ขับรถ “ลาพัก…ไปรักษ์โลก”
เพื่อร่วมเป็นส่วนหนี่งในการส่งเสริมแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ชวนคนวัยทำงานเปลี่ยนมุมมองการใช้วันลาพักร้อนให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ผ่านการเดินทางที่ไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างคุณค่าและผลเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติ ชุมชน วัฒนธรรมท้องถิ่น และสังคม
ความร่วมมือครั้งนี้โตโยต้ามีบทบาทในฐานะพันธมิตรด้าน Mobility สนับสนุนการเดินทางที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยนำแนวคิด “Multi-Pathway” มาประยุกต์ใช้กับการเดินทาง ผ่านทางเลือกด้านยานยนต์ และพลังงานที่หลากหลาย ทั้ง ICE, HEV, PHEV และ BEV เพื่อให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมกับรูปแบบการเดินทาง ลักษณะเส้นทาง และความต้องการของผู้ใช้งาน ควบคู่กับการสนับสนุนเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
หนึ่งในเส้นทางนำร่องของโครงการก็คือ “Give & Grow @ราชบุรี” ทริป 3 วัน 2 คืนที่มีจุดหมายอยู่ที่ จ.ราชบุรี โดยมีทางผ่านอย่างสมุทรสงครามเป็นจุดแวะพักด้วย และจุดพักที่ว่าก็คือ “Salt Lake De Maeklong” (ซอลท์ เลค เดอ แม่กลอง) คาเฟ่นาเกลือสไตล์มินิมอล ที่มีการนำ “ดอกเกลือ” มาเป็นส่วนผสมของกาแฟสูตรเด็ดของร้าน แต่ที่ห้ามพลาดอีกอย่างก็คือ “สปาเกลือแช่เท้า” ที่มีสูตรเกลือแช่เท้าเฉพาะของร้านอย่างกลิ่นกุหลาบและลาเวนเดอร์ เมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแช่เท้า นอกจากลดอาการปวดเมื่อยหรือเมื่อยล้าจากการเดินทางแล้ว ยังช่วยดับกลิ่นอับพร้อมบำรุงผิวเท้าให้ชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังช่วยดึงประจุพลังงานลบออกจากร่างกายให้รู้สึกผ่อนคลาย หากยังมีเวลาลงมือทำ Workshop น้ำหอมดอกเกลือด้วยอีกอย่าง
เดินทางต่อไปยังราชบุรี มีจุดหมายห้ามพลาดหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ “วัดมหาธาตุวรวิหาร” วัดเก่าแก่เก่าแก่อายุนับพันปีสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยวัฒนธรรมทวารวดี จึงไม่น่าแปลกใจที่พระปรางค์ประธานจะมีสถาปัตยกรรมแบบขอมคล้ายกับปราสาทนครวัด สร้างด้วยศิลาแลงและอิฐ มีการฉาบปูนและแกะสลักลวดลายปูนปั้นที่วิจิตรบรรจงล้อมรอบ ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ด้านหลังของพระปรางค์ประธาน เป็นพระพุทธรูปศิลาแลงประทับนั่งสององค์ที่หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ชนกัน ซึ่งเป็นลักษณะการจัดวางพระพุทธรูปโบราณที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ส่วนวิหารหลวงประดิษฐาน "พระมงคลบุรี" พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ศิลปะสมัยอยุธยาที่เป็นพระประธานหลักของวัด นอกจากนี้ด้านข้างของพระปรางค์ประธานองค์ใหญ่ยังมี “ระฆังหินโบราณ” หนึ่งในวัตถุโบราณที่ทางวัดอนุรักษ์ไว้
แล้วยังมี “ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2529 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัย สาธิต และทดสอบวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และสามารถเพาะปลูกได้อีกครั้ง แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นฟาร์มปศุสัตว์และปลูกพืชไร่ที่มีการใช้ประโยชน์จากดินอย่างผิดวิธี จนทำให้หน้าดินเสียหาย ทรุดโทรม และถูกขุดลูกรังไปขายจนดินขาดความอุดมสมบูรณ์กลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่แห่งนี้เพื่อเป็นแบบอย่างในการจัดการดิน น้ำ และพืชอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันที่นี่ได้พัฒนาต่อยอดกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการเรียนรู้ธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดราชบุรี ไฮไลท์ห้ามพลาด ได้แก่ ต้นประดู่ทรงปลูก ต้นไม้ประวัติศาสตร์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกไว้เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนโครงการ พลับพลาที่ประทับกลางน้ำศาลาไม้กลางอ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้ม จุดชมทัศนียภาพที่สวยงามร่มรื่นและเป็นเอกภาพ และทุ่งดอกไม้ตามฤดูกาล ไฮไลท์ยอดนิยมคือการชมทุ่งดอกทานตะวัน
อีกแห่งที่ต้องแวะไป “พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนวัดขนอน” สถานที่อนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหนังใหญ่อันทรงคุณค่า ซึ่งได้รับรางวัลจากยูเนสโก (UNESCO) ในฐานะชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพย์สินชิ้นเอกของมนุษยชาติ จัดแสดงตัวหนังใหญ่โบราณที่ประณีตงดงามมากกว่า 300 ตัว อยู่บนเรือนไทยโบราณ ส่วนใหญ่จัดสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ชมการจัดแสดงนิทรรศการตัวหนังใหญ่แบบเปิดไฟส่องหลังให้เห็นลวดลายฉลุอันวิจิตรมีการจัดแสดงเชิดหนังใหญ่ประกอบดนตรีปี่พาทย์แบบโบราณโดยนักเรียนจากโรงเนียนวัดขนอน
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Nature Walk “ปลูกป่าในใจคน” ชมอุโมงค์ต้นไผ่ เรียนรู้วิธีการจัดระเบียบป่า ชมสวนสัตว์ Mini Zoo ในป่าบ้านฉัน ชิมขนมปากหม้อและน้ำสมุนไพร หรือทดลองแปรรูปทำเครื่องดื่มโปรตีนสูง เมนูมัทฉะตำลึง ไร้คาเฟอีน
การเดินทางครั้งนี้โตโยต้าได้นำยานยนต์มาสนับสนุน เพื่อร่วมทดลองการใช้งาน Mobility Solution ในบริบทของการท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวประสบการณ์และองค์ความรู้จากการใช้งานจริง และนำไปต่อยอดสู่แนวทางการเดินทางที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานและพื้นที่ปลายทางในอนาคต
ความร่วมมือระหว่าง ททท. และโตโยต้า จึงเป็นการเชื่อมโยง “Mobility × Tourism × Sustainability” เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับการเดินทางให้เป็นมากกว่าการเคลื่อนย้าย สู่ประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าให้แก่ผู้เดินทาง ชุมชน และพื้นที่ท่องเที่ยว พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากการใช้งานจริง สู่การพัฒนารูปแบบการเดินทางและการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์อนาคต และเติบโตอย่างยั่งยืน