โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 3 ฉากทัศน์ อนาคตทีวีไทย ทางเลือก-ทางรอด กลางศึก OTT

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ส.ค. 2567 เวลา 00.45 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2567 เวลา 00.45 น.
ศ.กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต

อุตสาหกรรมทีวีไทยกำลังอยู่ในช่วงผลัดใบ จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค ท้าทายรายได้และเม็ดเงินในอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว รวมเข้ากับเส้นตายในปี 2572 ที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุลงอีก

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดการประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาภายใต้โครงการศึกษา “ฉากทัศน์กิจการแพร่ภาพกระจายเสียงในอนาคตของไทยภายใต้สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป” โดยจ้างบริษัท SCF Associate Ltd. ให้เป็นผู้ทำการศึกษา

หลักฐานอดีต ฉายภาพอนาคต

ศ.กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า การศึกษาฉากทัศน์ในครั้งนี้เป็นการยึดมั่นหลักการทำงานแบบ Evidence Base ที่ต้องตั้งอยู่บนหลักฐาน ซึ่งหลายภาคส่วนต้องช่วยกันมองว่าอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยจะไปต่อได้อย่างไร ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการรุกตลาดของดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างชาติ หรือ OTT ที่เปลี่ยนวิธีคิดการรับชม จากแบบผังรายการ (Linear) สู่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียลที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพราะต่อให้คอนเทนต์ดี หากช่องทางรับชมไม่ยืดหยุ่น ก็จะไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ นำมาซึ่งการสูญเสียรายได้ และแวลูเชนให้แพลตฟอร์ม OTT

“สถานีโทรทัศน์หลายแห่งจึงพยายามสร้างแพลตฟอร์มของตนเองเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเผยแพร่เนื้อหา ในอดีตเรามี ฟรีทีวี และเปย์ทีวี เมื่อเทคโนโลยีดาวเทียม และเคเบิลมา ก็มีการจ่ายเพื่อดู แต่บริบทของไทยคือมีการซื้อกล่องจ่ายครั้งแรกเป็นเปย์ทีวี จากนั้นก็กลายเป็นฟรีทีวี ทำให้อิทธิพลของสถานีโทรทัศน์มีค่อนข้างสูง ด้วยมีโครงข่ายในมือและผลิตรายการเองได้ การต่อรองเรื่องรายได้ชัดเจน เมื่อมีการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการก็เชื่อว่าด้วยคอนเทนต์ที่ดีจะเเข่งขันได้”

ขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลเริ่มเข้ามา ผู้ประกอบการยังเชื่อว่าคอนเทนต์ที่ดีสามารถอยู่ได้ แต่ไม่เป็นเช่นนั้น “คอนเทนต์” ที่ดียังไม่พอ ต้องมีความยืดหยุ่นของช่องทางในการเข้าถึงผู้ชมด้วย

“ทั้งเมื่อก่อนแบ่งประเภทเนื้อหาว่า รายการทีวีมีรายงานข่าว สาระ มีละคร หรือความบันเทิง ขณะที่คนรุ่นปัจจุบันมองรูปแบบเนื้อหาว่าเป็น Short Form หรือ Long Form”

ความต่างและต้นทุนฟรีทีวี-OTT

ตัวแทนบริษัทวิจัย SCF Associate Ltd. ได้เผยแพร่ผลการศึกษาในเบื้องต้น แยกความแตกต่างของบริการ OTT และทีวีดิจิทัลในแต่ละมุมมอง สำหรับผู้ประกอบการทีวีสะท้อนว่า ความแตกต่างหลัก ๆ อยู่ที่มาตรการกำกับดูแล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ประกอบการทีวีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มข้น ประกอบกิจการโดยใช้คลื่นความถี่จากการประมูลของ กสทช. จำเป็นต้องมีใบอนุญาตการประกอบกิจการ ทั้งมีหลักเกณฑ์ “Must have และ Must carry” ด้านการนำเสนอเนื้อหา และมาตรฐานคุณภาพเนื้อหา รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภค และมีหน้าที่ผูกพันในการนำเสนอบริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ตรงข้ามกับผู้ให้บริการ OTT ทุกขนาดสามารถสร้างรายได้สูงจากการโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย โดยส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกำกับดูแลโดยกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และคุณภาพเนื้อหา ทั้งหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีจากการโฆษณา และการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ ซึ่งสะท้อนความสนใจ พฤติกรรม และสถานที่ตั้งในการใช้งานออนไลน์ในโปรไฟล์ส่วนบุคคล รวมถึงการกำกับดูแลผ่านระบบใบอนุญาตในการให้บริการหรือข้อจำกัดอื่น ๆ จากการกำกับดูแล

ในมุมมองของผู้บริโภค ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการ คือ อุปกรณ์รับสัญญาณ และเทคโนโลยี ซึ่งสัมพันธ์กับกลุ่มอายุ

จากการสำรวจทางออนไลน์พบว่า กลุ่มคนอายุมากกว่า 59 ปี เป็นกลุ่มผู้รับชมรายการของโทรทัศน์แบบตามผังรายการผ่านเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ ส่วนบริการสตรีมมิ่งได้รับความนิยมในกลุ่มคนอายุน้อยกว่าผ่านอุปกรณ์แท็บเลต สมาร์ททีวี และสมาร์ทโฟน

แม้ปัจจุบันการใช้ OTT จะค่อนข้างคงที่ แต่ประชากรไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว จึงคาดการณ์ได้ว่ากลุ่มผู้ใช้สื่อรุ่นต่อไปจะคุ้นเคยกับการบริโภคเนื้อหาผ่านสื่อ และอุปกรณ์ดิจิทัลมากกว่า ทั้งมีต้นทุนอื่นที่ผู้ชมต้องแบกรับ หากมองว่ากลุ่มฟรีทีวีที่เป็นแหล่งของเนื้อหาจากการบริหารต้นทุนอย่างคุ้มค่า ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญในการเข้าถึงเนื้อหาของกลุ่มเป้าหมายผู้ชมที่มีรายได้น้อย ผู้ชมนอกเขตเมือง ผู้สูงอายุ และไม่คุ้นเคยกับสื่อดิจิทัล

ขณะที่บริการ OTT สตรีมมิ่งตามความต้องการที่ให้บริการโดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 2 รายหลักในไทย ผู้ชมต้องสมัครใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับแพ็กเกจเนื้อหาที่มักรวมกับส่วนลด ค่าบริการมือถือ

เป็นที่สังเกตว่าประเทศไทยต่างจากประเทศอื่น ๆ คือ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงประจำที่ และเคลื่อนที่ เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับกิจการแพร่ภาพกระจายเสียงมีการแข่งขันที่กระจุกตัว ดังนั้นหน่วยงานกำกับดูแลควรพิจารณาแนวทางต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันตลาดค้าส่งของบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงแยกการกำกับดูแลบริการค้าส่งดังกล่าวกับบริการค้าปลีกในการส่งเนื้อหาในกิจการแพร่ภาพกระจายเสียง

จากต้นทุนดังกล่าวอาจทำให้ประชากรบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไม่ครอบคลุม“ฟรีทีวี” จึงมีบทบาทสำคัญในตอบสนองความต้องการด้านบริการสังคม และควรเป็นบริการที่มีเนื้อหาคุณภาพสูง

นอกจากนี้ ผลการสำรวจออนไลน์นี้ยังเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับชมตามกลุ่มอายุ พบว่าตั้งแต่วัยรุ่นถึงต่ำกว่า 30 ปี เป็นผู้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเลต และสมาร์ททีวี ที่เชื่อมกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการถูกแย่งส่วนแบ่งรายได้หลักอย่างชัดเจนจากผู้ประกอบการโทรทัศน์ฟรีทีวีไปยังผู้ให้บริการ OTT

ยิ่งกว่านั้นกฎระเบียบในการกำกับดูแลกิจการแพร่ภาพกระจายเสียงปัจจุบันของไทยยังไม่เพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลไม่มีอำนาจทางกฎหมาย และทรัพยากรที่จำเป็น

แพลตฟอร์มนอกช่วงชิงรายได้

ในบริบทประเทศไทย กลุ่มผู้ให้บริการ OTT จากต่างชาติรุกเข้ามา 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกลุ่ม GAFAM ได้แก่ Google, Apple, Facebook/Meta, Amazon, Microsoft ล้วนเป็นผู้เล่นระดับโลก มีมูลค่าทางการตลาดต่อปีราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มสอง คือ แพลตฟอร์มออนไลน์จากจีน เช่น ByteDance (TikTok), Viu, WeTV

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม GAFAM มีขนาดใหญ่กว่าขนาดของเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มบริการออนไลน์ขนาดใหญ่ และมีบทบาทในตลาดแพร่ภาพกระจายเสียงทั่วโลก โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน และมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้บริการออนไลน์ มีบริการสตรีมมิ่งที่สำคัญ เช่น YouTube, Twitch, ช่องช็อปปิ้ง และเว็บไซต์แบ่งปันเนื้อหาแบบ Short-form ที่สร้างโดยผู้ใช้ รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก

และมีแนวโน้มที่กลุ่มบริษัทเหล่านี้อาจเข้าซื้อกิจการผู้ให้บริการสตรีมมิ่งรายใหญ่จากสตูดิโอฮอลลีวูด (ดิสนีย์, วอร์เนอร์, ยูนิเวอร์แซล เอ็มจีเอ็ม, พาราเมานต์, โซนี่ ฯลฯ) รวมถึงเน็ตฟลิกซ์

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของสตรีมเมอร์รายเล็กของไทย ซึ่งการเข้าถึงอาจมาจากคำแนะนำของเว็บค้นหา และยังไม่ได้มีมาตรการการจดทะเบียน หรือการกำกับดูแล เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มระดับโลก และผู้ให้บริการสตรีมมิ่งจากสตูดิโอฮอลลีวูดที่มีโฆษณาจำนวนมาก และเสียภาษีเพียงเล็กน้อยในไทย ทั้งขาดมาตรฐานด้านการแข่งขันที่เท่าเทียมในมิติของการกำกับดูแล มาตรฐานเนื้อหาระหว่างดิจิทัลทีวี กับกลุ่มแพลตฟอร์มออนดีมานด์ รวมถึงมาตรการด้านทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

ดังนั้น การคุ้มครองผู้บริโภค และลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่มีการกำกับดูแลในบริการเหล่านี้

ผู้เล่น OTT เหล่านี้ปรากฏตัวอย่างเต็มรูปแบบในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีมาตรการกำกับดูแล ทั้งแย่งชิงรายได้การโฆษณาไปจากผู้ให้บริการดิจิทัลทีวีด้วย

และจากการศึกษาตลาดต่างประเทศ 8 แห่ง รวมมาเลเซีย สิงคโปร์ และสหภาพยุโรป พบว่าปัญหาโทรทัศน์ดิจิทัลแบบฟรีทีวีถูกท้าทายจากบริการสตรีมมิ่งเกิดขึ้นทั่วโลก แต่การตอบสนองต่อปัญหาแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของสื่อในประเทศนั้น ๆ และสภาพแวดล้อมอื่นในประเทศก่อนการเข้ามาของ OTT และการกำกับดูแล

ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดไทย

จากบทเรียนในต่างประเทศ อาจมองย้อนกลับมาได้ว่า ตลาดทีวีไทยมีปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบ ดังนี้ 1.เทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่ ทั้งดาวเทียมโคจรต่ำ และบรอดแบรนด์ที่ครอบคลุมชนบทและเมืองในราคาประหยัด

2.บริการสตรีมมิ่งบนโครงข่ายที่ครอบคลุม ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทั้งมือถือ และบรอดแบนด์ที่เอื้อ

3.โมเดลธุรกิจ เปลี่ยนสู่การโฆษณาแบบดิจิทัล และข้อมูลผู้บริโภคเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยมุ่งไปที่บริการค้นหา การช็อปปิ้ง ตลาดวิดีโอสั้นที่ผู้ใช้มาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกที่มีร้านค้าดิจิทัลของตนเอง (Apple Store, Google Play) และระบบปฏิบัติการ (Android, Chrome, iOS, Windows ฯลฯ) และระบบการชำระเงิน (Googlepay, Applepay, Amazon Payments ฯลฯ)

4.สภาวะทางการเงินทั่วโลก และความน่าดึงดูดใจของไทยต่อนักลงทุนเป็นตัวกำหนดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยบวก ทั้งสหรัฐอเมริกา และจีนที่มีแนวโน้มในการซื้อธุรกิจเพื่อลงทุนใหม่นอกประเทศจีน

5.ด้านสังคม อันตรายจากข้อมูลข่าวสารบิดเบือน และเนื้อหาแสดงความเกลียดชังทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้บางประเทศได้รับผลกระทบร้ายแรง การฆ่าตัวตาย ความเกลียดชังระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ การแบ่งแยกขั้วความคิด และข่าวสารบิดเบือน ดังนั้นการกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์ผ่านการกำกับดูแลร่วมกันที่มีลักษณะคล้ายกฎหมาย Digital Service Act (DSA) จึงเกิดขึ้นในหลายที่ทั่วโลก และอาจนำไปสู่การปรับและบทลงโทษอื่น ๆ ต่อแพลตฟอร์มที่ฝ่าฝืน

3 ฉากทัศน์ อนาคตทีวีไทย

การวิเคราะห์ความเป็นไปได้สำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมภายใต้เงื่อนไขข้างต้น สร้างฉากทัศน์ขึ้นมา 3 แบบ

ฉากทัศน์ที่ 1 สภาพการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปอีก 10 ปี ที่จำลองภาพให้เห็นว่าหากสภาพการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปอีก 10 ปี ผู้ให้บริการ OTT ที่ให้บริการเนื้อหาที่มีคุณภาพในระดับที่หลากหลาย และขาดการกำกับดูแล รวมถึงความล้มเหลวของผู้ให้บริการฟรีทีวี เนื่องจากสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลสูญเสียรายได้จากการโฆษณาให้ผู้ให้บริการ OTT อาจต้องปิดตัวลง ทำให้มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคมีความสำคัญ และต้องการเร่งมากขึ้น

ฉากทัศน์ที่ 2 ตลาดแบบผสม การกำกับดูแล และมาตรการสนับสนุนอย่างรอบคอบสู่ตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น ฉายภาพการมีมาตรการกำกับดูแลที่ประสบความสำเร็จโดยสำนักงาน กสทช. และมีการส่งเสริมตลาดแพร่ภาพกระจายเสียงให้แข่งขันกันได้ต่อเนื่อง เช่น ตลาดสตรีมมิ่งยังแข่งขันได้ และผู้ประกอบการดิจิทัลทีวีและดาวเทียมเข้าสู่ตลาดสตรีมมิ่ง

ฉากทัศน์ที่ 3 องค์กรที่แข็งแกร่งขึ้นของภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานกำกับดูแลริเริ่มสร้างกลยุทธ์ มีเป้าหมายสร้างแรงผลักดันใหม่สู่การส่งออกระดับโลก การสนับสนุนอย่างเข้มข้น และความก้าวหน้าของคอนเทนต์สร้างสรรค์ไทยที่ได้รับความนิยมระดับโลก รวมถึงการฟื้นฟูอุตสาหกรรมโทรทัศน์ และสตรีมมิ่งวิดีโอของไทย จะช่วยกำจัดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เป็นอันตรายต่อเด็ก และกลุ่มเปราะบาง และการแพร่ของข่าวปลอม แนวกลยุทธ์นี้ใกล้เคียงกับฝรั่งเศส และเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้อาจมีความซับซ้อน เนื่องจากต้องปฏิรูปองค์กรในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลภาคแพร่ภาพกระจายเสียงของไทย แนวทางที่ฉากทัศน์นี้จะบรรลุเป้าหมายและสร้างความสำเร็จรวมถึงการโปรโมตในเทศกาลภาพยนตร์ และโทรทัศน์ที่สำคัญด้วย

คำถามสำคัญคือ ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานกำหนดนโยบาย และหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของไทย ต้องการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้เพื่อการแข่งขันในระดับโลกหรือไม่

การกำหนดฉากทัศน์เหล่านี้ ต่างจากการออกแบบฉากทัศน์อื่นที่ต้องการตัวเลือกเดียวที่ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งฉากทัศน์ทั้งสามนี้อาจมองได้ว่าเป็นลำดับขั้นตอนในการยกระดับอุตสาหกรรมแพร่ภาพกระจายเสียงไทยไปสู่เนื้อหาคุณภาพสูงและการแข่งขันระดับโลก

ข้อเสนอแนะต่อ กสทช.

การพิจารณาแนวทางแก้ไขที่จำเป็นสำหรับสถานการณ์ตลาดไทย ต้องแก้ไขปัญหาหลัก ดังนี้

1.การกำกับดูแลเนื้อหาบริการ OTT และผู้ให้บริการแพร่ภาพกระจายเสียงแบบตามผังรายการ (Linear) จำเป็นต้องปรับสมดุลใหม่ สตรีมมิ่ง OTT ขนาดเล็กของไทยควรได้รับการกำกับดูแลคุณภาพเนื้อหา โดยเฉพาะเนื้อหาที่เป็นอันตราย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมด้านการกำกับดูแลเนื้อหาระหว่าง OTT และผู้ให้บริการทางโทรทัศน์

2.กสทช.ควรติดตามจำนวนของผู้ประกอบการ และความเข้มข้นของการแข่งขันในตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประจำที่และเคลื่อนที่ รวมถึงตลาดบริการสตรีมมิ่ง โดย กสทช.ควรมีอำนาจที่เพียงพอในการเข้าแทรกแซงเพื่อแก้ไขปัญหา หากเกิดสภาวะที่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง หรือกลุ่มผู้ประกอบการมีอำนาจเหนือตลาดมากเกินไป

3.มาตรการกำกับดูแลเพื่อคุ้มครองผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ของไทยจากการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง การยุยงให้เกิดการก่อการร้าย และความรุนแรง การเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตรายของเด็ก และผู้ใช้สื่อในกลุ่มเปราะบาง

4.กสทช.ควรศึกษา ขอบเขตของอำนาจของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาวิธีการร่วมมือกับหน่วยงานดังกล่าวในประเทศไทย เพื่อกำกับอำนาจของตลาดที่สูงของสื่อสังคมออนไลน์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมแพร่ภาพกระจายเสียง

5.กสทช.ควรเริ่มเจรจากับหน่วยงานอื่นในอุตสาหกรรมแพร่ภาพกระจายเสียง เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่รับผิดชอบการสนับสนุนการลงทุน การผลิต การจัดจำหน่าย และการส่งเสริมเนื้อหาที่ผลิตโดยประเทศไทย

6.การกระตุ้นภาคการผลิตเนื้อหาเพื่อส่งเสริมเนื้อหาคุณภาพสูงจะส่งเสริมให้เกิดการรับชมที่มากขึ้นในช่องทางการเผยแพร่สื่อแพร่ภาพกระจายเสียงทั้งหมด และช่วยลดผลกระทบที่เป็นอันตรายของเนื้อหาสตรีมมิ่งของไทยในปัจจุบัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิด 3 ฉากทัศน์ อนาคตทีวีไทย ทางเลือก-ทางรอด กลางศึก OTT

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...