โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก สองคนสองคม มาจนถึง Bad Genius เมื่อฮอลลีวูด ‘รีเมก’ เรื่องเก่าในขวด ‘เล่าใหม่’

The Momentum

อัพเดต 07 ต.ค. 2567 เวลา 14.40 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2567 เวลา 06.50 น. • THE MOMENTUM

เข้าใจว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาปรากฏว่า มีภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่รีเมก หรือหยิบเอาภาพยนตร์จากต่างประเทศไป ‘ทำใหม่’ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไทยพร้อมกันถึง 2 เรื่อง คือBad Genius (2024) ที่ดัดแปลงจาก ฉลาดเกมส์โกง(2017) หนังสัญชาติไทยโดย นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ซึ่งทำรายได้ถล่มทลายในปีที่ออกฉายที่ 1,840 ล้านบาท (ทั้งยังสร้างปรากฏการณ์ที่มีคนดูชาวจีนสร้างรูปปั้น ‘ครูพี่ลิน’ ด้วย) และอีกเรื่องหนึ่งคือSpeak No Evil(2024) ดัดแปลงจากหนังชื่อเดียวกันสัญชาติเดนมาร์ก-เนเธอร์แลนด์ ที่ทำเงินไปได้แบบไม่เจ็บเนื้อเจ็บตัว พร้อมกันกับที่มอบวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ให้หนัง

ฮอลลีวูดนั้นโปรดปรานการรีเมกหนัง ไม่ว่าจะเป็นหนังในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดเองอย่างLittle Womenที่ได้รับคำชื่นชมหนาหูทั้ง 2 เวอร์ชันอย่างปี 1994 และปี 2019, หนังแบบที่หาที่ทางของตนเองเมื่อรีเมกได้อย่าง The Karate Kid (2010) ที่ต่างจากเวอร์ชัน 1984 ด้วยการให้ตัวละครหลักเป็นเด็กผิวดำ หรือแบบที่รีเมกแล้วโดนถามว่า ‘ทำไปทำไม’ แบบ Mulan (2020) ที่กลายเป็นว่า พลังหรือแม้แต่สารที่ต้องการจะสื่อสู้แอนิเมชันเมื่อปี 1998 ไม่ได้แม้แต่น้อย

ไม่เพียงเท่านั้น ฮอลลีวูดยังเอื้อมมือไปหยิบจับเอาหนังจากต่างประเทศมา ‘ทำใหม่’ ให้เป็นน้ำเสียงของตนเองด้วย โธมัส เอลเลียตต์(Tomas Elliott) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น (Northeastern University) ให้ความเห็นว่า เหตุผลหนึ่งที่ฮอลลีวูดยังหมกมุ่นอยู่กับการหยิบเอาหนังเก่ามาทำใหม่นั้น ด้านหนึ่งเพราะความสำเร็จของหนังเรื่องดังกล่าวย่อมเป็นหลักฐานว่า มันมีกลุ่มผู้ชมแข็งแรงและคนกลุ่มนี้ก็พร้อมจะซื้อตั๋ว เพื่อดูหนังที่พวกเขารักในฉบับใหม่ ไม่ว่าจะใหม่ในแง่การตีความ ผู้กำกับ หรือนักแสดงก็ตามที

“มันเหมือนหนังต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้วพวกนี้ปรากฏตัวให้เห็นๆ กันตรงหน้าโปรดิวเซอร์ในฮอลลีวูด มีกลุ่มคนดูอยู่แล้วแน่ๆ ดังนั้นโปรดิวเซอร์พวกนี้จึงรู้ว่า ต้นทุนที่พวกเขาต้องใช้เพื่อสร้างหนังเรื่องหนึ่ง เพื่อให้ได้ไฟเขียวจากสตูดิโอ และเพื่อสร้างให้ได้สำเร็จลุล่วงนั้นมันต่ำกว่าหนังที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดมากทีเดียว” เอลเลียตต์ว่า “เพราะฉะนั้นเรื่องเงินจึงเป็นประเด็นสำคัญ และฮอลลีวูดก็ยินดีจะใช้วิธีเก่าๆ แบบนี้ หรือคือการสร้างสิ่งที่เคยมีอยู่แล้วขึ้นมาอีกเสมอ”

แม้จะเป็นหนังที่หยิบมา ‘ทำใหม่’ โดยอิงจากเรื่องราวเดิม หรือบ่อยครั้งก็ทำ ‘ซ้ำเดิม’ แบบทุกตารางนิ้ว แต่หนังที่ถูกนำมารีเมกนั้นก็ถูกอ่านและวิเคราะห์ใหม่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะในเชิงน้ำเสียงการเล่า ท่วงท่าการกำกับ หรือแม้แต่บริบทสังคมที่แวดล้อมในเวลานั้น ยังส่งผลให้หนังที่ถูกหยิบมาทำใหม่นั้นมีชีวิต และคำวิจารณ์เป็นของตนเองมากกว่าที่จะเป็นแค่ ‘หนังอีกเวอร์ชันหนึ่ง’ เท่านั้น

เพราะสำหรับกรณี Bad Geniusสัญชาติอเมริกันที่ถือเป็นงานกำกับเรื่องแรกของ เจ. ซี. ลี (J.C. Lee) หนึ่งในทีมเขียนบทซีรีส์The Morning Show(2019) ก็มีบริบทของการเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมแบบสหรัฐอเมริกา โดยเค้าโครงเรื่องนั้นไม่ต่างจากเวอร์ชันไทยนัก เพราะพูดถึง ลินน์ (แสดงโดย คัลลินา เหลียง) นักเรียนสาวอัจฉริยะเชื้อสายเอเชีย-อเมริกันที่รับจ้างโกงข้อสอบในรั้วโรงเรียน และรับปากจะช่วย แพต (แสดงโดย ซามูเอล บราวน์) เด็กหนุ่มบ้านรวยกับ เกรซ (แสดงโดย เทย์เลอร์ ฮิกสัน) แฟนสาวของเขาเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ด้วยการโกงข้อสอบ เพียงแต่เธอไม่อาจบรรลุงานหินนี้ได้เพียงลำพัง จึงต้องขอความช่วยเหลือจาก แบงค์ (แสดงโดย จาบารี แบงค์ส) เด็กหนุ่มนักเรียนทุนที่เติบโตมาจากครอบครัวผู้อพยพและต้องขวนขวายหาเงินมาจุนเจือครอบครัว

หากว่าต้นฉบับของไทย พูดถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำและระบบอันบิดเบี้ยวของสถานศึกษา เวอร์ชันอเมริกันก็พูดในประเด็นเดียวกัน แต่มีความเฉพาะตัวเมื่อผู้กำกับสานใยเส้นเรื่องที่พูดถึงความเป็นอื่นและการเป็นผู้อพยพผ่านตัวละครเข้ามาด้วย จะเห็นได้จากแบงค์ที่นอกจากบ้านมีฐานะไม่ค่อยดีแล้ว เขายังต้องรับมือกับตำแหน่งแห่งที่ของตนในฐานะคนนอกอยู่เนืองๆ หรือกระทั่งสถานะของเขากับแพต ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มผิวขาวบ้านรวย ก็เปรียบเหมือนอีกขั้วขัดแย้งหนึ่งที่เป็นบริบทสำคัญในสหรัฐฯ

ในอีกแง่หนึ่ง หนังที่ถูกนำมารีเมกเป็นเวอร์ชันอเมริกันอย่าง Speak No Evilก็ฉายท่วงท่าการเล่าแบบฮอลลีวูดที่เน้น ‘ความโฉ่งฉ่าง’ เป็นหลัก ทั้งยังเป็นหนังที่เลือกเล่าในแบบที่ต่างไปจากต้นฉบับ กล่าวคือหนังเล่าถึง 2 สามี-ภรรยาชาวอเมริกัน เบน (แสดงโดย สกูต แม็กไนรี) กับหลุยส์ (แสดงโดย แม็กเคนซี เดวิส) ที่ไปเที่ยวพักร้อนในอิตาลีพร้อม แอ็กเนส (แสดงโดย เอลิกซ์ เวสต์ เลฟเลอร์) พวกเขาเจอกับแพดดี (แสดงโดย เจมส์ แม็กอะวอย) กับเคียรา (แสดงโดย ไอส์ลิง ฟรานเซียซี) 2 สามี-ภรรยาผู้แสนเป็นมิตรที่ออกท่องเที่ยวพร้อม แอนต์ (แสดงโดย แดน ฮอจห์) ลูกชายที่ไม่มีลิ้น

หลังจากผ่านบทสนทนาอันถูกคอเปี่ยมอารมณ์ขัน แพดดีกับเคียราก็เชิญเบนกับหลุยส์ไปพักร้อนที่กระท่อมน้อยแสนวิเวกของพวกเขา ด้วยความไม่อยากปฏิเสธและหวังให้การพักร้อนครั้งนี้ เป็นสะพานสานสัมพันธ์ชีวิตคู่ที่ใกล้อับปางลง ชาวอเมริกันทั้งคู่จึงตกปากรับคำและออกเดินทางไปกระท่อมกลางป่าแห่งนั้น โดยไม่เอะใจสักนิดว่า มันจะนำพาความวิปโยคมาสู่ครอบครัวพวกเขา

ทั้งต้นฉบับและเวอร์ชันอเมริกันล้วนพูดถึงประเด็นสำคัญอย่างความสุภาพ และการไม่กล้าปฏิเสธคนของชนชั้นกลาง ภาวะประนีประนอมไร้ที่จุดยืน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะจนผลักให้ตนเองหล่นลงไปสู่หุบเหวแห่งความจำยอม โดยเวอร์ชันเดนมาร์ก-เนเธอร์แลนด์ที่กำกับโดย คริสเตียน ทาฟดรัป (Christian Tafdrup) บดขยี้ตัวละครและคนดูอย่างถึงที่สุดด้วย การทำร้ายตัวละครจนแหลกละเอียด โดยเฉพาะองก์ท้ายที่ตัวละครผู้แสนสุภาพพ่ายแพ้ให้อีกฝ่ายอย่างเต็มรูปแบบ จนไม่เหลือความเป็นมนุษย์ และน่าจะเป็นอีกประเด็นที่ทำให้คนดูหงุดหงิดและขัดใจกับการตัดสินใจของตัวละครอย่างที่สุด

และเวอร์ชันอเมริกัน ‘แก้เกม’ ตรงนี้ด้วยการเล่าใหม่และเปลี่ยนรูปแบบชะตากรรมตัวละครไปโดยสิ้นเชิง ทั้งยังใส่น้ำเสียงความเป็นฮอลลีวูดเต็มขั้นด้วยฉากไล่ล่า ฉากต่อสู้ หรือแม้แต่ฉากใช้อาวุธปืน อันเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในตัวต้นฉบับ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การตัดสินใจไม่เดินตามเส้นเรื่องเดิมนี้ก็ ‘ทำงาน’ กับคนดูในอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อหนังดำเนินมาถึงครึ่งหลังและคนดูได้พบว่า พวกเขากำลังดูหนังอีกเรื่องที่ตัวละครออกเดินทางไปสู่จุดจบ ที่ต่างไปจากเวอร์ชันก่อนหน้า (ที่อีกด้านก็ทำให้สารที่พูดถึงความโอนอ่อนและความประนีประนอมแบบชนชั้นกลางจางลงไปโดยปริยาย)

Infernal Affairs(2002) หรือในชื่อไทย สองคนสองคมหนังสัญชาติฮ่องกงที่ประสบความสำเร็จถล่มทลายระดับคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลม้าทองคำ ก็เคยถูกหยิบไปดัดแปลงในชื่อ The Departed(2006) โดย มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) และเป็นหนังเพียงเรื่องเดียว (จนถึงตอนนี้) ที่ส่งสกอร์เซซีคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมออสการ์ จากการเข้าชิงทั้งสิ้น 6 ครั้ง โดยตัวต้นฉบับหนัง ว่าด้วยสายลับที่แฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มเจ้าพ่อมาเฟียฮ่องกง กับนายตำรวจที่เป็นสายให้เจ้าพ่อที่ต้องมาหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเองในที่สุด

และในเวอร์ชันของสกอร์เซซี (คนทำหนังผู้หลงใหลในเส้นเรื่องมาเฟียมาแต่ไหนแต่ไร) ก็เดินเรื่องไม่ต่างกันนัก หากแต่ฉากหลังทั้งหมดเกิดขึ้นในบอสตัน โดย บิลลี (แสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) เป็นนายตำรวจที่ได้รับมอบหมายให้แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มของ คอสเตลโล (แสดงโดย แจ็ก นิโคลสัน) เจ้าพ่อรายใหญ่แห่งบอสตัน จนสนิทสนมและถือเป็นมือขวาของคอสเตลโล อีกด้านหนึ่งคอสเตลโลก็ส่ง โคลิน (แสดงโดย แมตต์ เดมอน) ลูกน้องคนสนิทเข้าไปเป็นตำรวจ เพื่อลักลอบเอาข้อมูลมาส่งให้เขา

ว่าไปแล้วธีมของเรื่องก็ไม่ต่างจากเดิมมากนัก หากแต่น้ำเสียงการเล่าเรื่อง ท่วงท่าของการกำกับ และการตัดต่อ ทำให้แทบจะกลายเป็นหนังคนละเรื่องไปโดยปริยาย เพราะภาษาหนังของ Infernal Affairsเป็นภาษาแบบหนังเอเชียจัดๆ สกอร์เซซีก็ทำให้หนังของตนเองเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นฮอลลีวูดผ่านการแสดง การเคลื่อนกล้อง การตัดต่อ หรือแม้แต่ประเด็นการเมืองที่ว่าด้วยบรรยากาศชวนอึดอัด หวาดระแวง และสิ้นหวังของสหรัฐฯ ช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11

ในบรรดาหนังรีเมกมากมาย ที่มักหมายถึงการที่ผู้กำกับคนหนึ่งนำหนังของผู้กำกับอีกคนมาทำใหม่ แต่สำหรับ ไมเคิล ฮาเนเก (Michael Haneke) กลับตั้งใจจะรีเมกหนังของตนเองแบบเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว Funny Games(1997) หนังสัญชาติออสเตรียชวนปวดประสาทที่ส่งเขาชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ว่าด้วยครอบครัวชนชั้นกลางกับชายแปลกหน้าที่มา ‘ขอไข่ไก่’

10 ปีต่อมา ฮาเนเกหยิบหนังกลับมาเล่าใหม่อีกครั้งในปี 2007 โดยเป็นหนังร่วมทุนสร้าง 6 สัญชาติ (สหรัฐฯ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ออสเตรีย เยอรมนี และอิตาลี) ว่าด้วย 2 สามี-ภรรยาฟาร์เบอร์ จอร์จ (แสดงโดย ทิม รอธ) กับแอนน์ (แสดงโดย นาโอมิ วัตต์ส) ผู้เป็นเสมือนเจ้าแม่หนังรีเมกฮอลลีวูด) พบว่า ในเช้าวันธรรมดามีชายแปลกหน้าที่แนะนำตัวว่าชื่อ พอล (แสดงโดย ไมเคิล พิตต์) กับปีเตอร์ (แสดงโดย บราดี คอร์เบต) เข้ามาขอไข่ไก่จากพวกเขา และไม่ทันไร จอร์จก็ถูกหวดไม้กอล์ฟหวดเข้าให้ที่เข่า ส่งผลให้เขาลุกเดินเหินไม่ได้ และต้องทนดูลูกเมียถูกชายแปลกหน้า 2 คนจับเป็นตัวประกันในบ้าน หากแต่ความวายป่วงไม่ยุติเพียงแค่นั้น เมื่อทั้งสองเชื้อเชิญให้แอนน์กับลูกชายเล่นเกมชวนสยอง โดยเฉพาะเมื่อพอลบังคับให้แอนน์ค่อยๆ เปลื้องผ้าออก จากนั้นก็ตามมาด้วยกิจกรรมชวนทรมาน เมื่อคนแปลกหน้าทั้งสองเจออาวุธปืน

เวอร์ชัน 1997 ฮาเนเกทำให้คนดูสติแทบแตกและกลายเป็น ‘ฉากในตำนาน’ ของหนังไปโดยปริยาย เมื่อเหยื่อหาทางต่อสู้กลับได้ แต่ตัวละครชายแปลกหน้ากลับแก้เกมด้วยการคว้ารีโมตแล้ว ‘เล่นถอยหลัง’ เพื่อแก้ถานการณ์ให้เปลี่ยนไปจากเดิม ถือเป็นการ ‘ทำลายกำแพงที่ 4’ (Breaking the Fourth Wall) ระหว่างภาพยนตร์กับคนดูที่ทรงพลังอย่างที่สุด และยิ่งขับเน้นสารที่พูดถึงการมีส่วนร่วมกับความรุนแรงของคนดู ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม กับภาพยนตร์อันเป็นสิ่งที่ฮาเนเกย้ำอยู่บ่อยๆ ในหนังของเขา

ทั้งนี้ในเวอร์ชันฮอลลีวูดนั้น ตัวละครแอนน์ที่วัตต์สแสดงต้องเปลือยตนวาบหวิวกว่าเวอร์ชันออสเตรียอยู่มาก ราวกับฮาเนเกจะย้ำว่า แม้จะถ่ายทำทั้งเรื่องตามเวอร์ชันเก่าทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่าจะในแง่มุมกล้องหรือภาษาภาพยนตร์ แต่สิ่งที่ฟ้องว่า มันคือหนังฮอลลีวูดที่ต้องโฉ่งฉ่างกว่าเดิม คือการที่ตัวละครโป๊เปลือยมากกว่าเก่านั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...