โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

รวบยกแก๊งสแกมเมอร์ 30 ราย หลอกเงินเก็บคุณป้าทั้งชีวิต สูญเงินกว่า 12 ล้านบาท

สวพ.FM91

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รวบยกแก๊งสแกมเมอร์ 30 ราย หลอกเงินเก็บคุณป้าทั้งชีวิต สูญเงินกว่า 12 ล้านบาท

กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.1-6 บก.ป. ร่วมจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 30 ราย ผู้จดทะเบียนใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์ที่ผูกการใช้งานกับแอปพลิเคชันไลน์ และใช้โทรติดต่อหลอกลวง

1. นางสาวอนิศราฯ อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 11 ส.ค.69 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

ผู้ต้องหาที่ 2 – 30 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”
กลุ่มบัญชีเงินฝากที่ใช้รับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง และกลุ่มจัดการแปลงเงินบาท เป็นสกุลเงินดิจิทัล

สืบเนื่องจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ พบว่า ขบวนการหลอกลวงออนไลน์มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้บัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง เดิมคนร้ายมักใช้วิธีว่าจ้างบุคคลเปิดบัญชี ซื้อขายบัญชีม้า และโอนเงินต่อกันหลายทอดเพื่อยากแก่การติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยหลังจากที่ศูนย์ฯ ร่วมมือกับทางสถาบันการเงิน ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้บัญชีม้าในการคิดป้องกันทำลายล้างกลุ่มบัญชีม้าเหล่านี้ ทั้งการอายัดบัญชี การจำแนกบัญชีม้าดำ–ม้าเทา ทำให้วิธีการหาบัญชีม้าหลายๆ บัญชี เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการ ยืมใช้บัญชีเพียงครั้งเดียว แล้วควบคุมให้เจ้าของบัญชีเป็นผู้ถอนเงินสดออกมาด้วยตนเอง พบแนวโน้มดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเมื่อเงินถูกถอนออกมาแล้ว จะมีบุคคลในขบวนการเข้ารับเงินสด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการติดตาม

ทางศูนย์ฯ จึงนำข้อมูลธุรกรรมมาวิเคราะห์หาพื้นที่ที่มีการรวบรวมบัญชีและถอนเงินจากเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในปริมาณสูงผิดปกติ กระทั่งพบความเคลื่อนไหวสำคัญใน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการถอนเงินสดในปริมาณสูงถึงหลายสิบล้านบาทต่อวัน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบ ก่อนพบกลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่ จัดหาบัญชีและควบคุมเจ้าของบัญชีในการถอนเงิน และขยายผลจนสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสั่งการ นำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีในพื้นที่ สภ.เมืองระยอง

นอกจากผู้เสียหายที่จังหวัดระยองแล้ว ยังพบผู้เสียหายในจังหวัดกาฬสินธุ์ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสูญเงินสูงถึง 12 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินกลับพบว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกถอนออกในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเช่นเดียวกัน น่าเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการเดียวกัน จึงมอบหมายให้ กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม ดำเนินการสืบสวนขยายผล จากการสืบสวนพบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ขบวนการดังกล่าว มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นขั้นตอน โดยมีผู้สั่งการชาวจีนคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง จัดหาหมายเลขโทรศัพท์ บัญชีม้า และผู้รับแลกเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนใช้วิธีโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์หลอกผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอุเทน จ.นครพนม สร้างความหวาดกลัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญาและ
การฟอกเงิน ก่อนหลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เสียหายถูกหลอกให้ทยอยโอนเงินรวมกว่า 12.2 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการหลอกลวงจะถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายบัญชี ก่อนสั่งการให้เจ้าของบัญชีถอนเงินสดออกมา แล้วนำเงินกลับเข้าสู่ระบบผ่านบุคคลในเครือข่าย จากนั้นรวบรวมส่งต่อให้กลุ่มผู้รับแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อซื้อ USDT และโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลตามคำสั่งของผู้สั่งการเพื่อปกปิดและอำพรางแหล่งที่มาของเงินชุดสืบสวนได้ทำการขยายผลในทุกมิติทั้งจากเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร การซักถามปากคำ จนสามารถรู้แผนประทุษกรรมของทั้งขบวนการแสกมเมอร์ สามารถระบุหน้าที่ขององค์กรอาชญากรรมได้ ประกอบไปด้วย
1. คนจีน (บอส)
2. คนโทรหลอก
3. ล่าม
4. คนจัดหาบัญชี
5. นายหน้าจัดหาบัญชี
6. บัญชีม้า
7. คนจัดหาคนแลกคริปโต
8. คนรับแลกคริปโต

ซึ่งทุกคนในองค์กรต่างได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็น ตามสัดส่วนที่ตกลงกัน สุดท้ายเงินของผู้เสียหายก็ถูกแปลงเป็นคริปโตไปยังกระเป๋าที่บอสคนจีนจัดหาให้ และชุดสืบสวนได้ทำการออกหมายจับทุกคนในองค์กรทำการตรวจสอบพบว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ มีการแจ้งความในระบบ TPO ถึง 20 เคส มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบเงินในบัญชีของกลุ่มพวกนี้พบว่ามีเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท น่าเชื่อว่ามีผู้เสียหายอื่น ๆ ที่ถูกหลอกอีก จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1-6 บก.ป. เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 30 จุด ในพื้นที่ 11 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต, นนทบุรี, สระบุรี, นครราชสีมา และกรุงเทพ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 30 ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง สมุดบัญชี จำนวน 15 บัญชี และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 18 บัญชี รวมมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท โดยพบว่าเส้นทางการเงินส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และส่งต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลปลายทางที่เปิดในประเทศกัมพูชา

จากการซักถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพว่า ได้รับเงินเข้าบัญชีจริง และได้ส่วนแบ่งตามที่ตกลงกัน แต่ไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากการหลอกลวงสแกมเมอร์ จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...