โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ไฮสปีด3สนามบิน เลิกสัญญาแล้วใครจ่าย เปิดบิลความเสียหายหลักแสนล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตอนที่ 3 เราได้ยินเสียงของฝ่ายเอกชนบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือ กลุ่มซีพี ในฐานะคู่สัญญา ที่ยืนยันว่าการเลิกสัญญาเป็นทางออกที่ชอบธรรมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ตอนนี้เราจะพลิกไปดูอีกด้านของเหรียญ นั่นคือเอกสารของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ที่ประเมินว่า ถ้าเลิกสัญญาจริง ประเทศจะต้องจ่ายอะไรบ้าง

โครงการก่อน รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มีระยะทางราว 220 กิโลเมตร มูลค่าโครงการกว่า 2.24 แสนล้านบาท อายุสัมปทาน 50 ปี ความเสียหายที่ สกพอ. ประเมินไว้ต่อไปนี้ จึงต้องอ่านบนฐานของเดิมพันระดับนี้

หนังสือฉบับนี้ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ลงนามโดยเลขาธิการ สกพอ. นายจุฬา สุขมานพ ส่งถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เนื้อหาเปิดด้วยการยอมรับตรงไปตรงมาว่า การจะเดินโครงการต่อหรือใช้สิทธิเลิกสัญญา "เป็นสิทธิและดุลพินิจของคู่สัญญา" พร้อมกับประเมินความเสียหายที่อาจตามมาไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

ภาพประกอบรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)

ซีรีส์เจาะเอกสารรถไฟ3สนามบิน ตอนที่ 1-2

ตอนที่ 1: เปิดหนังสือลับ ซีพี ขอถอนตัวไฮสปีด 3 สนามบิน จุดจบที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า

ตอนที่ 2: ไทม์ไลน์ 7 ปี "ไฮสปีด 3 สนามบิน" จากความหวังประเทศสู่ทางตัน

ตอนที่3: เปิดคำให้การกลุ่มซีพี ปมไฮสปีด 3 สนามบิน "เราใช้ความพยายามโดยสุจริตแล้ว"

รายการที่ 1 ค่า Airport Rail Link และงานที่ทำไปแล้ว

บิลใบแรกคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงไปแล้วและอาจกลายเป็นข้อพิพาท

สกพอ. ระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน Airport Rail Link (ARL) นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 อยู่ที่ประมาณ 1,501.17 ล้านบาท และเมื่อรวมค่าปรับปรุงระบบ ARL กับงานเตรียมการก่อสร้าง (Early Work) ของโครงการรถไฟความเร็วสูงเข้าไปอีก จะมีมูลค่าประมาณ 4,538 ล้านบาท

เงินก้อนนี้คือสิ่งที่ลงไปแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และหากเลิกสัญญา ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นประเด็นเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างคู่สัญญา

รายการที่ 2 ที่ดินเวนคืนกว่า 10,000 ล้าน

รายการต่อมาคือเงินภาษีที่รัฐจ่ายไปเพื่อเตรียมพื้นที่ให้โครงการ

ภาครัฐได้ดำเนินการเวนคืนที่ดินและรื้อย้ายสาธารณูปโภคเพื่อรองรับโครงการไปแล้ว โดยใช้งบประมาณราว 10,180 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีค่าสิทธิโฆษณาและการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ รฟท. ต้องยกเลิกไปเพื่อโครงการนี้ด้วย

ประเด็นที่ สกพอ. ห่วงคือ หากโครงการไม่เกิด ที่ดินที่เวนคืนและลงทุนไปแล้วเหล่านี้จะกระทบต่อความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐทันที

รายการที่ 3 ลูกโซ่ถึงรถไฟไทย-จีน

ความเสียหายไม่ได้จบแค่ในโครงการนี้ แต่ลามไปถึงโครงการข้างเคียง

เนื่องจากโครงสร้างโยธาช่วงบางซื่อ-ดอนเมืองเป็นส่วนที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน หากรถไฟ 3 สนามบินยุติลง ภาครัฐอาจต้องลงทุนงานระบบในช่วงดังกล่าวเพิ่มเองราว 22,000 ล้านบาท และอาจต้องใช้เวลาเพิ่มอีกประมาณ 2-3 ปี ซึ่งจะทำให้แผนเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟทางรางของประเทศสะดุดตามไปด้วย

รายการที่ 4 ตัวเลขระดับล้านล้านที่ผูกกับอู่ตะเภา

บิลใบที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่นี่

สกพอ. ประเมินว่า การยุติโครงการอาจส่งผลกระทบต่อโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (UTP) ซึ่งมีเงินลงทุนโครงการราว 218,788 ล้านบาท โดยหากเงื่อนไขภาครัฐของโครงการ UTP ไม่ครบถ้วน เอกชนคู่สัญญาโครงการอู่ตะเภา (UTA) อาจใช้สิทธิยกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายได้เช่นกัน

และตัวเลขที่สะเทือนที่สุดคือ รัฐอาจไม่ได้รับรายได้ตามสัญญาร่วมลงทุนของโครงการอู่ตะเภา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท

นี่คือเหตุผลที่การล่มของรถไฟ 3 สนามบิน ไม่ใช่เรื่องของโครงการเดียว แต่เป็นหมุดตัวหนึ่งที่หากหลุด อาจดึงเมกะโปรเจกต์ทั้งพวงของ EEC ให้สั่นคลอนตาม

รายการที่ 5 ต้นทุนของการเริ่มต้นใหม่

ต่อให้ตัดสินใจเลิกแล้วเริ่มใหม่ ก็ไม่ได้แปลว่าจะถูกลง

สกพอ. ประเมินว่า หากต้องเริ่มโครงการใหม่ ค่าก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 10-15 จากความผันผวนเชิงลบของเศรษฐกิจโลก และไม่ว่าจะเลือกให้รัฐทำเอง หรือคัดเลือกเอกชนรายใหม่ ต่างก็ต้องใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี โดยกรณีหาเอกชนใหม่ยังต้องผ่านขั้นตอนยุติสัญญาเดิม จ้างที่ปรึกษาทบทวนผลการศึกษา จัดทำเอกสารประกวดราคา สำรวจตลาด คัดเลือก และก่อสร้าง กว่าจะได้เปิดบริการ

รายการที่ 6 ราคาที่ตีเป็นเงินไม่ได้

บิลใบสุดท้ายไม่มีตัวเลข แต่อาจแพงที่สุด

สกพอ. เตือนว่า การเลิกสัญญาอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อการลงทุนในพื้นที่ EEC และต่อการดำเนินโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP) ในภาพรวม ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้

บิลที่ถูกวางไว้บนโต๊ะ แต่ยังเดินหน้าเลิกอยู่ดี

สิ่งที่ทำให้เอกสารฉบับนี้น่าคิด คือมันไม่ได้เป็นเพียงบทวิเคราะห์ย้อนหลัง แต่เป็นคำเตือน "ล่วงหน้า" ของสกพอ. ที่วางบิลทั้งหมดนี้ไว้บนโต๊ะตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2569 พร้อมกับเสนอทางเลือกให้เดินโครงการต่อด้วยซ้ำ

แต่เพียงเดือนเศษต่อมา ที่ประชุม 3 ฝ่ายในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 กลับมีมติให้เอกชนพิจารณาเดินหน้าเลิกสัญญาตามข้อ 6.2

คำถามจึงไม่ใช่แค่ "ใครจ่าย" แต่คือ เมื่อเห็นบิลขนาดนี้แล้ว เหตุใดทุกฝ่ายจึงยังเลือกทางที่นำไปสู่การเลิกสัญญา นั่นคือปริศนาที่เราจะไขในตอนต่อไป.

ตอนต่อไป ตอนที่ 5 : "48 วันที่เปลี่ยนทุกอย่าง จากคำเตือนสู่มติเลิกสัญญา"

เราจะเจาะช่วงเวลา 48 วันระหว่างหนังสือเตือนของ สกพอ. เมื่อ 7 พฤษภาคม กับมติที่ประชุม 3 ฝ่ายเมื่อ 24 มิถุนายน ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำไมคนที่เคยเตือน จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของมติที่เปิดประตูให้เลิกสัญญา

หมายเหตุ: ตัวเลขความเสียหายทั้งหมดในรายงานตอนนี้เป็นการประเมินของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ตามหนังสือลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าเพื่อประกอบการพิจารณา มิใช่มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานกลาง ตัวเลขจริงอาจแตกต่างไปตามผลของการเจรจา ข้อพิพาท และกระบวนการทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...