โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ดร. ศุภวุฒิ” ประธานสภาพัฒน์ฯ เปิดเหตุผล ทำไมทั่วโลกกลัวสินค้าทะลักจากจีน แล้วไทยจะสู้ได้ไหม?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.ย 2567 เวลา 09.12 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2567 เวลา 12.00 น.

ดร. ศุภวุฒิ ประธานสภาพัฒน์ฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ถึงมุมมองอนาคตเศรษฐกิจไทย โดยส่วนหนึ่งได้กล่าวถึงกระแสสินค้าทะลักจากจีน โดยระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกรวมถึงไทยกลัวจีนมากขึ้นเพราะไม่สามารถแข่งขันด้านสินค้าอุตสาหกรรมได้ แต่ไทยยังสู้จีนได้ด้วยจุดแข็งด้านอาหารและภาคการเกษตร

ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยปัจจุบันประเทศไทยกลัวและเกรงใจจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยทั้งภาคการค้าและการท่องเที่ยว

“ตอนนี้เราขาดดุลการค้ากับจีนมาแล้วประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่อนข้างเยอะมาก หากหักลบกับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในไทยแล้วก็ยังขาดดุลประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ”

อย่างไรก็ตามปัจจุบันไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้นที่ไม่สามารถแข่งขันกับจีนในด้านสินค้าอุตสาหกรรมได้ แต่ประเทศฝั่งอเมริกาและยุโรปก็แข่งขันไม่ได้เช่นกัน เห็นได้จากการตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนในปัจจุบัน

โดยสาเหตุที่มองว่าไทยไม่สามารถแข่งขันกับจีนในด้านสินค้าอุตสาหกรรมได้มาจากการที่จีนมีปัญหาเรื่องภาคอสังหาริมทรัพย์จากการที่ผลิตที่อยู่อาศัยเกินความต้องการ ทำให้มีการเก็งกำไร ซึ่งรัฐบาลจีนไม่ได้เข้ามาดูแลผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ผลิตที่อยู่อาศัยเกินความต้องการของประชาชนในยุคที่จำนวนประชากรแก่ตัวลง

“การที่รัฐบาลจีนไม่เข้ามาอุ้มภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นสาเหตุที่ทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุนของจีนลดลง ประชาชนจึงหันมาออมมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมในประเทศต้องดิ้นรนเพราะว่าความต้องการในประเทศหายไป แต่แม้การลงทุนของจีนลดลงแต่การลงทุนก็ยังมากกว่าการบริโภค ไม่มีประเทศใดในโลกที่เป็นแบบนี้ โดยจีนลงทุน 40% บริโภค 30% ซึ่งเมื่อการลงทุนมากกว่าการบริโภคทำให้ไม่สามารถขายในประเทศได้ ต้องไปขายในต่างประเทศ”

ขณะที่รัฐบาลจีนมีโนบายที่ให้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจและการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไม่สามารถทำให้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจได้ จึงสนับสนุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สินค้า high-tech และ สินค้าที่มีความสำคัญด้านความมั่นคงทางทหาร

“จะเห็นว่าการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของจีนขยับขึ้น แต่อุปสงค์ในประเทศลดลง สินค้าที่ผลิตได้ก็ต้องส่งออกและไม่ได้ส่งออกมาถล่มแค่ไทยแต่ถล่มทั้งโลก เราไม่มีทางสู้ประเทศที่มีประชากร 1,400 ล้านคน และมีรัฐบาลที่สนับสนุนเทคโนโลยีได้ ในปี 2019-2020 การเกินดุลการค้าอุตสาหกรรมของจีนกับอาเซียนก็ขยับเพิ่มขึ้นมาก”

จุดแข็งของไทย

ใช้แข่งขันกับจีนได้

ดร. ศุภวุฒิ กล่าวว่า หากจะถามว่าแล้วไทยจะสามารถแข่งขันหรือสู้กับจีนได้อย่างไร มี 1 เรื่องที่จีนไม่เก่ง คือเรื่องอาหาร โดยจีนนำเข้าอาหารโดยเฉพาะธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวสาลี น้ำมันพืชสำหรับปรุงอาหาร โดยเฉพาะถั่วเหลืองเป็นจำนวนมาก โดยในปี ค.ศ. 2000 จีนพึ่งต่างประเทศด้านอาหารที่ 6% ปัจจุบันบันพึ่งพาอยู่ 34%

ซึ่งสาเหตุที่จีนไม่เก่งเรื่องอาหารเนื่องจากจีนต้องการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจึงต้องดึงคนจากภาคเกษตรเข้ามาในภาคการผลิต ขณะที่จีนเป็นประเทศที่มีดินที่สามารถใช้ปลูกพืชได้น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร โดยประชากรจีนมีสัดส่วน 20% เมื่อเทียบกับประชากรโลก 7,000 ล้านคน แต่มีดินที่ปลูกพืชได้ 10% ของโลกเท่านั้น

“ประเทศไทยนำเข้าอาหารประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมูลค่าถือว่าน้อยมาก แต่เราป็นอันดับ 4 ที่นำเข้าอาหารของโลก ดังนั้นไทยต้องเดินไปในเรื่องเกี่ยวกับการเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากเพราะตอนนี้ภาคการเกษตรของไทยมีสัดส่วน 6% ของจีดีพี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาน 20-30% ทำอย่างไรก็โตไม่ทัน แต่ในระยะยาวก็ต้องทำ ทำให้เป็นเหมือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่ส่งออกสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง”

ดร. ศุภวุฒิกล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาของภาคการเกษตรไทยคือการที่ภาคเกษตรไทยมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำโครงการช่วยเหลือเกษตรกรจึงเน้นเรื่องการแจกเงิน เช่น โครงการไร่ละ 1,000 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบเงินให้เปล่า ไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพการเกษตร ไม่มีการจูงใจให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี

“งบประมาณภาคเกษตรไทยมีกว่า 1 แสนล้านบาท แต่นำไปใช้กับโครงการประกันราคา ประกันรายได้ ไม่ได้พัฒนาคุณภาพ ทางเลือกของประเทศไทยคือภาคการเกษตรเพราะจีนเดินทางนี้ต่อไม่ได้ ขณะที่ไทยแม้ภาคการเกษตรจะเป็นแบบนี้แต่ด้วยความที่ดินดี มีน้ำเยอะ ดีจนภาคการเกษตรไทยผลผลิตต่อไร่ไม่ดีขึ้นเลยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขนาดไม่ดีขึ้นแต่ไทยก็ยังส่งออกสินค้าเกษตรทุกปี และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรลำดับต้นๆ ของโลก”

MEMBERSHIP อ่านฉบับเต็ม “ประธานสภาพัฒน์ มองอนาคตประเทศไทย”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกันยายน 2567 ฉบับที่ 509 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...