สแกน 3 หุ้นชิ้นส่วนยานยนต์ ท่ามกลางโอกาสใหม่ใน Supply Chain ระดับโลก
แม้เป้าหมายการผลิตรถยนต์ในประเทศจะถูกปรับลดลงเหลือ 1.7 ล้านคัน (จาก 1.9 ล้านคัน) ในปี 2567 เนื่องจากตลาดในประเทศซบเซาและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น แต่ท่ามกลางความท้าทายนี้ รัฐบาลยังคงเดินหน้าออกมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้วยระบบหุ่นยนต์, ยกระดับอุตสาหกรรมใหม่, ลดภาษีสรรพสามิตรถ HEV, ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
และล่าสุด บีโอไอได้อนุมัติการร่วมทุนระหว่างไทยและต่างชาติที่จะเป็นโอกาสสำคัญให้หุ้นชิ้นส่วนยานยนต์มีโอกาสเติบโตในเวทีระดับโลกได้
จากประเด็นข้างต้น Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาสำรวจ 3 หุ้นชิ้นส่วนยานยนต์อย่าง STANLY, AH และ SAT ว่ามีโอกาสจะพลิกสถานการณ์จากมาตรการภาครัฐมากน้อยแค่ไหน?
โดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ STANLY รายงานผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2567/68 (สิ้นสุดมิ.ย. 67) มีกำไรสุทธิ 308 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 39% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ 14% เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำกำไรดีเกินคาด อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.4% สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 15.3%
ส่วนรายได้ลดลง 20% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 2,995 ล้านบาท จากยอดผลิตรถยนต์ที่ลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการผลิตในประเทศที่ลดลง เนื่องจากปัญหาการอนุมัติสินเชื่อและการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่เริ่มแย่งส่วนแบ่งตลาด รวมถึงราคาของรถมือสองที่ตกต่ำ ส่งผลให้อุปสงค์ของรถยนต์ใหม่ลดลง
แม้กำไรในไตรมาสนี้จะดีกว่าคาด แต่แนวโน้มทั้งปี 2567/68 ยังมีความเสี่ยง เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันในตลาด EV ที่สูงขึ้น ทำให้ STANLY เน้นการควบคุมต้นทุน ลดจำนวนพนักงาน ปรับลดสายการผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตามยังคงมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่มีหนี้สิน และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดว่าอาจจ่ายปันผลที่ 9.30 บาทต่อหุ้น ซึ่งอาจสูงถึง 20 บาทเหมือนปีก่อน ให้ผลตอบแทนประมาณ 9.8% แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 209.20 บาท
ทางด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH คาดว่ากำไรในไตรมาส 2/2567 จะลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 42% จากไตรมาสก่อนหน้า เหลือ 184 ล้านบาท รายได้คาดว่าจะลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ ลดลง 15% จากไตรมาสก่อนหน้า เหลือ 6.3 พันล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดว่าจะลดลงเหลือ 8.8% จาก 10.8% ในไตรมาส 2 ปี 2566 และ 9.5% ในไตรมาส 1 ปี 2567 แม้ว่าราคาหุ้นจะลดลงต่ำกว่าสถานการณ์ที่คาดไว้ที่ 16.40 บาท แต่ยังมีความเสี่ยงจากการผลิตรถยนต์ที่ยังอ่อนแอ คงคำแนะนำ "เป็นกลาง" และราคาเป้าหมายที่ 21 บาท โดยคาดว่าราคาหุ้นอาจถึงจุดต่ำสุดหลังจากประกาศผลประกอบการในช่วงกลางเดือนสิงหาคม
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2567 ที่ 140 ล้านบาท ลดลง 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 25% จากไตรมาสก่อนหน้า ผลกำไรนี้สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ ส่วนรายได้ไตรมาสนี้อยู่ที่ 1,700 ล้านบาท ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 16% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการขายรถปิคอัพที่ลดลง ขณะที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 15.6% เนื่องจากการผลิตที่ลดลง
ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรก 2567 ที่ 0.26 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 2% โดยจะขึ้น XD วันที่ 21 สิงหาคม และจ่ายปันผลวันที่ 6 กันยายนนี้
อีกทั้งคาดว่ายอดขายจะดีขึ้นในไตรมาส 3/2567 แต่กำไรสุทธิน่าจะลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วด้วยสภาพตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัว ปรับคำแนะนำจาก "ถือ" เป็น "ขาย" ราคาเป้าหมาย 11.00 บาท