โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เทคโนโลยี CCS ที่จะพาโลกมุ่งสู่ Net Zero Emission

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 08 ต.ค. 2567 เวลา 07.27 น. • ทันข่าว Today

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ บ่งบอกว่าโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทุกภาคส่วนเร่งปรับตัว และร่วมกันคิดค้นหาแนวทางแก้ปัญหานี้ วันนี้รายการทันข่าวToday ช่วงทันข่าวพลังงาน จะพาไปรู้จักเทคโนโลยี CCS ที่จะพาโลกมุ่งสู่ Net Zero Emission
สภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทั่วโลกที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมานี้ ทั้งน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภาวะภัยแล้ง ไฟป่าที่รุนแรง ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าโลกกำลังเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง และพวกเราต้องเร่งปรับตัว และช่วยโลกจากสภาวะโลกร้อน
องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก ร่วมกันคิดค้นหาแนวทางแก้ปัญหา เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศโลก จากปัจจุบัน โดยมีแนวคิดต่าง ๆ เช่น Low-carbon Hydrogen, Zero methane emissions, Renewable integration, Zero routine flaring และ Carbon capture
โดยการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Carbon capture and Storage : CCS เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ได้รับการยืนยันจากหลายประเทศแล้วว่า มีประสิทธิภาพสูง มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายและต่างยอมรับว่าเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) และสามารถนำไปใช้บริหารจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากได้ อีกทั้งยังเหมาะสมกับอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก
ตามรายงานของ Global CCS Institute 2024 พบว่าแนวโน้มการเติบโตของการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้ทั่วโลกสูงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้วถึง 43 โครงการ และสามารถกักเก็บ CO₂ ได้มากถึง 50.39 ล้านตันต่อปี และยังมีจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีกกว่า 500 โครงการ ที่คาดหวังว่าจะสามารถกักเก็บ CO₂ ได้ถึงกว่า 420 ล้านตันต่อปี
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ IPCC ทำหน้าที่ประเมินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้รายงานถึงความสำคัญของ CCS ในการบรรลุเป้าหมาย การควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ให้อยู่ระหว่าง 1.5 - 2 องศาเซลเซียส
▪️ มาทำความรู้จักเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ คืออะไร
- เริ่มจากแหล่งกำเนิดของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรคาร์บอนของโลก ซึ่งก็คือการหมุนเวียนของคาร์บอนระหว่างชั้นบรรยากาศ พืช สัตว์ ดินและมหาสมุทร สัตว์ เห็ดรา และจุลินทรีย์ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วพืชก็ดูดซับกลับไปไว้ได้
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมได้เพิ่มระดับ CO₂ อย่างมีนัยสำคัญ และเปลี่ยนแปลงวงจรนี้ โดยลดความสามารถของแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ในการกำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ
ปัจจุบันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะปฐมภูมิ ก๊าซเรือนกระจก ปล่อยออกมาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ที่นำมาใช้ในภาคคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และการผลิตไฟฟ้า
- เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ดักจับ ขนส่ง และกักเก็บ
• เริ่มที่ การพัฒนากระบวนการดักจับ CO₂ จากแหล่งกำเนิดของการปล่อย CO₂ จากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
• CO₂ ที่ดักจับได้ จะถูกปรับความดันให้เหมาะสมสำหรับการขนส่ง ทางท่อไปยังสถานที่กักเก็บปลายทาง
นอกจากนี้ ในบางประเทศ ยังมีรูปแบบการขนส่งก๊าซ CO₂ ผ่านทาง ราง เรือ และรถบรรทุก ด้วย
• Storage : CO₂ จะถูกกักเก็บบนฝั่ง (Onshore) หรือนอกชายฝั่ง (Offshore) ในชั้นหินทางธรณีวิทยาไว้อย่างปลอดภัย
▪️ กระบวนการจัดเก็บอย่างปลอดภัยนั้น มีปัจจัยต่าง ๆ ที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่
1. ความลึก
ชั้นหินที่ใช้กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะต้องมีความลึกอย่างน้อย 800 เมตร โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1,000 – 3,000 เมตร ซึ่งเป็นระดับที่ห่างไกลจากผู้คน
2. การปิดผนึก
ชั้นหินกักเก็บ CO₂ จะถูกขนาบด้วย ชั้นหินหนาผนึกแน่นจนไม่สามารถซึมผ่านได้ (Shales and Mudstones) เหมือนกับชั้นหินที่กักเก็บน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไว้ใต้ดินเป็นเวลาหลายล้านปี
3. Reverse E&P CCS
เป็นกระบวนการย้อนกลับของกระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Exploration & Production: E&P) เป็นการรวบรวม CO₂ ซึ่งเป็นสารพลอยได้จากการผลิต แล้วอัดกลับไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดิน อันเป็นแหล่งต้นกำเนิดของ CO₂ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการทดสอบแล้ว และมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
4. กลไกการเปลี่ยน CO₂ เป็นของแข็ง
CO₂ ที่ถูกกักเก็บในชั้นหิน เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ก็จะกลายสภาพเป็นของแข็งที่เสถียรและปลอดภัย
5. การติดตามตรวจสอบ
สามารถติดตามตรวจสอบได้ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า MMV Program ย่อมาจาก Monitoring, Measurement and Verification) โดยจะสามารถติดตามได้ 3 ระดับ คือ แหล่งกักเก็บใต้พื้นดิน ชั้นใกล้ผิวดิน และชั้นบรรยากาศ

▪️ ประเภทของการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีอะไรบ้าง
1. ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifers)
2. ชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมที่ผลิตไปแล้ว (Depleted Reservoirs)
3. เพิ่มอัตราการผลิตด้วยการอัดกลับของ CO₂ ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยในการผลิตน้ำมันขึ้นมาจากหลุม หลังจากที่ได้มีการผลิตตามธรรมชาติแล้ว
ประเทศไทย มีแนวทางให้ดำเนินโครงการ CCS ในปี ค.ศ. 2040 หรือ พ.ศ. 2583 หรืออีกภายใน 16 ปี โดยคาดว่าภายใน 10 ปี จะมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างน้อย 40 ล้านตันต่อปี และ ภายในปี ค.ศ. 2065 จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มถึง 60 ล้านตันต่อปี

▪️ การได้รับผลพลอยได้ต่าง ๆ จากการดำเนินโครงการ CCS
GDP ของประเทศสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แค่ภาษีคาร์บอน
• ลดผลกระทบจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ในการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป ส่งเสริมการลงทุนคาร์บอนต่ำ โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไฮโดรเจนสีฟ้า และผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ และส่งเสริมการจ้างงานสำหรับการพัฒนาและการดำเนินงานโครงการ CCS
ตัวอย่างโครงการ CCS ที่ประสบความสำเร็จ
• โครงการ Northern Lights Project ของนอร์เวย์ ซึ่งขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์เหลวจากโรงงานอุตสาหกรรมในยุโรปโดยใช้เรือความจุ 7,500 ลูกบาศก์เมตร ไปยังสถานีเก็บกักชั่วคราวของโครงการ บนชายฝั่งตะวันตกของนอร์เวย์ จากนั้นจะลำเลียงผ่านท่อส่งไปจัดเก็บอย่างถาวรใต้ทะเลที่ระดับความลึก 2,600 เมตรในทะเลเหนือ
โครงการนี้ ใช้เงินลงทุนสูงถึง EUR 2.3 billion เป็นโครงการขนาดใหญ่ครบวงจร มีโมเดลธุรกิจแบบ Cross-Border ในสหภาพยุโรปแห่งแรกของโลก
โรงงานอุตสาหกรรมต้นแบบ 2 แห่งแรก ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมากกว่า 60% ในการติดตั้งหน่วยดักจับ CO₂ และได้ประโยชน์จากการลด CO₂ และ EU Emission Trading System รวมทั้งไม่ต้องเสียค่าบริการในการขนส่งและกักเก็บอีกด้วย
• โครงการ The Tomakomai CCS Demonstration Project ของประเทศญี่ปุ่น
เป็นโครงการสาธิตนอกชายฝั่ง ในการดำเนินการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ลงในชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifers) ในช่วงปี ค.ศ. 2016-2019 ประมาณ 300,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตามผลการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินดังกล่าว ทั้งด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
การดำเนินงานในระยะต่อไป อยู่ระหว่างการศึกษาการขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์ทางเรือ เพื่อนำมากักเก็บในโครงการ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในปี 2024 นี้
• โครงการ Quest ในแคนาดา
เป็นโครงการ CCS ขนาดใหญ่ ที่ดักจับ CO₂ จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ใช้เทคโนโลยีการดักจับแบบ amine เพื่อแยก CO₂ ออกจากก๊าซไอเสีย จากนั้นนำไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดิน โครงการนี้ช่วยลดการปล่อย CO₂ ของโรงไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
และโครงการ Boundary Dam ในแคนาดา ซึ่งเป็นโครงการที่ดักจับ CO₂ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินและนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำมัน CO₂ ที่ดักจับได้จะถูกนำไปฉีดเข้าไปในแหล่งน้ำมันเพื่อเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบ โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการใช้ CO₂ ในกระบวนการทางอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกจากการกักเก็บ
ในประเทศไทยก็มี กลุ่ม ปตท. ในฐานะองค์กรด้านพลังงานของประเทศ มุ่งมั่นยกระดับการพัฒนาประเทศให้มั่นคงอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกับนโยบายและ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เพื่อร่วมแก้ไขวิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยจะนำร่องศึกษาความเป็นไปได้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ภายใต้โครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม ปตท. ใน EEC จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี
โครงการในระยะแรกจะเน้นที่การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กลุ่ม ปตท. ได้แก่ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้า และขยายขอบเขตไปยังกลุ่มโรงงานนอกกลุ่มปตท. โครงการนี้จะเป็นศูนย์กลาง รองรับอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โดยสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งและกักเก็บร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการดำเนินการได้อีกด้วย เมื่อพัฒนาสำเร็จ โครงการดังกล่าวจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ความท้าทายในยุคปัจจุบันสู่อนาคต อยู่ที่การวางนโยบาย กฎหมาย และข้อบังคับต่าง ๆ ที่จะเชิญชวนในเกิดการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ กระตุ้นนวัตกรรม ขับเคลื่อนการค้า การผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ และรักษาอุตสาหกรรมที่มีอยู่ด้วยการลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึง การสร้างการยอมรับทางสังคม ที่ยังมีประชาชนบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเทคโนโลยี CCS
ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 2 องศาเซลเซียสให้ได้ เพื่อนำประเทศมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์
ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

รับชมวิดีโอ : https://youtu.be/TW0NWPXjIA4?si=uTxn8pVcx6okLdqm

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...