โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่องกระแส Green Technology กับโอกาสลงทุนสร้างผลตอบแทนระยะยาว

Wealthy Thai

อัพเดต 30 ม.ค. 2568 เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2567 เวลา 05.12 น.

ตลาดเทคโนโลยีรักษ์โลก หรือ Green Technology ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะยาว รายงานล่าสุดจากศูนย์วิจัยการตลาด SNS Insider ได้เผยว่า มูลค่าของตลาดดังกล่าวมีโอกาสโตแตะ 136,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2032 จากเดิมที่ประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) คาดว่าจะอยู่ที่ 24.4% ในช่วงปี 2024 ถึง 2032 ซึ่งปัจจัยหนุนการเติบโตของตลาด Green Technology มีดังนี้

1.นโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาดของภาครัฐทั่วโลก

ในปัจจุบันทั่วโลกมองเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ทำให้พลังงานขาดตลาดจนเกิดวิกฤติเงินเฟ้อราคาพลังงานนั้น ทั่วโลกยิ่งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องหาพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน
ซึ่งในตอนนี้รัฐบาลในหลากหลายประเทศทั่วโลกพยายามสนับสนุนเทคโนโลยีสีเขียวมากขึ้น ไม่ว่าจะโดยการออกแผนยุทธศาสตร์ชาติ กฎหมาย หรือนโยบายสร้างแรงจูงใจ เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ ยกตัวอย่างเช่น Inflation Reduction Act of 2022 ของสหรัฐฯ ที่แบ่งงบประมาณไว้สำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งการสนับสนุนของรัฐบาลทั่วโลกนั้นก็มีแนวโน้มทำให้ตลาด Green Technology เติบโตอย่างก้าวกระโดด

2.ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าและบริการที่รักษ์โลก

ผลสำรวจจาก PwC พบว่ามีจำนวนผู้บริโภคมากกว่า 85% ที่รายงานว่าได้รับผลกระทบจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงโดยตรงในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้พวกเขาหันมาสนใจการบริโภคอย่างยั่งยืนมากขึ้น โดย 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาพร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 9.7% สำหรับสินค้าและบริการที่ไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมไปถึงวิธีการผลิตสินค้าเหล่านี้ด้วย

3.เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในปัจจุบันช่วยให้ราคาสินค้าในกลุ่ม Green Technology จับต้องได้มากขึ้น

รายงานจากบริษัทโทเทิล เอนไวโรเมนทอล โซลูชั่นส์ จำกัด (TES) ได้กล่าวว่าราคาพลังงานสะอาดนั้นลดลงมาเรื่อยๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น ราคาโซลาร์เซล และราคาแบตเตอรี่ ได้ลดลงถึง 87% และ 85% ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น การใช้พลังงานไฮโดรเจนจะยิ่งช่วยทำให้ราคาพลังงานสะอาดในอนาคต ปรับตัวลงต่ำกว่าราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเสียอีก ซึ่งราคาสินค้าในกลุ่ม Green Technology ที่ถูกลงนั้นจะช่วยให้มีคนซื้อสินค้าเหล่านี้ได้มากขึ้น
จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีแนวโน้มที่ความต้องการ Green Technology จะมากขึ้นในอนาคตและดันให้ตลาดขยายตัวได้ดี ซึ่งนี่เป็นข่าวดีสำหรับบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ และเป็นโอกาสที่น่าคว้าสำหรับนักลงทุนที่สนใจ
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของ Green Technology เป็นแนวโน้มระยะยาว และยังไม่ยังรู้แน่ชัดว่าบริษัทไหนจะโดดเด่น ดังนั้นบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน Carbon Collective จึงแนะนำให้นักลงทุนถือ EFT ธีมพลังงานสะอาด หรือ รักษ์โลกแทน เนื่องจาก EFT ช่วยกระจายการลงทุนไปยังบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมนี้ และยังสามารถถือระยะยาวได้ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...