“ดร. ศุภวุฒิ” ประธานสภาพัฒน์ฯ เปิดเหตุผล ทำไมทั่วโลกกลัวสินค้าทะลักจากจีน แล้วไทยจะสู้ได้ไหม?
ดร. ศุภวุฒิ ประธานสภาพัฒน์ฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ถึงมุมมองอนาคตเศรษฐกิจไทย โดยส่วนหนึ่งได้กล่าวถึงกระแสสินค้าทะลักจากจีน โดยระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกรวมถึงไทยกลัวจีนมากขึ้นเพราะไม่สามารถแข่งขันด้านสินค้าอุตสาหกรรมได้ แต่ไทยยังสู้จีนได้ด้วยจุดแข็งด้านอาหารและภาคการเกษตร
ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยปัจจุบันประเทศไทยกลัวและเกรงใจจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยทั้งภาคการค้าและการท่องเที่ยว
“ตอนนี้เราขาดดุลการค้ากับจีนมาแล้วประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่อนข้างเยอะมาก หากหักลบกับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในไทยแล้วก็ยังขาดดุลประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ”
อย่างไรก็ตามปัจจุบันไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้นที่ไม่สามารถแข่งขันกับจีนในด้านสินค้าอุตสาหกรรมได้ แต่ประเทศฝั่งอเมริกาและยุโรปก็แข่งขันไม่ได้เช่นกัน เห็นได้จากการตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนในปัจจุบัน
โดยสาเหตุที่มองว่าไทยไม่สามารถแข่งขันกับจีนในด้านสินค้าอุตสาหกรรมได้มาจากการที่จีนมีปัญหาเรื่องภาคอสังหาริมทรัพย์จากการที่ผลิตที่อยู่อาศัยเกินความต้องการ ทำให้มีการเก็งกำไร ซึ่งรัฐบาลจีนไม่ได้เข้ามาดูแลผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ผลิตที่อยู่อาศัยเกินความต้องการของประชาชนในยุคที่จำนวนประชากรแก่ตัวลง
“การที่รัฐบาลจีนไม่เข้ามาอุ้มภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นสาเหตุที่ทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุนของจีนลดลง ประชาชนจึงหันมาออมมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมในประเทศต้องดิ้นรนเพราะว่าความต้องการในประเทศหายไป แต่แม้การลงทุนของจีนลดลงแต่การลงทุนก็ยังมากกว่าการบริโภค ไม่มีประเทศใดในโลกที่เป็นแบบนี้ โดยจีนลงทุน 40% บริโภค 30% ซึ่งเมื่อการลงทุนมากกว่าการบริโภคทำให้ไม่สามารถขายในประเทศได้ ต้องไปขายในต่างประเทศ”
ขณะที่รัฐบาลจีนมีโนบายที่ให้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจและการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไม่สามารถทำให้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจได้ จึงสนับสนุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สินค้า high-tech และ สินค้าที่มีความสำคัญด้านความมั่นคงทางทหาร
“จะเห็นว่าการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของจีนขยับขึ้น แต่อุปสงค์ในประเทศลดลง สินค้าที่ผลิตได้ก็ต้องส่งออกและไม่ได้ส่งออกมาถล่มแค่ไทยแต่ถล่มทั้งโลก เราไม่มีทางสู้ประเทศที่มีประชากร 1,400 ล้านคน และมีรัฐบาลที่สนับสนุนเทคโนโลยีได้ ในปี 2019-2020 การเกินดุลการค้าอุตสาหกรรมของจีนกับอาเซียนก็ขยับเพิ่มขึ้นมาก”
จุดแข็งของไทย
ใช้แข่งขันกับจีนได้
ดร. ศุภวุฒิ กล่าวว่า หากจะถามว่าแล้วไทยจะสามารถแข่งขันหรือสู้กับจีนได้อย่างไร มี 1 เรื่องที่จีนไม่เก่ง คือเรื่องอาหาร โดยจีนนำเข้าอาหารโดยเฉพาะธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวสาลี น้ำมันพืชสำหรับปรุงอาหาร โดยเฉพาะถั่วเหลืองเป็นจำนวนมาก โดยในปี ค.ศ. 2000 จีนพึ่งต่างประเทศด้านอาหารที่ 6% ปัจจุบันบันพึ่งพาอยู่ 34%
ซึ่งสาเหตุที่จีนไม่เก่งเรื่องอาหารเนื่องจากจีนต้องการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจึงต้องดึงคนจากภาคเกษตรเข้ามาในภาคการผลิต ขณะที่จีนเป็นประเทศที่มีดินที่สามารถใช้ปลูกพืชได้น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร โดยประชากรจีนมีสัดส่วน 20% เมื่อเทียบกับประชากรโลก 7,000 ล้านคน แต่มีดินที่ปลูกพืชได้ 10% ของโลกเท่านั้น
“ประเทศไทยนำเข้าอาหารประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมูลค่าถือว่าน้อยมาก แต่เราป็นอันดับ 4 ที่นำเข้าอาหารของโลก ดังนั้นไทยต้องเดินไปในเรื่องเกี่ยวกับการเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากเพราะตอนนี้ภาคการเกษตรของไทยมีสัดส่วน 6% ของจีดีพี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาน 20-30% ทำอย่างไรก็โตไม่ทัน แต่ในระยะยาวก็ต้องทำ ทำให้เป็นเหมือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่ส่งออกสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง”
ดร. ศุภวุฒิกล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาของภาคการเกษตรไทยคือการที่ภาคเกษตรไทยมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำโครงการช่วยเหลือเกษตรกรจึงเน้นเรื่องการแจกเงิน เช่น โครงการไร่ละ 1,000 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบเงินให้เปล่า ไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพการเกษตร ไม่มีการจูงใจให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี
“งบประมาณภาคเกษตรไทยมีกว่า 1 แสนล้านบาท แต่นำไปใช้กับโครงการประกันราคา ประกันรายได้ ไม่ได้พัฒนาคุณภาพ ทางเลือกของประเทศไทยคือภาคการเกษตรเพราะจีนเดินทางนี้ต่อไม่ได้ ขณะที่ไทยแม้ภาคการเกษตรจะเป็นแบบนี้แต่ด้วยความที่ดินดี มีน้ำเยอะ ดีจนภาคการเกษตรไทยผลผลิตต่อไร่ไม่ดีขึ้นเลยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขนาดไม่ดีขึ้นแต่ไทยก็ยังส่งออกสินค้าเกษตรทุกปี และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรลำดับต้นๆ ของโลก”
MEMBERSHIP อ่านฉบับเต็ม “ประธานสภาพัฒน์ มองอนาคตประเทศไทย”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกันยายน 2567 ฉบับที่ 509 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/