ชะตา 44 สส.ก้าวไกล กับการแก้ ม.112 หนทางอันริบหรี่ที่เกิดได้ยาก
ชะตา 44 สส.ก้าวไกล กับการแก้ ม.112 หนทางอันริบหรี่ที่เกิดได้ยาก
แม้ว่าพรรคก้าวไกล พรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง เป็นอันดับ 1 ในการลือกตั้ง จะถูกศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินยุบพรรคเนื่องจากการเสนอแก้ไข มาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามแต่ก็ใช่ว่าจะจบสิ้นไป เพราะยังมีบ่วง 44 สส.ของพรรคที่กำลังรอการตรวจสอบอยู่ จากการที่มีนักร้องเรียนยื่นถึง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้รีบดำเนินการไต่สวนจริยธรรมร้ายแรง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกลที่ยื่นเรื่องแก้ไขมาตรา 112 โดยศาลอาจมีคำสั่งให้ยุติการปฎิบัติหน้าที่ หรือร้ายแรงที่สุดคือการตัดสินประหารชีวิตทางการเมืองโดยการห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกอย่างตลอดชีวิต
"ให้ไต่สวนจริยธรรมร้ายแรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล 44 คนที่ลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 นับเวลาหกเดือนกับอีกหกวันและศาลได้วินิจฉัยโดยหยิบเอาประเด็นนี้มาวินิจฉัยสองถึงสามครั้งว่าเป็นการกระทำที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกเซาะกลอนบ่อน ทำลายและเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การวินิจฉัยพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 10" นายสนธิญากล่าว
ซึ่งนักวิชาการหลายท่านก็มองว่ามีโอกาสที่จะเป็นไปได้เพราะ คำวินิจฉัยศาลนั้น ผูกพันกับทุกองค์กรพฤติกรรมของ 44 สส.คนไหนที่มีการบ่อนทำลายหรือเซาะกร่อนสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะเป็นการเข้าข่ายของห้ามขอศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจารย์ท่านพักผ่อนก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า
"ตั้งแต่คดีล้มล้างศาลใช้กระบวนการที่เป็นมาตรฐานสูงสุดนั่นแปลว่าข้อมูลทุกอย่าง ที่เป็นการสอบก่อนบ่อนทำลายมีรายละเอียดทั้งหมดซึ่งประเด็นวินิจฉัยของศาลผูกพันทุกองค์กรสำนวนคดีทั้งหมด ป.ป.ช.ก็จะต้องได้รับการส่งมอบจากศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น สส. 44 คน คนไหนที่มีพฤติกรรมเซราะก่อน บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ก็โดนหมดเรียกว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางการเมือง" อาจารย์ธนพร กล่าว
ซึ่งโทษในแต่ละอันก็จะแตกต่างกันเพราะต้องมีการไต่สวน 44 สส. ถึงความหนักเบาของแต่ละคดี ตามที่อาจารย์ยุทธพร อิสรชัยเปิดเผยออกมา
"เรื่องจริยธรรมนั้นมีโทษค่อนข้างกว้างตั้งแต่การตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตหรือยกคำร้องเพราะต้องร้อง ปปช.สอบก่อนฟังความหนักเบาซึ่งก็เป็นไปได้ว่าแต่ละคนจะมีโทษไม่เท่ากัน "อาจารย์ยุทธพรกล่าว
แต่ทางอาจารย์เจษ มองว่าคำวินิจฉัยของศาลที่หยิบเอาเรื่องจากในสภาขึ้นมาพูดบนเวทีปราศรัยนั้นถ้าเอาแยกเพียงแค่ 44 สส.ในการแก้ไข ม.112 อาจจะยังมีช่องที่จะไม่ถือว่าขัดจริยธรรมร้ายแรง
"มองจากคำวินิจฉัยของศาลทั้งสองศาลบอกว่าการหยิบเอาเรื่องจากในสภามาพูดในเวที ไปทำแบบนี้ทั้งหมดยังคิดว่าถ้าเอาแยกแค่ 44 สส. ในเรื่องการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมอาจจะยัง มีช่องที่ไม่ถือว่าขาดจริยธรรมร้ายแรงหรือเป็นช่องที่ทำโดยไม่ชอบ" อาจารย์เจษกล่าว
หากมองดูแล้วการแก้ไขมาตรา 112 ก็ยังมีอีกวิธีที่สามารถยื่นเรื่องได้คือการแก้ไขในสภาผู้แทนราษฎรโดยเป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติ โดยนักวิชาการต่างก็บอกว่าสามารถทำได้
"ศาลไม่ได้ห้ามคำวินิจฉัยของศาลก็ไม่ได้ห้ามแต่เนื่องจากบรรทัดฐานที่สร้างไว้นี่คือการจัดระเบียบจัดเข้าไปในระเบียบความคิดว่าอย่าแตะต้อง ถ้าไปแตะต้องพรรคการเมืองทุกพรรคไม่ว่าพรรคไหนก็ตามมีความเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรคแล้วก็ตัดสิทธิ์แบบนี้แปลว่าจะไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าทำแบบนี้แน่นอน" อาจารย์ธนพรเผย
"คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ยากแต่ไม่ได้บอกว่าการวินิจฉัยของศาลจะเป็นการปิดทาง แต่ถ้าจะแก้ในทางที่ก้าวไกลเสนอนั้นมองว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก" อาจารย์ยุทธพรเผย
"คิดว่าทำได้ทั้งคำอธิบายของนายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภา และของศาลรัฐธรรมนูญประมวลได้ว่าถ้าเป็นการเสนอผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติจะไม่ต้องด์ค่าและทำให้สถานะของพระมหากษัตริย์ถูกกระทบกระเทือน หรือต้องไม่ทำให้ความทุกข์ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์สูญเสียไปต้องไม่ให้สถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นคู่ขัดแย้งนี่คือหลักนิติบัญญัติโดยชอบแต่ถ้าไม่ใช่ก็จะเป็น หลักนิติบัญญัติโดยไม่ชอบอันนี้ทั้งคำอธิบายของรองประธานสภาและศาลรัฐธรรมนูญสอดคล้องกัน แต่ว่าหากไม่ได้เสนอแบบเดิมก็สามารถทำได้" อาจารย์เจษ เผย
ซึ่งจากนักวิชาการทั้งสามท่านที่ได้กล่าวออกมามีโอกาสแก้มาตรา 112 ในสภาได้โดยไม่ขัดแย้งกับสถานะของพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่เคารพรักของประชาชนแต่ก็มีบางส่วนมองว่ามีโอกาสแต่น้อยมากๆซึ่งเป็นด่านสำคัญสำหรับการแก้มาตรา 112 สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ ป.ป.ช. ว่าจะยื่นเรื่องนี้เพื่อพิจารณาต่อไปหรือไม่อย่างไร