คุยกับ เกาซัร อาลีมามะ ผู้ช่วยทนายความแห่งบันนังสตา ผู้หวังเป็นยาพาราฯ ให้ผู้ถูกกดขี่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
ปีพ.ศ. 2535 ประเทศไทยมีรัฐประหาร หรือที่เรารู้จักกันดีในนามพฤษภาทมิฬ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ
ปีพ.ศ. 2549 ประเทศไทยมีรัฐประหาร นำโดยพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน ล้มล้างอำนาจรัฐบาลพลเรือนของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนำไปสู่การแบ่งขั้วครั้งใหญ่
ปีพ.ศ. 2553 มีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง
ปีพ.ศ. 2557 ประเทศไทยมีรัฐประหาร นำโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
และในระบบเวลาคู่ขนานกับเหตุการณ์ด้านบน ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงไม่เคยหยุดลุกไหม้ ประชาชนหลายคนไม่รู้เลยว่ามีอะไรกำลังลุกไหม้ ส่วนผู้เสียหายหลายรายทำอะไรกับมันไม่ได้มากนอกจากการมองคนรักลุกไหม้อยู่อย่างนั้น
ปีพ.ศ. 2467 หะยี สุหลงถูกลักพาตัวและบังคับสูญหาย
ปีพ.ศ. 2547 เป็นปีสำคัญที่เกิดโศกนาฏกรรมมากมายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้
ปีพ.ศ. 2548 การบังคับใช้พรก.ฉุกเฉินมอบอำนาจให้กับกองทัพอย่างมากล้นจนทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้น
ปีพ.ศ. 2549 โครงการแยกปลาออกจากน้ำ และเหตุการณ์ความไม่สงบที่ทำให้ครูจูหลิงเสียชีวิต
ปีพ.ศ. 2550 การชุมนุมที่มัสยิดกลางปัตตานี
จากนั้นในปีพ.ศ. 2551 2553 2556-2559 และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ภาคใต้มีเหตุการณ์กราดยิงมัสยิดไอย์ปาแย การจับกุมอิหม่ามยะผา กาเซ็ง เหตุการณ์บอมบ์ที่ ศอ.บต. และเหตุการณ์ความไม่สงบอีกนับไม่ถ้วน
เกาซัร อาลีมามะ คือผู้ช่วยทนายความ แห่งมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม สำนักงานประจำจังหวัดยะลา ที่ ณ ปัจจุบันก็ยังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบและความตึงเครียดในชายแดนใต้ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และไม่เคยดับไปเป็นระยะเวลายาวนาน
เธออยู่ในช่วงปีพ.ศ. 2547 ที่ความรุนแรงลุกลามไปทั่วพื้นที่ มีการปะทะระหว่างรัฐไทยที่นับถือศาสนาพุทธและชุมชนมลายูมุสลิมเกิดขึ้นบ่อยครั้ง รัฐบาลแต่ละยุคสมัยพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วย ‘วิธีการต่างๆ’ แต่ก็ล้มเหลว เห็นชาวบ้านถูกจับและรู้สึกร้อนรนจนได้มาทำงานเป็นผู้ช่วยทนายความ ช่วยเหลือและทำงานเพื่อผู้หญิงที่สามีหรือครอบครัวโดนอุ้มหาย ซ้อมทรมาน หรือถูกกระทำ เราเชื่อว่ายังมีคนอีกมากที่ยังไม่รู้ว่าโลกของคนสามจังหวัดเป็นอย่างไร ยิ่งโลกของผู้หญิงที่ทำงานเพื่อผู้หญิงในสามจังหวัดยิ่งมีข้อมูลน้อยลงไปอีกทั้งๆ ที่ผู้หญิงคือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
เดือนตุลาคม 2567 เป็นเดือนที่คดีตากใบ (เหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้า สภ. ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม พร้อมจับกุมผู้ชุมนุมราว 1,300 คน โดยมัดมือไพล่หลัง สั่งให้ผู้ชุมนุมนอนทับกันหลายชั้นบนรถบรรทุก ก่อนจะนำตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ที่ จังหวัดปัตตานี ห่างออกไปกว่าร้อยกิโลเมตร จนทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และทุพลภาพจากเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนมาก) กำลังจะหมดอายุความ เราจึงอยากชวนอ่านบทสนทนากับก๊ะ (พี่สาว เรียกแบบคนมุสลิม) เกาซัร ว่าทำไมเธอถึงตัดสินใจมาทำงานเป็นผู้ช่วยทนายความทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนจบมาทางด้านนี้ และตัวเองก็มีความฝันอื่นๆ ที่อยากทำในชีวิต
Q: ก๊ะเริ่มต้นทำงานด้านสิทธิมนุษยชนได้ยังไง
A: ที่มาทำงานด้านสิทธิมนุษยชนตรงนี้เพราะสถานการณ์พาไป เราเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่สีแดงที่เขาเรียกว่าเป็น ‘แดงจ๋า’ ประมาณปี 2549-50 ตอนนั้นเรายังเป็นนักศึกษาอยู่ อยู่ในยุคที่มียุทธศาสตร์แยกปลาออกจากน้ำ เราได้เห็นชาวบ้านถูกควบคุมตัวแล้วรู้สึกว่าเราอยู่ไม่สุข เพราะคนที่ถูกควบคุมตัวไปหลายคนนามสกุลคล้ายกับเรา ก็รู้สึกว่าทำไมเขาถึงถูกจับตัวไปได้ง่ายๆ เราต้องไปพูดกับใคร ทำไมผู้นำในพื้นที่ถึงไม่มาช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ผู้นำเองก็ยังไม่ได้รู้ว่าใครคือคนที่มีสิทธิหรือมีอำนาจมากกว่าเขา
เราเรียนด้านครุศาสตร์ ตอนนั้นยอมรับเลยว่าไม่รู้จักกฎหมายพิเศษ แต่ทนไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่มาจับชาวบ้าน บางคนใช้ภาษาไทยสื่อสาร แต่ชาวบ้านพูดภาษาไทยไม่ได้ เราก็เลยรู้สึกว่าตัวเราในฐานะปัญญาชน คนที่สามารถสื่อสารภาษาไทยและภาษามลายูได้ จะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย
บวกกับตามหลักศาสนาเราถูกสอนมาว่า เราในฐานะผู้รู้ ถ้าหากไม่ช่วยคนที่ตกทุกข์ได้ยาก พระเจ้าจะลงโทษคุณในโลกหน้า พี่ก็เลยมองว่าเราต้องช่วยเขา ประจวบเหมาะกับมีญาติฝั่งพ่อที่ถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ ภรรยาเขาพิการแล้วไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อยังไง จะไปร้องเรียนยังไง เราเลยบอกกับชาวบ้านว่าเดี๋ยวเราจะไปด้วย เพราะอย่างน้อยๆ เราสามารถไปเป็นล่ามให้เขาได้ คิดว่า ‘ฉันสามารถเขียนหนังสือได้นะ ฉันเขียนให้ก็ยังดี’ และช่วยเท่าที่ช่วยได้ ตอนนั้นเลยทำให้มีโอกาสได้รู้จักมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม สงสัยเขาเห็นว่าเราสู้คน ทนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษามูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมก็เลยเรียกมาคุยว่าทำไมถึงอยากจะช่วยเหลือชาวบ้าน เราเลยบอกว่าเราเห็นชาวบ้านอยู่อย่างนี้ไม่ได้ เขาล้มอยู่เราก็ต้องไปช่วยพยุง ทางมูลนิธิฯ ก็เลยชวนไปเป็นล่ามอาสาสมัครให้ทนายความจากทั้งกรุงเทพฯ และยะลาเพราะทนายความบางคนไม่สามารถสื่อสารภาษาถิ่นได้ ทั้งที่เรายังเรียนไม่จบเลย
Q: ก๊ะเห็นเหตุการณ์ที่ชาวบ้านถูกจับอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านนี้ ช่วงแรกมีวิธีการเรียนรู้ยังไง
A: เราได้มีโอกาสเข้าอบรมต่างๆ ถึงได้เรียนรู้ว่า ถ้าเราจะเข้าหาคน เราต้องเข้าทางใครเพื่อที่จะเข้าถึงเป้าหมายเราได้ดีขึ้น เราเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่เราก็จะเห็นแล้วว่าบ้านนี้มีคนถูกซ้อม ญาติเขาไม่มีที่พึ่งและสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ แล้วเราต้องเข้าหาเขาอย่างไร ก็เลยใช้วิธีการนี้มาตลอดและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ตอนแรกตั้งปณิธานไว้เลยว่าตอนเรียนจบ ฉันจะไปอยู่กรมป่าไม้ สวนสัตว์ หรือไปเปิดฟาร์มแมว ถ้าเห็นแมวจรที่ไหนจะเอามาเลี้ยงเพราะเป็นคนชอบสัตว์ เลยอยากจะไปอยู่ฟาร์ม ไปอยู่กรมป่าไม้จะได้เห็นอะไรก็ได้ที่มันมีสีเขียว นั่นคือสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น คือความฝันว่าฉันจะต้องไปเป็นแบบนั้นให้ได้ แต่พอมาอยู่ตรงจุดนี้แล้วรู้สึกว่าฉันอยู่นิ่งไม่ได้ เหมือนเราได้ก้าวลงเรือลำนี้มาแล้ว จะถอยไม่ได้ ช่วงนั้นเรื่องเลี้ยงแมวเลยยังพออยู่ในสมอง แต่เรารู้แล้วว่ากฎหมายพิเศษคืออะไร สิทธิมนุษยชนคืออะไร กรณีที่ชาวบ้านมาร้องขอความช่วยเหลือ บางคนมาไม่ได้กินข้าวมาเป็นอาทิตย์แล้วเพราะหาสามีไม่เจอ ไม่รู้สามีถูกควบคุมตัวไปที่ไหน (ช่วงเวลานั้นยังไม่มีคำสั่งที่ออกมาแจ้งให้ญาติทราบข้อมูลว่าคนในครอบครัวถูกควบคุมตัวไปที่ไหน) เราต้องช่วยเขายังไง
Q: ส่วนใหญ่คนที่เราต้องพูดคุยและทำงานด้วยคือใคร
A: ส่วนใหญ่คนที่เราทำงานด้วยก็คือผู้หญิง เพราะส่วนใหญ่สามีถูกอุ้มหาย ถูกดำเนินคดี ถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือผู้หญิง ถ้าผู้หญิงเข้ามาขอความช่วยเหลือที่ออฟฟิศ ถามว่าผู้ชายสามารถให้คำปรึกษาได้ไหม ก็สามารถให้ได้ แต่ถ้าหากได้คุยกับผู้หญิงจะรู้สึกว่าเข้าใจกันได้ดีกว่า
เรามีเรื่องภูมิใจอยู่เรื่องหนึ่ง เราเคยถามยายคนหนึ่งที่มีคนพามาที่ศูนย์ทนายฯ ว่าทำไมแกถึงไม่ได้กินข้าวมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว แกก็บอกว่าหลานถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ไปเยี่ยมได้ไม่กี่นาทีเพราะเจ้าหน้าที่ให้เวลาเยี่ยมได้แค่นั้น ด้วยความที่แกอยู่กับหลานมาตั้งแต่เด็ก แกก็กินอะไรไม่ลง แล้วคนที่พายายมาก็ท้าพี่ว่าถ้าหากวันนี้พี่ทำให้ยายกินข้าวได้ พี่จะขออะไรจากเขาก็ได้ เขาจะหามาให้ เราก็เลยบอกว่า ‘ฉันจัดให้’
ถ้าหากเราเป็นคนที่นับถือศาสนาอิสลามด้วยกัน เราจะเข้าถึงกันได้ง่าย เราก็เลยบอกว่าพระเจ้าทดสอบเราอยู่แล้ว แต่เรื่องที่เราต้องคิดก็คือ ถ้าพรุ่งนี้ยายไปเยี่ยมหลาน แต่ยายเดินไปเป็นลมไป หน้าซีดเหมือนไม่ได้กินอะไร หลานจะรู้สึกยังไง ก่อนหน้านั้นหลานบอกมาตลอดว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะ ให้ยายกินข้าว ให้ยายนอนหลับ แต่จู่ๆ ยายมาทำอย่างนี้ ถ้าพรุ่งนี้ไปแล้วเป็นลม หลานจะทุกข์แล้วนะ แกก็เงียบไป เราก็พูดต่ออีก สรรหาแม่น้ำทั้งห้า ถ้าไม่พอก็เอามาสักสิบ (หัวเราะ)
แล้วเราก็ตอบทุกอย่างที่แกสงสัยจนแกสบายใจ เราก็เลยถามว่า “กินข้าวไหม” “ตอนนี้โอเคแล้วใช่ไหม” แกก็โอเค พอคุยกันเสร็จ แกกลับบ้านไป คนที่พามาก็โทรมาบอกว่า “ก๊ะทำสำเร็จแล้วนะ ตอนนี้ยายกินข้าวแล้ว บอกมาเลยว่าอยากได้อะไร” เราเลยบอกว่าของ่ายๆ แล้วกัน เอาข้าวสารมาไว้ที่สำนักงาน เราจะหุงข้าวกินด้วยกัน แล้วพรุ่งนี้เขาก็เอาข้าวสารมาให้จริงๆ
Q: เหตุการณ์พวกนี้ทำให้ก๊ะรู้สึกยังไง
A: เราพยายามเปรียบเทียบตัวเองมาตลอดว่าเราคือยาพาราฯ เราไม่สามารถที่จะรักษาคนอื่นได้ เพราะถ้าเขาถูกดำเนินคดี คนที่สามารถช่วยเหลือเขาได้จริงๆ คือทนายความ แต่เราจะเป็นพยาบาลคนหนึ่งที่สามารถให้คำปรึกษา ช่วยจดบันทึกอาการได้ว่าคุณเป็นอะไรมา เป็นคนที่สามารถให้ยาพาราฯ แก่เขา คือมันเป็นยาที่สามารถบรรเทาได้ แต่บางโรคมันก็ไม่สามารถหายได้ เลยเปรียบเทียบตัวเองมาตลอด ว่าขอเป็นยาพาราฯ ขอเป็นสะพานเล็กๆ ที่สามารถพาเขาเดินไปหาความยุติธรรมได้ก็ยังดี
Q: หลังจากทำงานกับมูลนิธิศูนย์ทนายฯ สถานการณ์ในจังหวัดเป็นยังไงบ้าง มีวิวัฒนาการยังไงบ้างไหม
A: แรกๆ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเยอะ แต่จะมีวิวัฒนาการของมันเรื่อยๆ ตามรัฐบาลในยุคต่างๆ เช่น เรื่องของการซ้อมทรมาน เขาก็จะมีวิวัฒนาการ จะบอกว่าเป็นวิวัฒนาการในทางรุนแรงขึ้นก็ไม่ใช่ แต่เป็นวิวัฒนาการในการทำให้รู้สึกแนบเนียนขึ้นมากกว่า เช่น มีกรณีของผู้หญิงที่ถูกควบคุมตัวมาก่อน แล้วเขาใช้วิธีการเอามือลูบผู้หญิง ซึ่งชาวบ้านเขาก็จะไม่รู้หรอกว่านี่มันเป็นการละเมิดทางเพศ หรือว่านำสุนัขมาอยู่ใกล้ๆ คนอิสลาม ซึ่งถือเป็นการละเมิดทางจิตใจ แต่ชาวบ้านเขาก็จะไม่รู้
เมื่อก่อนถ้าโดนซ้อมก็จะมีบาดแผล มีวิวัฒนาการตรงที่ว่า เขาก็ใช้ไม้พันด้วยผ้า เวลาตีจะได้ไม่มีบาดแผล แล้วเราในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่ ในฐานะคนที่สามารถสื่อสารภาษาถิ่นกับเขาได้ ก็เลยทำงานต่อกับชาวบ้านที่เขาเจอแบบนี้ ทำงานแบบไม่มีเงินเดือนจนมีเจ้าหน้าที่เรียกเข้าไปคุยว่าทำไมอยากทำงานอยู่ที่นี่ บ้าหรือเปล่า แล้วตัวเองเอาตังค์จากไหนไปใช้ เราก็เลยบอกว่า “บัง บังก็ศาสนาอิสลาม เกาซัรก็ศาสนาอิสลาม เกาซัรเชื่ออยู่เรื่องหนึ่งว่า การที่เราทำงานช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก คนที่ถูกละเมิดสิทธิ พระเจ้าจะช่วยเหลือเรา”
Q: แล้วก๊ะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้ชีวิต
A: เราไม่ได้ไปที่ทำงานทุกวัน ใน 7 วันเราอาจจะไปแค่ 3-4 วัน วันอื่นๆ เราก็จะไปรับจ๊อบ รับพิมพ์งานบ้าง ไปสวนบ้าง นั่นแหละคือวิธีการใช้ชีวิต และยอดเงินบริจาคของชาวบ้านทำให้เราอยู่รอดมาได้ เวลาหน้าผลไม้ออก ชาวบ้านก็จะเอามาฝาก นั่นแหละคือส่วนที่เราได้ แต่ก็จะมีบางปีที่เราได้รับงบประมาณจาก EU ซึ่งก็จะได้คนละ 1,000 บ้าง 2,000 บ้าง นี่คือเงินเดือนที่เยอะที่สุดแล้วสำหรับเรา
Q: ตั้งแต่ตอนแรกที่เรายังเป็นนักศึกษาจนได้เข้ามาทำงานที่นี่ ก๊ะคิดว่าทางนั้นเขาทำไปทำไม รู้สาเหตุเพิ่มขึ้นบ้างไหมอย่างไร
A: ส่วนหนึ่งที่เรารู้ คือเขาอยากได้ข้อมูลว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน ยังไง ซึ่งเราก็เข้าใจได้เพราะช่วงนั้นมันก็มีเหตุการณ์ของคนเห็นต่าง เขาก็คงอยากจะได้ฐานข้อมูลที่เขาต้องการเพื่อที่จะได้ไปจับตัวหรือควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ถูก
Q: แต่ถึงขั้นที่ต้องซ้อมทรมาน ต้องทำร้ายกัน?
A: เรื่องนี้พี่เคยถามเจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่งว่าทำไมต้องซ้อม ต้องขู่ ทหารคนนั้นก็ตอบว่าแล้วต้องให้ผมกราบเขาไหม หรือต้องให้พูดว่า “คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับ” จะให้ผมทำอย่างนั้นเหรอ วันนั้นพี่ก็เลยบอกเขาว่า “เรารู้สึกว่าเคยเคารพท่าน แต่พอท่านพูดแบบนี้ไม่น่ารักเลย จะไม่ขอพูดกับท่านแล้ว เพราะที่เราหมายถึงคือ เราไม่ได้ต้องการให้ท่านไปไหว้หรือไปกราบเพื่อที่จะให้เขามาคุย แต่ท่านก็ใช้เทคนิคสิ ทำยังไงชาวบ้านถึงจะต้องไม่ถูกซ้อม ไม่เข้ามาร้องเรียนกับเราว่าทหารนี้เป็นแบบนี้ พูดจาดีๆ กับเขา”
พี่ก็เลยเลิกคุย พอเจ้าหน้าที่คนนี้เจอกับทนายคนหนึ่ง แกก็ฝากขอโทษมา บอกว่าวันนั้นผมพูดไม่ดีกับน้องเขา ก็พูดซะอย่างนี้ชาวบ้านถึงไม่ให้ความร่วมมือ ไม่แปลกที่ชาวบ้านบางคนเห็นเจ้าหน้าที่แล้วไม่ต้อนรับ ถ้าคุณมองแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา คุยกันดีๆ ชาวบ้านเขาก็ให้ความร่วมมือ
Q: คนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีความกลัวในการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลาหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ
A: เขาใช้ชีวิตได้ปกติไหม มันก็ไม่ 100% เพราะยังมีกฎหมายพิเศษที่บังคับใช้อยู่ แต่ชาวบ้านจะหวาดระแวงว่าเดี๋ยวสักวันจะมาถึงลูกฉัน จะมาถึงบ้านฉันหรือเปล่า หรือว่าจะมาถึงคิวฉันเมื่อไหร่
Q: แล้วก๊ะเคยกลัวแบบนี้บ้างไหมว่าวันหนึ่งอาจจะมาถึงคิวของเรา
A: ไม่ได้กลัวอะไร อาจเพราะเลิกกลัวมาแล้ว เราเคยถูกปืนจี้ที่เอวเพราะนามสกุลเราดันไปตรงกับคนที่ทางการต้องการ ตอนนั้นจะไปเยี่ยมพ่อที่อยู่ต่างตำบลที่เป็นเขตพื้นที่สีแดงซึ่งอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง พอเดินทางไปถึงด่าน เราก็เหลือบดูชื่อที่เจ้าหน้าที่ต้องการ แล้วเห็นว่ามีคนนามสกุลเหมือนเราเลย จากนั้นเขาก็เอาปืนมาจี้ที่เอว ถามว่าเรารู้จักใครบ้าง เราก็บอกว่าไม่รู้จัก แต่เขาดูบัตรประชาชนแล้วเห็นว่านามสกุลเหมือนกัน เลยถามว่า ‘ทำไมไม่รู้จัก ใครสอนให้เป็นคนโกหกแบบนี้’ เราก็เลยบอกว่า “โทษนะคะ การที่นามสกุลเหมือนกัน หมายความว่าเราจะต้องรู้จักเขาเหรอ ในพื้นที่อำเภอบันนังสตา คนนามสกุลเดียวกันมีเป็นล้าน”
ตอนนั้นเราเริ่มโกรธแล้ว เลยบอกว่าเราจะไปเยี่ยมบุพการี แต่ไปไม่ได้ใช่ไหม ถ้าไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอาบัตรคืนมาเดี๋ยวจะกลับแล้ว มันก็เลยเหมือนกับว่าเราได้ก้าวข้ามความกลัวมาแล้ว ทุกวันนี้เลยไม่รู้ว่าจะไปกลัวทำไม ถึงกลัวไปมันก็ยังคงแย่อยู่แบบนี้ ตอนนั้นครอบครัวก็เป็นห่วง แต่เราก็คุยกับแม่ และพี่ชายตลอดว่าเราจะยืนหยัด เพราะอิสลามสอนว่าเราต้องช่วยเหลือพี่น้อง คนที่ตกทุกข์ได้ยากแล้วพระเจ้าจะคุ้มครองเรา และจะอยู่เคียงข้างคนที่ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ เรายืนหยัดมาแบบนี้ก็เลยอยู่ได้
Q: ก๊ะคิดว่าความเข้มแข็งผู้หญิงในบันนังสตาเข้มแข็งขึ้นไหมจากเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน
A: เข้มแข็งแต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด ส่วนใหญ่คือเขากล้าที่จะลุกขึ้นมามากขึ้น เพราะมีโอกาสที่ได้ทำกิจกรรมที่เสริมพลังเขา เป็นโครงการเล็กๆ ที่เราได้งบไม่เยอะให้ผู้หญิง 25 คนที่ได้รับผลกระทบออกมาจากหมู่บ้านเลย เช่น ออกจากบันนังสตาไปทะลที่ปัตตานีแล้วนั่งล้อมวงคุยกันเอง ให้เขาได้เล่าเรื่องของความทุกข์ของเขา โดยมีเราผู้เคยอบรมมาก่อนไปด้วย แต่เขาไม่ต้องคุยให้เราฟังก็ได้
เราจัดกิจกรรมแบบนี้เพราะเราอยากให้ผู้หญิงลุกขึ้นสู้ ผู้หญิงที่สามียังไม่กลับมา สามียังอยู่ในเรือนจำ ผู้หญิงที่ไม่สามารถทำงานได้และไม่อยากส่งลูกไปเรียนเพราะกลัวลูกถูกบูลลี่ และไม่ได้จัดให้เฉพาะผู้หญิงบันนังสตาเท่านั้น แต่เป็นผู้หญิงจากสามจังหวัดเลย ซึ่งพอกิจกรรมจบเขาก็มาขอบคุณ เขาบอกว่า “ก๊ะรู้ไหม รู้สึกว่าตัวเองโล่งมาก ได้ออกมาจาก Safe Zone ได้ออกมาคุย ได้ออกมาฟังปัญหาของคนอื่น”
ก่อนหน้านั้นเราเคยจัดกิจกรรมที่มีคนพุทธอยู่ด้วย พอผู้หญิงมุสลิมเห็น เขาก็ไม่กล้าเข้าไปทำกิจกรรม เพราะเขายังไม่เคยออกจาก Safe Zone ของตัวเอง เลยกลัวว่าคนเหล่านั้นจะมาค้นหาอะไรหรือเปล่า วันนั้นเราเลยใช้ความอดทน เรียกพลังตัวเอง ละลายพฤติกรรมเขาอยู่ประมาณชั่วโมงหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจ สุดท้ายมีผู้หญิงคนหนึ่ง แกร้องไห้ บอกว่าขอบคุณที่สร้างพื้นที่ให้เขาได้มาเจอเพื่อน ได้มาคุยว่ายังมีคนที่เป็นแบบเขา และมีวิธีการแก้ปัญหาที่ต่างออกไป เราก็เลยตอบกลับไปว่าจริงเหรอ ดีใจ ใจพองโตมาก ยาพาราของฉันได้ผล
Q: การดึงเขาออกมาจากพื้นที่สำคัญปลอดภัยเดิมๆ ยังไง
A: บางครั้งเรารู้มาตลอดว่าตอนที่เขาอยู่บ้าน เขาทำพฤติกรรมอะไรกับลูกบ้างเพราะเขาไม่มีที่ลง ก่อนที่เราจะพาผู้หญิงกลุ่มนี้มากับเรา เราจะค้นหาข้อเท็จจริงก่อนว่าเขามีพฤติกรรมอะไร เลยพยายามบอกว่าลองออกมาจากบ้านบ้าง รู้สึกดีแล้วค่อยเข้าไปใหม่ จนบางคนได้รู้ว่าเขารู้สึกผิดมากเลยนะที่ทำแบบนั้นกับลูก เช่น มีคนหนึ่งบอกว่าเขาพร้อมที่จะกลับไปพูดกับลูกแล้วว่าที่แม่ไม่อยากให้ไปเรียนในที่ห่างไกลเพราะเหตุผลอะไร
Q: ความกล้าของก๊ะมาจากไหน ความรู้สึกที่ว่าต้องทะเยอทะยาน ต้องทำสิ่งนี้ให้ได้
จากที่เราเห็นชาวบ้านถูกกระทำนี่แหละ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันจะต้องไม่ใช่แบบนี้
A: แต่เห็นแบบนี้เราไม่ได้ร่าเริงนะ เคยไปอบรมประเมินสุขภาพจิตตัวเองแล้วพบว่าเป็นคนที่สุขภาพจิตแย่มากเนื่องจากว่าเราต้องมารับรู้ปัญหาของเขา แล้วบางครั้งเราไม่สามารถที่จะเอามันออกไปจากหัวได้ บางวันตี 1 ตี 2 เรายังเอามันออกไปไม่ได้ เพราะเราพยายามคิดว่า แล้วเราจะทำยังไงถึงจะช่วยเขาได้ จะใช้วิธีการไหนต่อ
บางครั้งชาวบ้านมาหาประมาณ 6 โมงเย็น สามทุ่ม สี่ทุ่มโทรก็มาเล่าว่าวันนี้ไปเยี่ยมสามีแล้วเขาไม่ให้เยี่ยม สามีเดินขาเป๋ออกมา สามีหายไป
Q: รู้สึกว่าอยากวางแล้วไปทำตามความฝันบ้างไหม อยากพักตรงนี้แล้วไปทำเนอสเซอรี่แมวที่ตัวเองอยากทำ
A: เคยคิดกับตัวเองว่าฉันจะทำจนแค่อายุ 40 และจะออกแล้วนะ ฉันจะกลับไปอยู่กับสวน สวนไม่เยอะหรอก แต่อยากไปอยู่กับธรรมชาติ อยากกลับไปอยู่กับพี่ ก่อนหน้านั้นคิดอยู่ว่าอยากจะกลับไปดูแลแม่เพราะตอนนั้นแม่ป่วย แต่มันหลุดไม่ได้มันไปจากที่นี่ไม่ได้ เราเจอเรื่องร้องเรียน เจอเรื่องของผู้หญิง รับผิดชอบเรื่องของผู้หญิงและการละเมิดสิทธิ ก็จะยิ่งเห็นผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น
ปัจจุบันแม่เราเสียชีวิตไปแล้ว แม่เคยบอกว่า แกเป็นลูกคนสุดท้องแต่ทำไมแม่ถึงไม่ได้อยู่กับแกตลอดนะ เราเคยถามแม่ว่า แล้วแม่รู้สึกภูมิใจไหมที่ลูกได้ไปทำงานช่วยเหลือคนอื่น ช่วยเหลือคนที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน แกบอกว่าแกภูมิใจนะ เวลาบางคนมาบ้านหรือมาเยี่ยมแก เขาก็จะบอกตลอดว่าลูกแม่สามารถช่วยเหลือคนได้แม้ว่าจะไม่ได้เป็นทนายความ
Q: ตอนนี้ก๊ะมีความหวังอะไรบ้างเกี่ยวกับงานที่ทำ
A: อยากให้ผู้นำประเทศฟังเสียงคนในภาคใต้บ้าง ไม่ใช่ฟังเสียงแต่คนที่มีอำนาจ บางเรื่องที่ถูกนำเสนอออกไป เรารู้สึกว่าเขาไม่เคยมาถามชาวบ้านแบบเราๆ เลย เขาก็จะไปถามเฉพาะคนที่มีเสียงหรือคนที่เข้าข้างเขาเท่านั้น ความหวังคืออยากให้เขามารับฟังปัญหา อยากให้มีการแก้ไขเรื่องของการละเมิด การยกเลิกกฎหมายพิเศษ ซึ่งบางคนบอกว่าการยกเลิกกฎอัยการศึกมันยากเนื่องจากว่ามีพี่น้องพุทธอยู่ในภาคใต้ด้วย ซึ่งเขาก็เป็นห่วงเรื่องของความปลอดภัยเขาเช่นกัน เราเองก็เห็นด้วย พี่น้องพุทธเองเขาก็มองว่าการที่เจ้าหน้าที่ทหารอยู่ในพื้นที่ เขาจะรู้สึกปลอดภัยกว่า แต่อย่างน้อยๆ ไม่ต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษทั้งหมดก็ได้ แต่ขอให้ยกเลิกบางมาตรา เช่น เรื่องของการควบคุมตัว การค้นบ้าน การตรวจเก็บสารพันธุกรรม DNA ทยอยๆ ไป อย่างน้อยสถานการณ์มันน่าจะดีขึ้น
Q: บันนังสตาในฝันที่ก๊ะอยากเห็นเป็นภาพแบบไหน
ปัญญาชน คนเรียนหนังสือในบันนังสตามีเยอะมาก แต่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันน้อย อยากให้มีการช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความรู้ กฎหมาย หรือการละเมิดสิทธิ ส่วนเราแค่ได้กลับบ้านไปเจอหลาน เจอพี่สาวก็โอเคแล้ว ตอนนี้ครอบครัวคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าโอเค เรากลับบ้านแล้วโอเค แต่ที่เรารู้สึกดีที่สุดคือการได้คุยกับแมว คุยกับไก่ ซึ่งหลานก็จะมองมาตลอดว่า ไม่แปลกเลยที่เวลาซู (คนสุดท้อง) กลับบ้านแล้วไม่ค่อยไปไหน จะอยู่แต่กับไก่กับแมว นั่นแหละคือความสุข
ส่วนหนึ่งของรายงานเบื้องต้นเรื่องกรณีความรุนแรงที่ตากใบกับปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คณะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาความมั่นคงในจังหวัดภาคใต้วุฒิสภา บรรยายข้อมูลด้านผู้บาดเจ็บและการดำเนินคดีกับประชาชนผู้ชุมนุม กรณีการบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมและการขนย้ายไว้ดังนี้
“ด.ช.แวดี มะโซ๊ะ อายุ 14 ปี ถูกยิงตาบอด ต้องผ่าตัดสมอง ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนราธิวาส
นายมะลิจี ดอละ อายุ 25 ปี กล้ามเนื้อตาย ถูกตัดขาขวา ปัจจุบันอยู่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ยังขยับตัวกระดิกมือไม่ได้ มือและแขนช้ำบวมทั้งสองข้าง แพทย์ต้องกรีดเพื่อไม่ให้เลือดคั่ง และลดความดันภายในของแขน นายรอกิ มะหามะ อายุ 19 ปี เท้าบวม ตัวบวม เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน”รายละเอียดส่วนหนึ่งของมติของสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 2547 เรื่องผลการตรวจสอบของคณะกรรมการอิสระกรณีตากใบระบุไว้ว่า
“การเคลื่อนย้ายผู้ถูกควบคุมตัวมีความสับสนและฉุกละหุกเพราะมีรถน้อย (ประมาณ 26-28 คัน) ขณะที่ผู้ถูกควบคุมมี 1,300 คน และเจ้าหน้าที่ต้องพยายามบรรทุกให้หมด จึงอาจมีการนอนทับซ้อนกันจริง (อาจทับซ้อนอวัยวะบางส่วน) ประกอบกับผลการตรวจสอบศพพบว่า ผู้เสียชีวิตได้รับอากาศน้อย กล้ามเนื้อที่ใช้หายใจอ่อนแรง หลายรายถูกกดทับที่หน้าอก หลายรายเสียสมดุลของสารในเลือด และอาจมีอาการไตวายเฉียบพลัน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการอิสระเห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น แต่ก็มีบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรนำมาพิจารณาต่อไป” นั่นคือรายละเอียดเพียงบางส่วน แต่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า เหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่หน้าสน.ตากใบทำให้มีผู้ที่ถูกควบคุมตัว 1,370 รายหลังสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุม 7 คนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมกับญาติและผู้สูญเสียที่ได้รับบาดเจ็บทางใจอีกนับไม่ถ้วน
เรื่องและภาพโดย ณัฐชานันท์ กล้าหาญ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- คุยกับ เกาซัร อาลีมามะ ผู้ช่วยทนายความแห่งบันนังสตา ผู้หวังเป็นยาพาราฯ ให้ผู้ถูกกดขี่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
- ‘นีน่า ณัฐชา’ จาก ธี่หยด และ ตาคลี เจเนซิส สาวน้อยลูกครึ่งอุดรฯ-อังกฤษ ผู้เรียนรู้ที่จะเข้มแข็งตั้งแต่เด็ก โตไปจะได้ไม่สูญเสียตัวตน
- ชีวิตรส ‘สตอร์เบอรี่มรกต’ ของ ‘เบบี้โจลี่สตาร์’ อินฟลูฯ Gen Z สุดก๋ากั่น ที่ไม่ได้มีแค่มุมขำๆ แต่มีทั้งมุมจริงจัง แข็งแกร่ง และอ่อนไหว
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com