โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โอกาสและความท้าทาย CCUS ไทยพร้อมไหม ดักจับ-กักเก็บคาร์บอน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.ย 2567 เวลา 13.28 น. • เผยแพร่ 05 ก.ย 2567 เวลา 09.05 น.

ความตกลงปารีสได้กำหนดเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส และมีความมุ่งมั่นความพยายามที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาจากระดับอุณหภูมิเฉลี่ยก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ขณะที่ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ปี 2050 และจากนั้นในปี 2065 จะเป็น Net Zero Emission ซึ่งหมายถึงการลดก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ตัวให้กลายเป็นศูนย์

แต่การลดก๊าซเรือนกระจก 7 ตัว โดยเฉพาะเจ้าคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีสัดส่วนมากที่สุดเกือบ 80% จากเจ้าต้นเหตุก๊าซเรือนกระจก 7 ตัว คำนวณแล้วหากจะใช้วิธีลดด้วยการปลูกป่าทั้งประเทศอาจจะไม่พอ

ดังนั้น ไทยอาจจะต้องซื้อคาร์บอนเครดิตมาเสริม และต้องพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) หรือเทคโนโลยีการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) ด้วย

CCUS เกิดมานานแล้ว

รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น กล่าวในการบรรยายหลักสูตรการบริหารจัดการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ETC) รุ่นที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE 100) ว่า เทคโนโลยีเรื่องการดักจับ กักเก็บและใช้ประโยชน์จากคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCUS เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1970

ปัจจุบันมีการใช้แพร่หลายในอเมริกา และยุโรป โดยช่วงแรกจะนิยมใช้ในอุตสาหกรรมบางกลุ่ม เช่น การขุดเจาะน้ำมัน แต่ในภายหลังก็แพร่หลายออกมาสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า ไฟฟ้า เป็นต้น

ในอนาคตเทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2070 จะใช้วิธีการนี้ในสัดส่วนประมาณ 15% ของวิธีการและเทคโนโลยีที่ใช้ในการลดการปล่อยก๊าซทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฮโดรเจน การใช้พลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ การใช้ไบโอเอเนอร์จี้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยี CCS และ CCUS นี้ยังมีต้นทุนที่สูง หลายอุตสาหกรรมอาจจะไม่คุ้ม แต่หากไม่ทำก็ไม่ได้ หรืออาจจะเรียกว่า “จำเป็นต้องมี” เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะไม่สามารถเป็น Net Zero ได้ตามเป้า

ดังนั้น หากต้องการให้การพัฒนา CCUS สำเร็จ เพื่อผลักดันให้ประเทศเข้าสู่ Net Zero ตามเป้าหมายได้ รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เริ่มมีการใช้งานมากขึ้น มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความเสถียรมากขึ้น และจะคุ้มค่ากับการลงทุน

4 ข้อต้องรู้ ก่อนทำ CCUS

เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้การลงทุนสูง จำเป็นต้องพิจารณารอบคอบหลายด้าน ดังนี้

1.แหล่งคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเป็นวัตถุดิบที่จะเข้าไปดูดกลับนั้นจะมาจากแหล่งใด เช่น ธุรกิจออยล์และก๊าซธรรมชาติ เคมิคอล ปุ๋ย อุตสาหกรรมหนัก ไฟฟ้า เพราะหากแหล่งวัตถุดิบไม่มากพอจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ที่ผ่านมาจึงเห็นการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมหรือแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ ๆ ของบริษัทพลังงานชั้นระดับโลก

2.การแยกและดักจับจะเน้นอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ก่อนจึงจะคุ้ม ซึ่งวิธีการจะมีทั้งดักจับคาร์บอนตอนที่เผาไหม้เสร็จแล้ว (Post Combustion) แยกคาร์บอนกับไนโตรเจน เทคโนโลยีจัดการคาร์บอนก่อนเอาเชื้อเพลิงเข้าระบบ (Precombustion) หรือ Oxy Feel Combustion เติมออกซิเจนไปในสัดส่วนที่มากขึ้น

3.การขนส่งมีหลากหลายวิธี เช่น ทางท่อ เรือ ราง หรือรถ เพื่อให้ผู้ใช้หรือขนไปอัดลงหลุมที่อาจจะไม่ได้อยู่ในโรงงาน ถ้าไกลมาก การใช้เป็นท่อกับเรือจะมีความคุ้มค่ามากกว่า ยกตัวอย่างปัจจุบันมีการใช้ท่อขนส่งระยะทาง 8,000 กม.ในสหรัฐ

และหากเทียบต้นทุนการขนส่งทางท่อจะต่ำที่สุด สำหรับบนบกอยู่ที่ 6 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนต่อ กม. และนอกชายฝั่ง 10 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนต่อ กม. ส่วนการขนส่งทางเรือนิยมใช้สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ปริมาณการขนส่งเฉลี่ย 1,000-50,000 ตันคาร์บอน ต้นทุน 15 เหรียญสหรัฐต่อตันต่อ กม.

การขนส่งผ่านรถบรรทุกใช้ในอุตสาหกรรมเคมีและอาหาร ปริมาณ 2-30 ตันต่อคัน ต้นทุน 22 เหรียญสหรัฐต่อตันต่อ กม. ส่วนรางแทบจะไม่มีการใช้เลย ขนาดการขนส่งเฉลี่ย 30-1,000 ตัน ต้นทุน 13 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนต่อ กม.

4.การใช้ประโยชน์ กักเก็บ มีเทคโนโลยีต่าง ๆ หลากหลายวิธี เช่น จะเก็บทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม หรือใช้ในการปรับปรุงการขุดเจาะน้ำมัน (EOR) และใช้ประโยชน์เพื่ออะไร เช่น จะเก็บถาวรหรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมูลค่า เป็นต้น

CCUS

ตัวอย่างในประเทศไทย

ตัวอย่างของการใช้ระบบ CCUS ทั่วโลกมีการใช้มานานแล้ว โครงการใหญ่ ๆ อยู่ใน สหรัฐ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา ติมอร์เลสเต และจีน ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน (กราฟิก)

แต่สำหรับในประเทศไทย ที่ผ่านมามีหลายองค์กรที่ได้มีการพัฒนาโครงการด้าน CCUS อย่าง สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย ได้จัดทำ “โรดแมป” การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดเป้าหมายว่า ปี 2030 จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 50% ของปริมาณการปล่อย และจะลดการปลดปล่อยเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 เพราะเป็นอุตสาหกรรมปล่อยมากที่สุด โดยกำหนดแนวทางดำเนินการหลายแนวทาง ซึ่งแนวทางสำคัญคือ CCUS คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดถึง 45%

ยกตัวอย่าง โครงการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ใช้เทคโนโลยี ESCAP ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากญี่ปุ่น “จ่ายคนละครึ่ง” เพื่อนำเทคโนโลยีที่ทดลองระดับภาคสนามในญี่ปุ่นแล้ว มาสร้าง “โชว์รูม” ในต่างประเทศ จึงได้มาลงทุนร่วมกับ SCG

โดยประกาศโครงการเมื่อเดือนมกราคม 2023 โดยนิปปอนสตีล คือมีคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตก็ดักจับ และเอาเข้ามาผ่านกระบวนการผสมไฮโดรเจนที่สะอาดมา จะทำให้ได้ “มีเทน” และนำเอามีเทนไปใช้กับอุตสาหกรรมซีเมนต์ ผลิตอุตสาหกรรมไฟฟ้าหรืออุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนเป็น CCUS ว่ากันว่างบฯลงทุนโครงการนี้อยู่ที่ 1,000 ล้านเยน จ่ายกันคนละครึ่ง เป้าหมายของการดัก 1 ตันคาร์บอนต่อวัน

หรืออย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ประกาศโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) (แต่ยังไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์) โดยเป็นการพัฒนาเชิงพาณิชย์แห่งแรกของไทยที่นอกชายฝั่งอาทิตย์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2565

ซึ่งขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างศึกษาด้านวิศวกรรมและการออกแบบ (Prefeed) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการ CCS ได้ในปี 2569 นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังทำเอ็มโอยูกับ JGC Holding ญี่ปุ่น และ INPEX เกี่ยวกับโครงการริเริ่มการดักจับและกักเก็บคาร์บอนของประเทศไทย ทำการสำรวจเชิงลึกมากขึ้น

ความท้าทาย CCUS

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาทั้งในไทยและต่างประเทศยังพบข้อมูลคล้ายกันว่า การพัฒนา CCUS ยังมีความท้าทายหลักใน 4 ด้าน ที่จะต้องแก้ไข คือ ด้านที่ 1 ขอให้รัฐให้ความชัดเจนในกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ในการดำเนินงาน เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้

ด้านที่ 2 คือ การสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุน ด้านการเงิน โดยต้องอาศัยทั้งหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนอย่าง บีโอไอ อีอีซี ออกมาตรการดึงดูดการลงทุน ด้านที่ 3 ต้องสร้างความเข้าใจให้คน เพื่อลดความวิตกกังวล เพราะต้องยอมรับว่าเมื่อเกิดความไม่เข้าใจอาจจะกังวลว่าเมื่อเก็บ CCS ไว้แล้ว จะเหมือนการพัฒนานิวเคลียร์หรือไม่ หรือมีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำ ซึ่งจากการศึกษามาตั้งแต่ปี 1970 ถึงปัจจุบัน ยังไม่มีประเด็นปัญหาผลกระทบจากการใช้ระบบนี้

และสุดท้าย ด้านที่ 4 การจะลงทุนพัฒนาเชิงพาณิชย์ ผู้ลงทุนจะต้องพิจารณาจุดคุ้มทุนอย่างรอบคอบ เช่น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ดักจับได้ปริมาณเยอะหรือไม่ ถ้าห้องเล็กไม่ต้องมีดูดฝุ่น แค่ใช้ไม้กวาดก็เพียงพอแล้ว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โอกาสและความท้าทาย CCUS ไทยพร้อมไหม ดักจับ-กักเก็บคาร์บอน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...