เมื่อรัฐบาลเอาใจแต่ทุนจีน จนชาติอื่นเอือมระอา
เมื่อรัฐบาลเอาใจแต่ทุนจีนจนยอมทุกอย่าง
#EDITORIAL นับตั้งแต่ยุคของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ออกกฎหมายและมาตรการทางภาษีเพื่อเชื้อเชิญนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป้าหมายหลักคือกลุ่มทุนจีนแบบสุดตัว ให้เข้ามาลงทุนในเกือบทุกอณูของเศรษฐกิจไทยทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่มากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สอดรับกันพอดีกับทางจีนที่มีนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) ในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการค้าไปทั่วโลก และเอเชียตะวันออกเฉียงให้คือเป้าหมายสำคัญที่จีนต้องการเชื่อมต่อมากที่สุดในการเปิดเส้นทางการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์เพื่อออกสู่ฝั่งของทะเลจีนใต้
นั่นทำให้คลื่นทุนจีน และคนจีนขนาดมหึมาไหลทะลักเข้าท่วมภูมิภาคนี้โดยเฉพาะประเทศไทยที่อยู่ตรงกลางของภูมิภาคพอดี ต้องรับมือกับ "ของจีน" จนแทบจะสำลักหายใจไม่ทัน
นี่ก็พอดีจะตอบคำถามเบื้องต้นได้ว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงดึงแต่ทุนจีนเข้ามาจนเต็มประเทศจนถึงปัจจุบัน
ปี 2568 บีโอไอรายงานว่า ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรกคือ สิงคโปร์ 103,399 ล้านบาท ขณะที่ญี่ปุ่น ยังคงรักษาสถานะแชมป์ในแง่จำนวนรายที่เข้ามามากที่สุดถึง เป็นเงินลงทุน 85,688 ล้านบาท
ส่วนจีนตามมาเป็นอันดับที่ 3 มูลค่า 35,046 ล้านบาท แต่ในแง่ของจำนวนโครงการนั้นนับว่ามีจำนวนมากที่สุดถึง 152 โครงการ โดยเน้นลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
แต่สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า แม้สิงคโปร์แซงหน้าจีนกลายเป็นแหล่ง FDI ที่สำคัญที่สุดของไทย แต่เป็นเพราะบริษัทจีนและอเมริกันจำนวนมากใช้สิงคโปร์เป็นฐานตั้งต้นโครงการ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานอิเล็กทรอนิกส์
พูดง่ายๆ คือทุนสิงคโปร์จำนวนมากคือทุนสหรัฐฯ ยุโรป และจีนเองที่ "แปลงสัญชาติ" ผ่านโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้ง ตัวเลขจึงซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น
คำถามคือ ไม่มีทุนจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ นอกจากญี่ปุ่น สหรัฐ หรือยุโรปมาลงทุนในไทยเลยเหรอ ?
คำตอบคือ มีทั้งสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เพียงแต่มูลค่ารวมและจำนวนโครงการยังห่างจากจีนพอสมควร
ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นเจ้าตลาดกลับมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่าในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา FDI จากจีนอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นชัดเจน สวนทางกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นแชมป์เก่าที่กำลังลดบทบาท และค่อยๆ เฟดตัวออกจากไทยอย่างช้าๆ
ในฝั่งของจีน นี่คือการอพยพฐานการผลิตที่มีเหตุผลเฉพาะตัวเพื่อมาไทย โดยมีแรงผลักจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยืดเยื้อจนทำให้บริษัทจีนต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี และไทยเป็นหนึ่งในปลายทางที่จีนเลือกแล้วอย่างชัดเจน
รายงานจากบีโอไอที่นำทีมไปโรดโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ในจังหวะที่บริษัทจีนกังวลผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และพบว่าบริษัทแบตเตอรี่-อิเล็กทรอนิกส์จีนหนุนให้ไทยเป็นฐานผลิตของจีนในภูมิภาคอาเซียน โดย WHA ยืนยันว่าลูกค้าจีนเข้าไทยจำนวนมากเพื่อหนีสงครามการค้าเป็นหลัก
สอดคล้องกับนโยบายในยุคพลเอกประยุทธ์ที่ผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีการออก พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุดแก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น
ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 13-15 ปี
สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับประกอบกิจการ
สิทธิในการเช่าที่ดินราชพัสดุระยะยาวสูงสุด 99 ปี (เช่า 50 ปี และต่ออายุได้อีก 49 ปี)
การปรับปรุงเงื่อนไข BOI มีการลดข้อจำกัดและเพิ่มแรงจูงใจทางภาษีเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ค่ายรถยนต์และบริษัทเทคโนโลยีจากจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยจำนวนมหาศาล
การออกวีซ่าพิเศษ (Smart Visa และ LTR Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าระยะยาว 10 ปี เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีฐานะ กลุ่มนักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญพิเศษให้สามารถพำนักในไทยได้ยาวนานขึ้นและง่ายขึ้น โดยลดขั้นตอนการรายงานตัวและผ่อนปรนเงื่อนไขการทำงาน
นั่นทำให้ EEC กระจุกตัวไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมทุนจีนหนาแน่นที่สุด โดยเฉพาะนิคมอมตะซิตี้ ระยอง มูลค่าการลงทุนรวม 218,767 ล้านบาท
ตามด้วยกลุ่มนิคมของ WHA ในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเดิมทีพื้นที่เหล่านี้คือฐานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่พร้อมใช้งานอยู่ก่อนแล้ว การย้ายฐานจึงเร็วและถูกกว่าการไปเริ่มต้นใหม่ในประเทศที่ยังไม่มีซัพพลายเชนรองรับ
ด้วยวัตถุประสงค์การเข้ามาของทุนจีนคือการ หลบเลี่ยงสงครามการค้าและกำแพงภาษี เพื่อมาผลิตสินค้าจีนในไทย การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า (transshipment) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไทยถูกสหรัฐฯ จับตาและอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301
บทวิเคราะห์ระบุว่า การคัดกรองการลงทุนที่ย้ายมาไทยเพื่อหลบเลี่ยงภาษีปลายทางอย่างสหรัฐฯ เป็นทางแก้ที่เหมาะสมกว่าการคัดกรองเฉพาะสินค้าส่งออก เพราะปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลไทยเองด้วย
พูดตรงๆ คือ ทุนจีนบางส่วนที่เข้ามาไม่ได้มาเพื่อสร้างฐานผลิตจริงจัง แต่มาเพื่อแปะฉลาก “Made in Thailand” ให้สินค้าก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งภาครัฐไทยเองก็ยอมรับว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการ ไม่ใช่ผลสำเร็จที่ควรภูมิใจจากตัวเลขการส่งออกที่มักเอามาอวดอ้างว่าเติบโตเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็น ทั้งที่สัดส่วนสินค้าของไทยแท้ๆ อาจจะมีเพียงน้อยนิด ที่เหลือเป็นสินค้าจีนสวมสิทธิ์ประเทศไทยแทบทั้งสิ้นก็ได้
ยังมีปัญหาอีกชั้นที่สื่อธุรกิจไทยเริ่มเปิดเผยมากขึ้น คือกรณี "ทุนจีนหลอกจีน" และการใช้เส้นสายกักตุนทรัพยากร รายงานล่าสุดระบุว่า กลุ่มทุนจีนบางกลุ่มมีพฤติกรรมจองโควตาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าไว้สูงถึง 300-400 เมกะวัตต์ แต่ใช้งานจริงเพียง 20-50 เมกะวัตต์ พร้อมกับการกว้านซื้อที่ดินระดับพันไร่ในพื้นที่ระยองและชลบุรี นี่คือด้านที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในวาทกรรมทางการว่า "จีนมาลงทุนไทยเยอะ = ดี" เพราะปริมาณโครงการที่สูงไม่ได้แปลว่าคุณภาพการลงทุนสูงตามไปด้วยเสมอไป
เอื้อจีนมากไปจนไม่แฟร์กับทุนชาติอื่นๆ สะท้อนภาพลักษณ์ เงินซื้อไทยได้
ไม่ใช่ว่าทุนจากชาติอื่นที่เข้ามาอย่างถูกต้อง ทำตามกฎระเบียบไม่ว่าจะกฎหมายการลงทุน ร่วมทุน กฎระเบียบการค้า และกฎหมายแรงงานจะไม่อยากลงทุนในไทย
แต่ต้องยอมรับว่า ชื่อเสียงของไทยในแง่มุมการเรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์ต่างๆ ขอหน่วยงานราชการนั้น เป็นที่ขึ้นชื่อลือชากระฉ่อนในหมู่นักลงทุน ที่หากว่ามีการจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาใต้โต๊ะ โครงการต่างๆ ก็จะเดินหน้าได้เร็ว มากกว่ามารอกระบวนการตามปกติที่ล่าช้า หรือถูกเตะถ่วงให้ล่าช้า
และทุนจีนก็รู้ว่า นิสัยแบบนี้ของไทยคือสิ่งที่จีนสามารถต่อลองด้วยการเล่นเกมส์อำนาจเงินได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจเมื่อมีข่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทยจะพัวพันในการเรียกรับสินบน หรือยอมทำความผิดให้กับคนจีนเพื่อแลกเศษเงินกับศักดิ์ศรีข้าราชการ สะท้อนผ่านดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) ที่ไทยคะแนนร่วงต่อเนื่องจนต่ำกว่าลาวและเวียดนาม ไปยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศด้อยพัฒนา
นี่คือข้อมูลที่กระแทกแรงที่สุด ผลการจัดอันดับล่าสุดของ Transparency International ปี 2568 ไทยได้คะแนน 33 เต็ม 100 อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ลดลงจากปี 2567 และลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ที่เคยได้ 36 คะแนน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 19 ปี
ที่สำคัญกว่านั้นคือระดับภูมิภาค ซึ่งรายงานระบุชัดว่าไทยอยู่อันดับ 7 ในอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว การที่ไทยถูกเวียดนามและลาวแซงหน้าในดัชนีนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะบริษัทตะวันตกจำนวนมากใช้ CPI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดพื้นฐานสำหรับการประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่อต้านการติดสินบนข้ามชาติอย่างเข้มงวด เช่น FCPA ของสหรัฐฯ หรือ UK Bribery Act
ภาคเอกชนไทยเองประเมินว่าต้นทุนคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องนามธรรม รายงานระบุว่า ภาคเอกชนมองว่าคอร์รัปชันเป็นต้นทุนเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเมินความเสียหายสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะจากการจ่าย "ใต้โต๊ะ" 20-30% ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
และที่น่าสนใจคือข้อมูลจาก World Justice Project ซึ่งชี้ว่าปัญหาไม่ได้กระจายเท่ากันทุกจุด แต่กระจุกตัวอยู่ที่ขั้นตอนที่ธุรกิจต่างชาติต้องเผชิญโดยตรง คือการติดสินบนเพื่อขอใบอนุญาตจากภาครัฐ ซึ่งอัตราการจ่ายสินบนเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 7% เป็น 19%
นี่คือจุดที่กระทบตรงกับนักลงทุนตะวันตกมากที่สุด เพราะการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคือขั้นตอนแรกที่บริษัทต้องเจอ และเป็นจุดที่บริษัทซึ่งมีนโยบาย compliance เข้มงวดจะเลือกถอยแทนที่จะเสี่ยงผิดกฎหมายบ้านเกิด
ต่อมาคือ กฎหมายธุรกิจคนต่างด้าวเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่มีมานาน ซึ่งการขอเปิดธุรกิจบางประเภทอย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องใช้เวลา 3-6 เดือนหรือถึง 1 ปี ขณะที่การใช้นอมินีสามารถทำได้ในเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ และมีต้นทุนต่ำกว่าด้วย
ระบบนี้สร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว คือลงโทษผู้ที่ทำตามกฎหมายด้วยต้นทุนและเวลาที่สูงกว่า ขณะที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มแก้ไขในปี 2569 นี้เอง โดย ครม. เห็นชอบปลดล็อก 8 ธุรกิจให้ต่างชาติลงทุนได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต ซึ่งมีรายงานว่าเหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันจากการเจรจากับ USTR ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 พูดอีกแบบคือ ไทยแก้กฎที่เอื้อต่อทุนตะวันตกก็ต่อเมื่อถูกสหรัฐฯ บีบ ไม่ใช่เพราะเลือกทำเชิงรุกเอง นี่คือหลักฐานเชิงพฤติกรรมที่สนับสนุนข้อสังเกตของคุณบางส่วน
ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองซ้ำเติมทุกอย่าง เรียกว่าเป็นวิกฤตศรัทธาในสถาบันตรวจสอบยิ่งเข้มข้นขึ้นหลังเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่มเมื่อปี 2568 และสืบไปสืบมาพบว่ามีส่วนพัวพันกับบริษัทก่อสร้างของจีนที่เข้ามารับงาน ซึ่งมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในหลายประเทศเรื่องการทิ้งงาน และมาตรฐานความปลอดภัย
เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคะแนน CPI ของไทย เพราะสะท้อนความอ่อนแอของกลไกป้องกันคอร์รัปชันและความเปราะบางของหน่วยงานตรวจสอบอิสระ โดยเฉพาะความไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดรายใหญ่ได้ เหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์แบบนี้ส่งสัญญาณเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจทั่วไป เพราะมันบอกว่าแม้แต่กลไกตรวจสอบภาครัฐเองก็ยังไม่น่าเชื่อถือ
ที่สำคัญคือ การก้าวขึ้นมาของประเทศเพื่อนบ้านที่แย่งชิง "แสง" โดยเฉพาะเวียดนามและมาเลเซียก็เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเวียดนามเพิ่งได้รับการจัดกลุ่มใหม่เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงจากธนาคารโลก และมีจุดแข็งด้านการดึงดูดการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ กำลังกลายเป็นตัวเลือกที่นักลงทุนตะวันตกมองเป็นทางเลือกแรกมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกฎระเบียบที่คาดเดาได้มากกว่าและมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ต่อเนื่องกว่า
แม้ในดัชนีนิติรัฐของ WJP ปี 2568 ไทยจะยังคะแนนดีกว่าเวียดนามเล็กน้อยก็ตามโดยไทยได้ 0.50 คะแนน อันดับ 77 จาก 143 ประเทศ ขณะที่เวียดนามได้ 0.49 ความห่างที่แคบมากนี้บอกว่าไทยไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่งอย่างขาดลอยเหมือนในอดีตอีกต่อไป
โดยสรุปแล้ว ไม่ใช่ไทยเลือกจีน แต่จีนคือผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงที่ไทยมีอยู่ได้มากกว่า
คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ รัฐบาลไทยไม่ได้ "เลือกดึงแต่ทุนจีน" ในเชิงนโยบายอย่างจงใจ เอกสารนโยบาย BOI ทุกฉบับยังคงเขียนถึงเป้าหมายดึงดูดการลงทุนจากทุกชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ทุนจีนมีแรงผลักจากบ้านตัวเองอย่างสงครามการค้า รุนแรงกว่าทุนชาติอื่น และมีความอดทน และเข้าเล่นเกมกับการใช้เงินซื้อศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนไทยได้ง่ายกว่า เพราะบริษัทจีนจำนวนมากไม่ได้อยู่ภายใต้แรงกดดันด้าน compliance หรือธรรมาภิบาลระดับเดียวกับบริษัทตะวันตกที่ต้องตอบผู้ถือหุ้นและกฎหมายป้องกันการติดสินบนข้ามชาติ
ขณะที่ทุนตะวันตกเองก็ไม่ได้หายไปจากไทยทั้งหมด แต่เลือกเข้ามาในสัดส่วนที่ระมัดระวังกว่า กระจุกอยู่ในภาคที่ความเสี่ยงเชิงกฎระเบียบต่ำกว่า เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส มากกว่าภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาที่ดิน ใบอนุญาต และการเจรจากับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
ภาพลักษณ์ของไทยจึงกำลังสร้างปัญหาเรียกคนประเภทเดียวกันให้มาคบค้าสมาคม ไทยเทา คู่กับจีนเถื่อน คู่สมรสที่ลงตัว "ดุจผีเน่าและโลงผุ" คือความน่าเชื่อถือของกลไกตรวจสอบภาครัฐที่ต่ำ ต้นทุนแฝงจากคอร์รัปชันในกระบวนการขอใบอนุญาต และความล่าช้าของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว กลายเป็นคราบสกปรกที่ติดบนหน้าผากของไทยในสายตาต่างชาติ ที่ทำให้ไม่กล้าที่จะอยากเข้ามาลงลึกด้วย ในเมื่อมีตัวเลือกที่สะอาดและโปร่งใสกว่าอยู่ใกล้
ตราบใดที่ไทยยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง ช่องว่างระหว่างทุนจีนกับทุนตะวันตกในไทยก็มีแนวโน้มจะยิ่งถ่างออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะไทยเลือก แต่เพราะไทยเลือกทำตัวเองที่จะเดินบนเส้นทางที่ "ทุนดีๆ" เขาไม่ทำกัน