โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ว่าด้วย ‘เศรษฐกิจสวนสัตว์’ กับเหตุผลที่เงินซื้อ ‘หมูเด้ง’ และผองเพื่อนในสวนสัตว์ไม่ได้

The MATTER

อัพเดต 03 ต.ค. 2567 เวลา 09.37 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2567 เวลา 23.35 น. • Economy

ความน่ารักตะมุตะมิของหมูเด้ง ฮิปโปแคระตัวจิ๋วแห่งสวนสัตว์เขาเขียวที่โด่งดังไปทั่วโลก ถึงขนาดแอคเคาท์แซวอีลอน มัสก์อย่าง Elon Musk (Parody) ยังทวีตติดตลกว่า ‘ผมซื้อหมูเด้งดีไหมน้า~’

แต่ผมคงต้องแสดงความเสียใจกับเหล่าเศรษฐีที่สนใจมาสู่ขอน้องหมูเด้งเอาไว้ตรงนี้ เพราะต่อให้คุณจะร่ำรวยล้นฟ้าแค่ไหนก็ไม่สามารถซื้อตัวน้อนไปจากสวนสัตว์ได้ เนื่องจากเหล่าสวนสัตว์และอควาเรียมทั่วโลกมี ‘วิธีปฏิบัติ’ ที่ยอมรับร่วมกันคือห้ามซื้อขายสัตว์ด้วยเงิน เท่ากับว่าสัตว์ทุกตัวในสวนสัตว์ถ้าไม่ได้คลอดในสวนสัตว์ รับบริจาคมา ก็มาจากการตกลงแลกเปลี่ยนระหว่างกันเท่านั้น!

ผมเลยอยากชวนผู้อ่านไปทำความรู้จัก ‘เศรษฐกิจสวนสัตว์’ ที่มาที่ไปซึ่งทำให้เหล่าสวนสัตว์ตัดสินใจทิ้งเครื่องมือที่สะดวกสบายอย่าง ‘เงินตรา’ แล้วหันไปใช้ระบบโบราณอย่างการเจรจาต่อรอง พร้อมกับทำความรู้จักระบบแลกเปลี่ยนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันร่วมกันครับ

ความโหดร้ายของสวนสัตว์ยุคแรกเริ่ม

สวนสัตว์สมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้าในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยสัตว์ทั้งหมดที่ถูกนำมาแสดงจะเป็นสัตว์ที่หาไม่ได้ในท้องถิ่น แต่ถูกล่ามาจากธรรมชาติ โดยเหล่านายพรานทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นผ่านการว่าจ้างของบริษัทเอกชน

หรือบางทีเหล่าเจ้าอาณานิคมก็จะได้รับสัตว์ป่าหายากเป็นของขวัญจากเหล่าประเทศภายใต้อาณัติในแอฟริกาและเอเชีย สัตว์ในสวนสัตว์จึงไม่ต่างจากสินทรัพย์สร้างรายได้ ยิ่งสัตว์หายาก ตัวใหญ่ และแปลกใหม่ก็จะยิ่งดึงดูดผู้ชมและนำรายได้เข้าสวนสัตว์มหาศาล

ชายผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงสวนสัตว์สมัยนั้นชื่อว่า คาร์ลฮาเก็นเบ็ค(Carl Hagenbeck) นักธุรกิจชาวเยอรมนีที่เริ่มเข้าวงการสวนสัตว์และละครสัตว์ด้วยการจัดแสดงแมวน้ำ 6 ตัวที่เมืองฮัมบูร์ก ก่อนจะผันตัวเป็นพ่อค้าสัตว์หายาก ผู้บริหารสวนสัตว์ และเจ้าของคณะละครสัตว์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งยุคสมัย

เขาสามารถจัดหาสัตว์ทุกชนิดได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นหมีขาว ฮิปโปโปเตมัส ช้าง ยีราฟ หรือสิงโต สัตว์แต่ละชนิดจะถูกตั้งราคาตามขนาด ความมีชีวิตชีวา และความหายาก พร้อมรับประกันความพึงพอใจและยินดีคืนเงินหากสีและขนาดไม่เป็นไปตามต้องการหรือในกรณีที่สัตว์ป่วยตาย สวนสัตว์ที่ยุโรปและอเมริกาต่างใช้บริการของเขาอย่างแพร่หลาย โดยเขาจะได้รับรายการสัตว์ชนิดที่สวนสัตว์ต่างๆ ต้องการก่อนออกเดินทางเพื่อล่าสัตว์เหล่านั้นมาส่งมอบ

บันทึกความทรงจำ คาร์ล ฮาเก็นเบ็คบรรยายฉากนองเลือดอย่างน่าสะพรึงกลัว ทีมนายพรานนักล่ามักจะพุ่งเป้าไปที่สัตว์ป่าที่อยู่เป็นครอบครัวก่อนจะลงมือฆ่าพ่อแม่แล้วจับลูกมาส่งให้กับสวนสัตว์

ชื่อเสียงของแวดวงสวนสัตว์ย่ำแย่ลงไปอีกเมื่อ คาร์ล ไม่ได้นำกลับมาแต่สัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังพาชนพื้นเมืองจากที่ต่างๆ กลับมาจัดแสดงในฐานะ ‘สวนมนุษย์’ ไม่ว่าจะเป็นชาวเอสกิโม ชนเผ่าจากหมู่เกาะซามัว ชาวซูดาน และชาวฟูเอเจียนส์ (Fuegians) จากติเอร์ราเดลฟูเอโก (Tierra del Fuego)

สวนสัตว์หลายแห่งเริ่มพยายามถอยตัวเองออกห่างจากเหล่านักล่าที่ใช้วิธีล่าสัตว์อย่างโหดร้ายทารุณกรรม แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะตราบใดที่สัตว์ป่าเหล่านั้นยังคงมี ‘ราคาตลาด’ เหล่านักล่าย่อมมีแรงจูงใจที่จะจัดหาสัตว์เหล่านั้นมาป้อนให้กับสวนสัตว์ และที่สำคัญคือไม่มีใครพิสูจน์ได้จริงๆ ว่าสัตว์ป่าเหล่านั้นถูกจับมาอย่างไรในธรรมชาติ

หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาดคือการตัด ‘เงิน’ ออกจากสมการ

จุดพลิกผันในปี1973

ลมเริ่มเปลี่ยนทิศในทศวรรษ 1960 - 1970 เมื่อเหล่าประเทศในแถบเอเชียและแอฟริกาเริ่มแสดงความไม่พอใจที่เหล่านักล่าจากต่างแดนเข้ามาช่วงชิงทรัพยากรสัตว์ป่าแล้วเอากลับไปจัดแสดงในสวนสัตว์ พร้อมกับกระแสเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง

โดยมีจุดกำเนิดคือหนังสือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน (Silent Spring)’ โดยราเชลคาร์สัน(Rachel Carson) ที่ชวนให้คนฉุกคิดและเสนอแง่มุมใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสัตว์ป่า

จุดเปลี่ยนสำคัญในแวดวงสวนสัตว์เกิดขึ้นในปี 1973 ในการประชุมระดับโลกเรื่องสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ (World Convention on Endangered Species) ณ กรุงวอชิงตันที่มี 88 ประเทศเข้าร่วมโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศและบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการอนุรักษ์อย่างจริงจัง

ท่ามกลางการประชุมที่มีทีท่าว่าจะไร้ข้อสรุปก็เกิดข่าวใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ตำรวจนิวยอร์กตรวจสอบพบการลักลอบค้าชิ้นสวนสัตว์ป่าครั้งมโหฬารที่สนามบินเจเอฟเค พวกเขาพบกล่องพัสดุชิ้นหนึ่งที่เสียหายซึ่งภายในบรรจุหนังสัตว์ปริมาณมหาศาล เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นหนังสัตว์ป่าผิดกฎหมายจากทั่วทุกมุมโลก ประกอบด้วยทั้งหนังเสือดาว เสือจากัวร์ เสือดำ และเสือชีตาห์จำนวนรวบกันนับ 100,000 ชิ้น หนึ่งในข้อเท็จจริงที่น่าเศร้าคือราว 1 ใน 10 ของประชากรเสือชีตาห์ทั้งโลกถูกบรรจุอยู่ในกล่องนี้ในสภาพไร้ชีวิตแต่หลงเหลือแค่ผืนหนัง

ข่าวที่น่าตื่นตระหนกทำให้การประชุมครั้งนั้นได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนในชื่ออนุสัญญาไซเตส หรืออนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) พร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าในหลายประเทศทั่วโลก

อนุสัญญาไซเตสระบุว่าการซื้อขายสัตว์ใกล้สูญพันธุ์จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาต โดยผู้ขอจะต้องให้เหตุผลรองรับว่าการซื้อขายนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชากรสัตว์ป่าในธรรมชาติซึ่งนับเป็นเงื่อนไขที่ยุ่งยากอย่างยิ่งในการพิสูจน์ อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาดังกล่าวเปิดช่องไว้ว่าถ้าการแลกเปลี่ยนนั้นไม่มีใครจ่ายหรือได้รับเงิน ก็ไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาต

แม้ว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะสัตว์ป่าใกล้สูญพันธ์ แต่สวนสัตว์และอควาเรียมทั่วโลกก็ใช้หลักการเดียวกันนี้กับสัตว์ป่าทุกชนิด พวกเขาตัดสินใจยุติการ ‘แปะราคา’ สัตว์ป่า เพราะสัตว์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นสินค้า ไม่ควรถูกกำหนดราคา และไม่ควรซื้อหาได้ด้วยเงิน

เมื่อตัดเงินออกจากสมการ เหล่าสวนสัตว์และอควาเรียมก็หันไปใช้ระบบโบร่ำโบราณนั่นคือระบบต่อรองแลกเปลี่ยนนั่นเอง

เศรษฐกิจสวนสัตว์ยุคไม่ใช้เงิน

นึกภาพไม่ออกใช่ไหมครับว่าสวนสัตว์แต่ละแห่งเขาเสนอแลกสัตว์แต่ละชนิดกันอย่างไร

หนึ่งในตัวอย่างคือแพลตฟอร์ม Animal Exchange ของสมาคมสวนสัตว์และอควาเรียม (Association of Zoos and Aquariums) องค์กรไม่แสวงหากำไรของสหรัฐอเมริกาซึ่งเปิดพื้นที่ให้เหล่าสวนสัตว์ที่เป็นสมาชิกโพสต์ระบุว่า ต้องการสัตว์ชนิดไหนเพิ่มเติม และมีสัตว์ชนิดไหนล้นเกินพร้อมส่งมอบให้สวนสัตว์แห่งอื่นรับไปดูแล แต่น่าเสียดายที่แพลตฟอร์มดังกล่าวจำกัดเฉพาะสวนสัตว์ที่เป็นสมาชิกเท่านั้นที่จะเข้าไปดูได้ เราก็เลยอดเห็นความคึกคักและอัตราแลกเปลี่ยนของเหล่าสรรพสัตว์

สตีฟ เบย์ลีย์ (Steve Bailey) ผู้ดูแลสัตว์น้ำประจำนิวอิงแลนด์อควาเรียมให้สัมภาษณ์กับนักข่าวจากสำนักข่าว NPR ประเทศสหรัฐอเมริกาว่าด้วยความพยามตามหาปลาลุคดาวน์ (Lookdown) ปลาทะเลสีเงินหน้าตาแปลกประหลาดราวกับมองเหยียดลงข้างล่างตลอดเวลา เขารู้ว่าอควาเรียมที่นอร์ธแคโรไลนามีปลาดังกล่าว แต่อควาเรียมแห่งนั้นต้องการปลาสไนป์ฟิช (Snipefish) ปลาจมูกยาวซึ่งสตีฟต้องไปแลกมาจากอควาเรียมที่ญี่ปุ่นด้วยปลาลัมป์ฟิช (Lumpfish) ปลากลมก้อนตะมุตะมิที่เขามีอยู่

ปลา Lookdown

ในที่สุดเขาก็ได้ปลาลุคดาวน์สมใจ แต่กว่าจะได้มาก็ต้องผ่านกระบวนการยุ่งยากสลับซับซ้อนและการพูดคุยหลายต่อหลายรอบ ชวนให้เราอดสำนึกไม่ได้ว่าตัวกลางอย่าง ‘เงิน’ นั้นช่วยให้ชีวิตในปัจจุบันของเราสะดวกสบายมากมายเพียงใด

สตีฟยังเล่าอีกว่าดีลที่ดีที่สุดที่เขาทำได้สำเร็จคือการแลกนกพัฟฟินหนึ่งฝูงกับปลาแมคเคอเรล 800 ตัว

ที่สำคัญ การส่งต่อสัตว์ภายใต้การดูแลไปที่สวนสัตว์อีกแห่งหนึ่งนั้นก็มีรายละเอียดมากมาย เหล่าสวนสัตว์ต้นทางย่อมทั้งรักทั้งห่วงทั้งหวง จึงต้องตรวจเช็คเรื่องความเหมาะสมของสถานที่เลี้ยงของสวนสัตว์ปลายทางและการขนส่งที่ปลอดภัยสะดวกสบายก่อนจะตัดสินใจดำเนินการแลกเปลี่ยนหรือบริจาคสัตว์ที่อยู่ภายใต้การดูแล

เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ในสวนสัตว์และอควาเรียมจึงไม่ใช่ของซื้อของขาย แต่เป็นเสมือนลูกๆ ภายใต้การดูแลอย่างรักใคร่ของพนักงานในสวนสัตว์ ดังนั้นต่อให้มีเงินมากมายล้นฟ้าก็มาขอซื้อไม่ได้นะครับ!
รู้หมือไร่?
แน่นอนครับว่ากรณีดังกล่าวย่อมมีข้อยกเว้น ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือเจ้าหมีแพนด้าที่หากสวนสัตว์ประเทศใดต้องการรับตัวไปดูแลจะต้องทำสัญญา ‘เช่า’ โดยตรงกับรัฐบาลจีน ทั้งนี้น้อนจะมีค่าตัวแตกต่างกันไปตามตกลง แต่ที่สำคัญคือต้องดูแลอย่างประคบประหงมและหากแพนด้าตายภายใต้การดูแลก็ต้องเสียค่าปรับอีกด้วย
อย่างค่าเช่า ‘ช่วงช่วง-หลินฮุ่ย’ แพนด้าที่มาพำนักในประเทศไทยจะอยู่ที่ปีละ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 10 ปีแรก ถ้าต่อสัญญาก็จะอยู่ที่ปีละ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากแพนด้าภายใต้การดูแลเสียชีวิตเพราะความประมาทก็ต้องเสียเพิ่มอีก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเม็ดเงินทั้งหมดจะถูกนำเข้าโครงการอนุรักษ์แพนด้าของประเทศจีน

อ้างอิงจาก

How Do Animals End Up in the Zoo?

The Economics of Zoos

The Zoo Economy

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...