เตือนภัยพ่อแม่! ตลาดยาเสพติดออนไลน์ ซุกไอซ์ใน “พอตบุหรี่ไฟฟ้า” ทำเด็กเสี่ยงป่วยจิตเวชทะลุ 50%
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดข้อมูลแก๊งค้ายาเสพติดออนไลน์ยกระดับใช้โมเดลธุรกิจ “อีคอมเมิร์ซ” เต็มรูปแบบ เจาะกลุ่มเด็กและเยาวชน เปิดหน้าร้านผ่านแพลตฟอร์มยอดฮิตกว่าร้อยละ 70 ซุกซ่อนสารเสพติดอันตรายทั้ง ยาไอซ์-ยาสลบ-DMT ใน “พอตบุหรี่ไฟฟ้า” ส่งผลสถิติวัยแรงงานและเยาวชนเสี่ยงป่วยจิตเวชเฉียบพลันพุ่งสูงกว่า 50% พร้อมแนะ 4 ทางรอดและข้อเสนอปลดล็อกงบประมาณรัฐหนุนชุมชนสกัดนักเสพหน้าใหม่
ปัจจุบันสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยได้ก้าวข้ามจากรูปแบบการซื้อขายแบบดั้งเดิม เข้าสู่ “ระบบนิเวศการตลาดดิจิทัลผิดกฎหมาย” อย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลจากเวทีวิชาการ “เจาะตลาดมืดโลกออนไลน์ เพื่อการรู้เท่าทัน และการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด” จัดโดย มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย เปิดเผยสถิติที่น่ากังวลว่า การซื้อขายยาเสพติดในปัจจุบันสามารถทำได้ภายใน 24 ชั่วโมง และเข้าถึงประชากรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
ตลาดยาเสพติดออนไลน์ยกระดับสู่อีคอมเมิร์ซตลาดมืดที่น่ากังวล
กนิษฐา ไทยกล้า นักวิจัยหน่วยวิจัยสารเสพติด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังสถานการณ์การตลาดและการขายยาเสพติดบนอินเทอร์เน็ต ปี 2569 โดยหน่วยวิจัยสารเสพติด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ผู้ค้าได้พัฒนากระบวนการขายเทียบเท่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วไป เริ่มตั้งแต่การสร้างหน้าร้าน หาลูกค้า สร้างความน่าเชื่อถือ ปิดการขาย ชำระเงิน จัดส่งผ่านระบบไรเดอร์ และมีการรักษาฐานลูกค้า
ข้อมูลงานวิจัยระบุชัดเจนว่า ช่องทางหลักที่ถูกใช้เปิดหน้าร้านมากที่สุดคือ แพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) สูงถึงร้อยละ 73.1 รองลงมาคือ ไลน์ ร้อยละ 12.1 และเฟซบุ๊ก ร้อยละ 8.3 โดยผู้ค้าใช้เทคนิคการสื่อสารที่หลบเลี่ยงการตรวจสอบของระบบ ทั้งการใช้คำสแลง อีโมจิ ตัวอักษรดัดแปลง และรหัสเฉพาะกลุ่ม ทำให้คนทั่วไปมองว่าเป็นเพียงข้อความขยะ แต่กลับเป็นช่องทางที่เยาวชนสามารถเข้าถึงยาเสพติดแบบผสมผสานได้ง่าย ส่งผลให้เยาวชนอายุ 15-19 ปี เสี่ยงเป็นจิตเวชเฉียบพลัน และกลุ่มอายุ 20-34 ปี กว่าร้อยละ 50-55 มีแนวโน้มกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้สารเสพติด
ภัยเงียบใน “พอตบุหรี่ไฟฟ้า”ซ่อนยาไอซ์-ยาสลบ สู่การเสพโดยไม่รู้ตัว
กนิษฐา เปิดเผยอีกว่า ความน่ากลัวของการตลาดยุคใหม่คือ การนำสารเสพติดและสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดใหม่ (NPS) มาดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ดูเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ “พอตบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งเยาวชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อเพราะความรู้ไม่เท่าทัน คิดว่าเป็นเพียงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าทั่วไป
อย่างเช่น พอตบุหรี่ไฟฟ้า ตอนนี้มีกระแสข่าวล่าสุดคือตรวจพบว่ามีส่วนผสมของเมทแอมเฟตามีน หรือว่า ‘ไอซ์’ เราพบว่ามีการเอาไอซ์มาละลายเพื่อทำเป็นน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าแล้วนำไปดูด นอกจากนี้ยังมีพอตกัญชาที่มีการแต่งกลิ่นออกแบบให้ทันสมัย และพอต DMT ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดใหม่ รวมถึงการนำ ‘ยาสลบ’ ที่ใช้ทางการแพทย์มาใช้ในทางที่ผิด ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าการสูบ 1 ครั้ง ร่างกายรับปริมาณสารไปเท่าไหร่ ยาสลบจะออกฤทธิ์กดประสาทให้การทำงานในร่างกายช้าลง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก
นอกจากนี้ หน่วยวิจัยฯ ยังเฝ้าระวังพอตสารเสพติด ซึ่งพบว่านอกจากนำสารออกฤทธิ์มาซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าแล้วยังพบ ยาสลบ และยาไอซ์ ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงได้รับอันตรายจากการไม่ทราบชนิด และปริมาณสารอันตราย รวมถึงพบว่ามีการขายพ่วงยาเสพติด ยาอันตรายต้องห้าม ตลอดจนยารักษาโรค ยิ่งกลายเป็นความเสี่ยงให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปิดโพสต์เหล่านี้ รวมถึงจัดการระบบนิเวศ โดยพัฒนาระบบเฝ้าระวังแบบ Real-time เชื่อมข้อมูลระหว่างสาธารณสุข หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และแพลตฟอร์มดิจิทัล สร้างความรอบรู้ด้านยาให้ประชาชนรู้เท่าทันกลยุทธ์ผู้ค้ายาเสพติดในรูปแบบต่างๆ
วัชรพงศ์ พุ่มชื่น ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด กล่าวว่า ยาเสพติดกระทบทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต ยิ่งปัจจุบันปัญหามีความซับซ้อนและน่ากลัวมาก ดังนั้นกรณีมีการขายผ่านออนไลน์ จะทำให้คนไทยเข้าสู่วงจรยาเสพติดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน เพราะซื้อง่าย สะดวก
ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การควบคุมตลาดยาเสพติดทั้งออนไลน์ และออนไซต์ แต่รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีนโยบายป้องกันปัญหายาเสพติดที่ชัดเจน เป็นระบบและให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลอดภัย สร้างระบบนิเวศที่ยืดหยุ่น เอื้อต่อการเรียนรู้ และการปรับตัวของเด็กเยาวชน ต้องใช้กลไกคนในชุมชนช่วยกันปกป้องผู้เสพรายใหม่ รวมถึงให้มีการตรวจสอบสแกนพัสดุที่จัดส่ง
ช่องว่างนโยบายรัฐ และบทบาทของชุมชน
ด้านรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหายาเสพติดสามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย เพราะมีการเชื่อมโยงกันของผู้ซื้อกับผู้ขายผ่านทางโซเชียลมีเดียรูปแบบต่างๆ มีการโฆษณา ชักชวน ซื้อขาย หรือสร้างค่านิยมเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ เข้าถึงตลาดมืดนี้โดยไม่รู้ตัว ด้วยความที่มีการปรับเปลี่ยนเร็ว มีการใช้ภาษา รหัส สัญลักษณ์ หรือวิธีการสื่อสารที่หลบเลี่ยงการตรวจสอบ รวมถึงการสร้างเนื้อหาที่ทำให้สารเสพติดบางชนิดดูเป็นเรื่องธรรมดา หรือถูกทำให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ความสนุก และวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นการจัดการปัญหายาเสพติดในยุคดิจิทัลต้องทำควบคู่กันทั้งการเฝ้าระวัง การพัฒนาองค์ความรู้ การรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ภาคเทคโนโลยี และประชาชน
สสส.ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทำให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางความคิดและรู้เท่าทันความเสี่ยง สามารถแยกแยะข้อมูล เข้าใจกลยุทธ์ของตลาด และรู้ว่าพฤติกรรมหรือเนื้อหาใดบนโลกออนไลน์กำลังนำไปสู่ความเสี่ยง รวมทั้งสามารถมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสได้อย่างเหมาะสม
ด้านการแก้ไขปัญหา สสส.ได้เน้นย้ำถึงการทำงานแบบครบวงจร ทั้งการป้องกัน เฝ้าระวัง และการช่วยเหลือ โดยเฉพาะกระบวนการบำบัดฟื้นฟู ซึ่งสมองของผู้ติดยาเสพติดต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 1 ปี การดึงผู้ก้าวพลาดกลับคืนสู่สังคมจึงต้องอาศัยพลังของ “ชุมชน” เป็นฐานสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องว่างสำคัญในเชิงนโยบายด้านการจัดสรรงบประมาณ
ปัญหาอุปสรรคที่ค่อนข้างใหญ่คือ แกนนำชุมชนที่ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมให้เด็กเยาวชนที่ผ่านการบำบัดแล้ว ได้กลับมาสู่ครอบครัวและสร้างกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องใช้งบประมาณแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม เช่น ซื้อไข่ไก่ให้เด็กที่มาร่วมกิจกรรมนำกลับไปให้ครอบครัว เพื่อดึงพวกเขาให้ออกห่างจากการมั่วสุม แต่โดยระเบียบราชการ ณ ปัจจุบัน ยังติดปัญหาว่าเบิกได้เฉพาะส่วนราชการเท่านั้น งบประมาณยังลงไปไม่ถึงชาวบ้านหรือแกนนำชุมชน หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขยับระเบียบตรงนี้ได้ จะช่วยให้กลไกชุมชนทำงานได้จริงและยั่งยืนขึ้น
ทางออกและทางรอด 4 ทักษะรับมือ และข้อเสนอแนะต่อสังคม
เพื่อรับมือกับวิกฤตยาเสพติดออนไลน์ ภาคีเครือข่ายได้เสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชน ในการสร้างทักษะรู้เท่าทันความเสี่ยงดิจิทัล 4 ข้อ ที่สามารถทำได้ทันที ได้แก่
รู้ทันสัญญาณ สังเกตการชักชวนที่ผิดปกติ และการพยายามดึงการสนทนาออกไปยังพื้นที่ส่วนตัว (Direct Message)
หยุดปฏิสัมพันธ์ ไม่ทัก ไม่สอบถามราคา ไม่ซื้อเพื่อพิสูจน์ และไม่สืบสวนด้วยตนเอง
เก็บหลักฐาน แคปหน้าจอภาพ หรือคัดลอกลิงก์ที่มีการส่งมา (โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเป็นหลัก)
ส่งต่อแจ้งเบาะแส รายงานโพสต์ดังกล่าวผ่านระบบของแพลตฟอร์ม และแจ้งสายด่วน ป.ป.ส. 1386
ข้อเสนอแนะ
ครอบครัวและสถานศึกษาคือด่านหน้าสำคัญ ผู้ปกครองและครูต้องปรับตัวให้เท่าทันโลกดิจิทัล หมั่นสังเกตพัสดุที่ส่งมาที่บ้านหรือโรงเรียน รวมถึงตรวจสอบสิ่งของที่มีรูปลักษณ์คล้ายเครื่องเขียนในกระเป๋านักเรียน ซึ่งปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็น “พอตยาเสพติด” ได้อย่างแนบเนียน ที่สำคัญ หากเด็กเข้ามาปรึกษา ผู้ใหญ่ต้องรับฟังอย่างเปิดใจ ไม่มุ่งจับผิด เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนกล้าพูดความจริง ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดไม่ให้เยาวชนตกลงสู่วงจรนักเสพหน้าใหม่