักจนร่างกายและจิตใจแหลกสลาย อีกทั้งเราอาจต้องปรับมุมมองกันใหม่ แทนที่จะเฝ้ารอความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว เราต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะโอบกอดและเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จเล็กๆ ในแต่ละวัน

สุดท้ายแล้ว ต่อให้โลกใบนี้อาจเป็นลู่วิ่งที่ไม่มีเส้นชัย แต่เรามีสิทธิที่จะเลือกได้ว่า จะยอมวิ่งจนหมดลมหายใจเพื่อคำชมที่ไม่มีอยู่จริง หรือจะลองหยุดพัก และทบทวนหยาดเหงื่อแรงใจของตัวเองดู เพราะคุณค่าที่แท้จริงของคุณ ไม่เคยถูกกำหนดด้วยสิ่งที่คุณ ‘สร้าง’ แต่มันคือการรักษาความเป็น ‘มนุษย์’ เอาไว้ ในโลกที่พยายามจะประกอบร่างคุณให้กลายเป็นเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลา

ที่มา:

- https://www.inc.com/jessica-stillman/productivity-dysmorphia-psychology-success-anna-cordrea-rado.html

- https://www.nccaa.net/post/identifying-and-overcoming-productivity-dysmorphia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...