UN เตือน “ซูเปอร์เอลนีโญ” จ่อแรงสุดในรอบ 70 ปี อาเซียนเสี่ยงแล้ง-ไฟป่า
WMO เตือนเอลนีโญรอบใหม่อาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2493 และลากยาวถึงกุมภาพันธ์ 2570 อาเซียนเสี่ยงฝนน้อย ภัยแล้งและไฟป่าเพิ่มขึ้น
วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 12.41 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า สหประชาชาติ (UN) เตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่เขตอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว หลังผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญเริ่มปรากฏขึ้นทั่วโลก ขณะที่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า เอลนีโญรอบนี้อาจรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปี และลากยาวไปจนถึงอย่างน้อยเดือนกุมภาพันธ์ 2570
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเอลนีโญกำลังทวีความรุนแรง
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า เอลนีโญกำลังขยายความรุนแรงขึ้นอย่างมาก และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน ขณะที่อุณหภูมิยังคงเพิ่มสูงขึ้น
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกจากการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบลม ส่งผลให้น้ำอุ่นเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกและปลดปล่อยความร้อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก ทำให้บางพื้นที่เผชิญภัยแล้ง ขณะที่บางแห่งมีพายุไต้ฝุ่น ฝนตกหนัก และน้ำท่วมรุนแรงขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งอาจยิ่งทำให้อุณหภูมิและสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงมากขึ้น
อุณหภูมิแปซิฟิกอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 4 องศา
ในพื้นที่สำคัญที่ใช้ติดตามเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิก อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ทำให้เอลนีโญรอบนี้กำลังอยู่ในเส้นทางที่จะถูกจัดอยู่ในระดับรุนแรงมาก
อย่างไรก็ตาม แบบจำลองคาดการณ์ว่าเอลนีโญอาจรุนแรงกว่านั้น โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยรายเดือนอาจพุ่งขึ้นใกล้ระดับ 4 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ย ซึ่งจะทำให้เอลนีโญครั้งนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่อย่างน้อยปี 2493 และอาจทิ้งห่างเหตุการณ์ครั้งก่อน ๆ อย่างมาก
ความผิดปกติของอุณหภูมิใต้ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกยิ่งรุนแรงกว่า โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 8 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงกว่าปกติยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อน และบริเวณชายฝั่งบางส่วนของออสเตรเลีย
WMO ระบุว่า ได้ระดมความพยายามครั้งใหญ่เพื่อกระจายข้อมูลพยากรณ์และคำเตือนเกี่ยวกับสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเชื่อมโยงกับเอลนีโญไปยังชุมชนต่าง ๆ ให้ครอบคลุมมากที่สุด
เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO เตือนว่า เอลนีโญมีศักยภาพที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนและเศรษฐกิจทั่วโลก
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสี่ยงภัยแล้ง-ไฟป่า
แม้ผลกระทบจากเอลนีโญมีแนวโน้มลากยาวเข้าสู่ปี 2570แต่ WMO คาดว่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบฝนอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า
พื้นที่ขนาดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกากลาง และตอนเหนือของอเมริกาใต้ มีแนวโน้มเผชิญฝนต่ำกว่าปกติ เพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งและไฟป่า
อินโดนีเซียกำลังเร่งควบคุมไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 107,000 เฮกตาร์ทั่วประเทศในช่วงฤดูแล้งปีนี้ ขณะที่ฤดูแล้งในอินโดนีเซียและบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มยาวนานกว่าปกติ
ทางการอินโดนีเซียส่งเครื่องบินขึ้นปฏิบัติการทำฝนเพื่อช่วยดับไฟ พร้อมระดมทรัพยากรควบคุมสถานการณ์ และจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายสิบรายจากข้อกล่าวหาใช้ไฟเพื่อถางพื้นที่
เอลนีโญเริ่มกระทบการค้าโลก คลองปานามาลดจำนวนเรือผ่าน
ผลกระทบจากเอลนีโญยังเริ่มลุกลามเข้าสู่การค้าโลก โดยคลองปานามาเตรียมลดจำนวนเรือที่สามารถผ่านคลองลงมากกว่า 10% เพื่อรับมือกับปริมาณฝนที่คาดว่าจะลดลง
คลองปานามารองรับเรือประมาณ 14,000 ลำต่อปี นอกจากเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าโลกแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้หลักของปานามา โดยสร้างรายได้ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
การลดจำนวนเรือผ่านคลองจึงสะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากเอลนีโญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยธรรมชาติ แต่สามารถส่งผลต่อระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานโลกได้ด้วย
จีนเตรียมรับไต้ฝุ่น 7 ลูก
ขณะที่หลายพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง จีนกลับเตรียมรับมือกับพายุที่รุนแรงขึ้น โดยคาดว่าจะมีไต้ฝุ่นขึ้นฝั่งถึง 7 ลูกในปีนี้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของจีนเชื่อมโยงกับผลกระทบจากเอลนีโญที่รุนแรง
เฉพาะเดือนกรกฎาคม จีนเผชิญไต้ฝุ่น 3 ลูก ได้แก่ Bavi, Noul และ Maysak ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนหลายสิบคน ขณะที่ในเดือนสิงหาคม ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนหลังไต้ฝุ่น Dolphin พัดถล่ม พร้อมฝนตกหนักและลมแรง
ในอีกด้านหนึ่ง บางพื้นที่ของแอฟริกาตะวันออก ตอนใต้ของบราซิล และตอนใต้ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มได้รับฝนมากกว่าค่าเฉลี่ย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม
ออสเตรเลียจับตาคลื่นความร้อนในทะเล
ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้น หลังประสบคลื่นความร้อนในทะเลหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แม้การคาดการณ์ในปีนี้ ระบุว่า แนวปะการัง Great Barrier Reef อาจรอดพ้นจากสภาพอากาศที่เลวร้ายที่สุด ทำให้ปะการังมีเวลาฟื้นตัวมากขึ้น แต่พื้นที่ทางตอนใต้ของออสเตรเลียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนัก
ก่อนหน้านี้ คลื่นความร้อนในทะเลบริเวณรัฐเซาท์ออสเตรเลียและแทสเมเนียเคยทำให้เพนกวินขาดแคลนอาหาร เกิดปลาตายจำนวนมาก สาหร่ายแพร่ระบาด และแมงกะพรุนเพิ่มจำนวนขึ้น
ออสเตรเลียจึงเริ่มนำระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับวิกฤตทางทะเลมาใช้ เพื่อให้สามารถเตรียมความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคประมง เคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตสำคัญ และเพิ่มการติดตามสภาพแนวปะการัง
หลายประเทศเร่งเตรียมรับมือ
รัฐบาลและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังเร่งเตรียมมาตรการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต การพลัดถิ่น และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การเสริมระบบเตือนภัยล่วงหน้า ไปจนถึงการเตรียมความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขก่อนเกิดภัย
สหรัฐประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่าจะส่งเรือพยาบาล USNS Comfort ไปยังชายฝั่งเปรู เพื่อสนับสนุนความช่วยเหลือทางการแพทย์และอุปกรณ์ทางเทคนิค ก่อนที่เอลนีโญจะเข้าสู่ช่วงรุนแรงที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญ เตือนว่าเอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่กำลังซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม เช่น ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง ระบบน้ำและสุขาภิบาลที่เปราะบาง รวมถึงระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอ
WMO ระบุว่า ขณะนี้โลกเริ่มเห็นความเสียหายจากทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมแล้ว และคาดว่าผลกระทบจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อเอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ภาวะโลกร้อนในระยะยาวจากกิจกรรมของมนุษย์อาจยิ่งทำให้ผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงกว่าเดิม
อ้างอิง : www.bbc.com