โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จากข้อถกเถียงเรื่อง ‘โทษประหาร’ สู่โจทย์ ‘ปฏิรูปการฟื้นฟูผู้ต้องขัง’

TODAY

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

เป็นอีกครั้งที่สังคมไทยถกเถียงกันเรื่อง ‘โทษประหารชีวิต’ ภายหลังจากเกิดคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ สองพี่น้องรัสเซียถูกฆาตกรรม

ก่อนเวลาต่อมา จะพบอีกว่า ผู้ก่อเหตุเกี่ยวข้องกับอีกหนึ่งคดี นั่นคือ การฆาตกรรมครอบครัวชาวไทยสามคน

เรื่องน่าตกใจ คือหนึ่งในผู้ก่อเหตุคนสำคัญ มีประวัติเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และเขาลงมือภายหลังเพิ่งก้าวพ้นจากเรือนจำราวสองเดือนเท่านั้น

มากไปกว่า ความรู้สึกโกรธและแค้นเคืองแทนครอบครัวผู้สูญเสีย ที่สัง

คมมีร่วมกันแล้ว สิ่งที่เด่นชัดไม่แพ้กัน คือ ความรู้สึก ‘ไม่ปลอดภัย’

มวลอารมณ์เหล่านี้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี ที่นำมาสู่การถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิต และแน่นอน มันนำไปสู่การโจมตีผู้ที่เห็นต่างจากโทษประหารชีวิตด้วย

บทความนี้ชวนผู้อ่านตั้งหลักกับข้อถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิต ว่าแต่ละฝ่ายมีจุดยืนหรือเหตุผลอย่างไร และในขณะที่ข้อถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตดำเนินไป สังคมไทยอาจมองข้ามคำถามเรื่องการ ‘ปฏิรูประบบราชทัณฑ์’ และ ‘การฟื้นฟูผู้ต้องขังเพื่อให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน’ อย่างไรบ้าง

[ หลากจุดยืนโทษประหารชีวิต ]

จุดยืนสำคัญของฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิต คือการมองว่าโทษนี้จะช่วยยับยั้งคดีฆาตกรรมอื่นๆ ในอนาคต

กล่าวคือมันจะทำให้ผู้คิดจะก่อเหตุจำต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงมือ เกิดความยับยั้งชั่งใจ และตัดสินใจไม่ก่อเหตุฆาตกรรม พูดก็พูดคือมนุษย์ย่อมกลัวความตาย บุคคลหนึ่งอาจไม่ก่อเหตุเพราะกลัวต้องตายในภายหลัง

นอกจากนี้ ผู้สนับสนุนมองว่าโทษประหารจะทำให้ผู้กระทำผิด ‘หมดความสามารถในการก่ออาชญากรรม’ หรือก็คือถ้าบุคคลนั้นถูกประหาร เขาก็จะไม่สามารถก่อเหตุฆาตกรรมได้อีก เพราะเสียชีวิตไปแล้ว

เหนือข้อถกเถียงเรื่องประสิทธิผลในการยับยั้งอาชญากรรม คือวิธีคิดแบบ ‘ตาต่อตาและฟันต่อฟัน’ ผู้สนับสนุนมองว่า ผู้กระทำผิดสมควรได้รับโทษที่ได้สัดส่วนกับความผิดที่ก่อ ในเมื่อพรากชีวิตผู้อื่น บทลงโทษก็ควรร้ายแรงพอกัน เพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวและคนรักของเหยื่อ และเพื่อการันตีว่าฆาตรกรจะไม่สามารถก่อเหตุได้อีก

แต่เหรียญนั้นมีสองด้านเสมอ

ฝ่ายไม่สนับสนุนมองว่า โทษประหารชีวิตมิได้ยับยั้งอาชญากรรมแตกต่างจากโทษรูปแบบอื่น มีงานศึกษาบ่งชี้ว่า ในปี 2004 รัฐในสหรัฐอเมริกาที่ ‘มีโทษประหารชีวิต’ กลับมีอัตราการฆาตกรรมเฉลี่ยสูงกว่ารัฐในสหรัฐอเมริกาที่ไม่มีโทษประหารชีวิต

ขณะที่แคนาดาหลังยกเลิกโทษประหารชีวิตไป 27 ปี ก็พบว่าอัตราฆาตกรรลดลงถึง 44%

อย่างไรก็ดี พวกเขามองว่าโทษประหาร ไม่อาจยับยั้งอาชญากรรมได้จริง เพราะในสถานการณ์ที่มนุษย์กำลังจะก่อความผิด ผู้กระทำจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ใช้เหตุผล หรือชั่งน้ำหนักว่าหากทำความผิดขึ้นจะต้องเผชิญโทษรุนแรงเพียงใด น้อยคนคงจะแวะคิดก่อนว่าจะทำดีหรือไม่ ในสถานการณ์ขัดแย้ง

ฝ่ายไม่สนับสนุนโต้แย้งด้วยว่า โทษประหารชีวิตเป็นโทษที่ ‘ไม่อาจย้อนคืน’

นึกภาพตามว่า หากกระบวนการยุติธรรมเกิดความผิดพลาด แล้วดันประหารชีวิตไปแล้ว จะไม่สามารถแก้ไขหรือชดเชยอะไรได้เลย จนอาจมีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจากบทลงโทษนี้ก็ได้

ยังไม่รวมข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่มองว่า การประหารคือบทลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และละเมิดสิทธิ อีกทั้งสัดส่วนการใช้โทษประหารชีวิต มักตกอยู่กับกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้อยกว่า จนอาจเกิดสภาวะการเลือกปฏิบัติ มิหนำซ้ำ โทษเช่นนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองก็ได้

ผู้สนับสนุนมองว่าสิ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้ คือการส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพเพื่อลดอาชญากรรมในอนาคต มากกว่าการลงโทษด้วยความตาย

ทั้งนี้ ผศ.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นไว้าว่า ตนเองเชื่อในหลักความสมควรแห่งโทษ (just deserts) เมื่อทำความผิดก็ต้องถูกลงโทษให้ได้สัดส่วนกับความผิดนั้น

.

อย่างไรก็ตาม เขาระบุด้วยว่า “ผมไม่เชียร์ให้ประหารชีวิต และก็ไม่ได้ต่อต้านโทษประหารชีวิตทุกกรณี แต่สำหรับผม การถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าโทษนี้ช่วยลดอาชญากรรมหรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดสมควรตายหรือไม่”

“แต่ต้องถามด้วยว่า ระบบยุติธรรมของเรามีความน่าเชื่อถือ เป็นธรรม และถูกจำกัดด้วยหลักกฎหมายมากพอ ที่จะมอบอำนาจซึ่งไม่อาจแก้ไขย้อนหลังเช่นนี้ให้แก่รัฐหรือไม่” รณกรณ์ ระบุ

อาจารย์นิติศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า เรามั่นใจได้หรือไม่ว่าบุคคลนั้นกระทำผิดจริง เพราะหากประหารแล้วไม่อาจชุบชีวิตได้ ขณะเดียวกัน เราใช้โทษนี้กับความผิดที่รุนแรงและเหมาะสมต้องประหารแล้วหรือยัง เช่น กรณีค้ายาเสพติดสมควรประหารชีวิตหรือไม่ เป็นต้น

[ รัฐต้องแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง ลดการกระทำผิดซ้ำ ทำให้กลับคืนสังคมอย่างยั่งยืน ]

หากต่อยอดจากข้อสังเกตของอาจารย์นิติศาสตร์ข้างต้น ผู้เขียนเห็นว่า การถกเถียงของสังคมไม่ควรหยุดอยู่ที่โทษประหารชีวิตเท่านั้น แต่ควรทบทวนบทบาทของระบบราชทัณฑ์ด้วย ว่าเรือนจำทุกวันนี้ฟื้นฟูและแก้ไขพฤติกรรมผู้ต้องขังได้มากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน ผู้ต้องขังได้รับโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือว่ารัฐมีมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ที่มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

“คิดว่าผู้ต้องขังได้เรียนรู้อะไรในเรือนจำบ้าง”

“ผู้กระทำเคยเรียนรู้บ้างไหมว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิด”

นี่เป็นคำถามที่ครั้งหนึ่ง เหยื่อคดีล่วงละเมิดทางเพศเคยตั้งคำถามกับผู้เขียน และผู้เขียนก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์พูดคุยกับผู้ต้องขังว่าได้รับการฟื้นฟูอย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณที่กรมราชทัณฑ์เบิกจ่ายมักจะเป็นงบประมาณทั่วไปเสียส่วนใหญ่ (เช่น ค่าปัจจัยพื้นฐานผู้ต้องขัง ค่าซ่อมแซมสาธารณูปโภค) หรือก็คือในงบก้อนยักษ์นั้นยังขาดการให้ความสำคัญกับการยกระดับ ควบคุม หรือดูแลผู้ต้องขัง

การคุมขังที่มีประสิทธิภาพต้องไม่ใช่การแยกผู้กระทำผิดออกจากสังคมเท่านั้น แต่เป็นการทำให้ช่วงเวลาในเรือนจำเป็นโอกาสของการแก้ไข ฟื้นฟู และเปลี่ยนแปลงตนเองผ่านกระบวนการต่างๆ ตลอดจนการดูแลสุขภาพจิต เพื่อทำให้คนเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคมให้ได้

หากปราศจากกระบวนการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ การเข้าเรือนจำก็อาจไม่ต่างจากการย้ายที่อยู่ ท้ายที่สุดผู้ต้องขังอาจกลับสู่สังคมพร้อมปัญหาเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เกิดความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำ -ซึ่งเราคงจะประหารชีวิตผู้ต้องขังทุกคน เพื่อป้องกันปัญหากระทำผิดซ้ำไม่ได้หรอก ว่าไหม-

ดังนั้น หากเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการยุติธรรมคือการทำให้สังคมปลอดภัย การลงโทษเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐควรให้ความสำคัญควบคู่กันคือการฟื้นฟูผู้ต้องขัง เพื่อลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ เตรียมความพร้อมให้ผู้พ้นโทษสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เข้มแข็ง เพื่อลดอาชญากรรมที่อาจขึ้นเกิดในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...