“เศรษฐกิจเอเชีย” เผชิญวิกฤตพลังงาน สงครามฮอร์มุซดันต้นทุนพุ่ง ประเทศกำลังพัฒนาอ่วม
ความตึงเครียดช่องแคบฮอร์มุซดันราคาพลังงานพุ่ง ซ้ำเติมประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ข้อมูลดาวเทียมชี้เกือบ 60% มีแสงไฟยามค่ำคืนลดลง
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วเอเชีย โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างหนัก จนต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูง กดดันค่าครองชีพ ธุรกิจ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลวิเคราะห์ของ Bloomberg Economics จากภาพถ่ายดาวเทียม NASA Black Marble พบว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น เกือบ 60% ของพื้นที่ในเอเชียมีความสว่างยามค่ำคืนลดลงผิดปกติ ซึ่งสะท้อนว่าหลายพื้นที่มีการใช้พลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง แม้หลังการหยุดยิงชั่วคราวในเดือนมิถุนายน สัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือ 54% แต่หากการสู้รบปะทุขึ้นอีกครั้ง ภูมิภาคอาจเผชิญวิกฤตรอบใหม่
หนึ่งในตัวอย่างคือ กัมพูชา ซึ่งราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นกว่า 40% หลังสหรัฐโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้การขนส่งและต้นทุนดำเนินธุรกิจพุ่งสูง
วุธ ดารา ผู้ผลิตน้ำแข็งในจังหวัดกำปงสปือ ต้องเลิกจ้างพนักงาน 2 จาก 5 คน พาลูกออกจากโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ เปลี่ยนจากเตาไฟฟ้ามาใช้ถ่าน และยอดขายน้ำแข็งลดลงจาก 50 ถุงต่อวัน เหลือเพียง 20 ถุง ขณะที่ยังมีภาระหนี้ธนาคารกว่า 20,000 ดอลลาร์ เขากล่าวว่า หากเกิดวิกฤตระลอกใหม่ อาจต้องสูญเสียทั้งบ้านและธุรกิจ
Bloomberg Economics ประเมินว่าประเทศที่เปราะบางที่สุดจากวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ บังกลาเทศ ปากีสถาน กัมพูชา เมียนมา อินเดีย และจีน โดยบังกลาเทศได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีพื้นที่กว่า 70% ที่ความสว่างยามค่ำคืนลดลง ซึ่งผลกระทบส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ชนบทมากกว่าหัวเมืองใหญ่ เนื่องจากครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กมีความสามารถรับมือกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้น้อยกว่า สะท้อนการใช้ไฟฟ้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกปีนี้จาก 5.1% เหลือ 4.9% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 4.3% และเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจทรงตัวในระดับสูงไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ต้องใช้เวลาฟื้นตัว
ด้านสำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่าค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็นประมาณ 160,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
วิกฤตครั้งนี้ยังทำให้หลายประเทศในเอเชียเร่งปรับยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ฟิลิปปินส์ หันไปหารือด้านพลังงานกับรัสเซีย ส่วนอินโดนีเซียและไทยกระชับความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย ด้านกัมพูชา เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ที่จีนสนับสนุนลาว ขยายโครงข่ายส่งไฟฟ้าเชื่อมต่อกับจีน โดยรัฐบาลหลายประเทศยังออกมาตรการลดผลกระทบ เช่น ลดภาษีพลังงาน อุดหนุนราคาน้ำมัน ประหยัดพลังงาน และประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน
แต่ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคครัวเรือน บนเกาะมาลาปาสกัวของฟิลิปปินส์ ซึ่งผลิตไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล เจ้าของรีสอร์ตดำน้ำเปิดเผยว่าค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น 2 เท่า ขณะที่ยอดจองลดลงราว 25% ทำให้ต้องขึ้นค่าบริการและเตรียมลดต้นทุน
ส่วนบังกลาเทศมีต้นทุนนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้รัฐบาลต้องซื้อก๊าซ LNG ในตลาดจรในราคาสูงกว่าปกติเกือบ 3 เท่า
โรงงานหลายแห่งต้องชะลอการผลิต โครงการก่อสร้างหยุดชะงัก ขณะที่สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารถูกขอให้ลดการใช้ไฟฟ้า ส่วนหลายพื้นที่ในชนบทต้องเผชิญไฟฟ้าดับหลายชั่วโมงต่อวัน จากภาวะขาดแคลนกำลังผลิตไฟฟ้าราว 300 เมกะวัตต์
นักเศรษฐศาสตร์ของ ADB เตือนว่า หากครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่ม ขณะที่ธุรกิจจำเป็นต้องปลดพนักงานหรือปิดกิจการ ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจสร้างบาดแผลถาวรต่อเศรษฐกิจเอเชีย คล้ายกับผลกระทบที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19
สงครามที่เกิดขึ้นห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร จึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อราคาน้ำมัน แต่กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านพลังงานของหลายประเทศในเอเชียอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อยและพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก
อ้างอิง : bloomberg.com