โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ESG กับการดำเนินธุรกิจ ในโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มิ.ย. 2565 เวลา 07.58 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2565 เวลา 02.55 น.

คอลัมน์ : Smart SME ผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

แนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน” (sustainability development) โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (environment) สังคม (social) และการกำกับดูแลกิจการ (governance) หรือที่เรียกโดยย่อว่า ESG นั้น

เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางทั่วโลกในปัจจุบัน เนื่องจากการทำธุรกิจยุคใหม่การสามารถชนะใจผู้บริโภคนั้นต้องไม่มุ่งแต่การแสวงหากำไรเพื่อประโยชน์สูงสุดของธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคม ในมิติด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านจรรยาบรรณธุรกิจ และการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

โดยแนวคิด ESG จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจ ด้วยการสะท้อนบทบาทความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสามารถสร้างการแข่งขันในการทำธุรกิจสู่ตลาดสากลได้

ESG สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างไร

เมกะเทรนด์เพื่อโลกสีเขียว เป็นแนวโน้มสำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ทั่วโลกยอมรับ มาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 ของทุกภาคส่วน มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อชะลอวิกฤตทางด้านสิ่งแวดล้อมของโลก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มรักษ์โลกเพื่อช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

รวมถึงข้อมูลด้านความยั่งยืนขององค์กรที่ผู้บริโภคจะต้องรับรู้ การสร้างความเข้าใจเพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีตระหนักและเข้าใจว่าการทำธุรกิจโดยคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG จะช่วยเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับองค์กรได้อย่างไร ?

ประการแรก ต้องเข้าใจว่าการทำธุรกิจในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต ผู้บริโภคได้ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันโดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น และยินดีที่จะจับจ่ายใช้สอยผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในราคาที่สูงกว่าสินค้าราคาปกติ ซึ่งเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีต้องมีการปรับตัวเพื่อรับกับเทรนด์ดังกล่าวนี้

ประการที่สอง ให้มองย้อนกลับมาที่ธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สินค้าที่ผลิตอยู่คืออะไร วัสดุทำจากอะไร ซื้อสินค้าจากใคร ขายสินค้าให้ใคร มีการขนส่งรูปแบบใด ขั้นตอนและกระบวนการผลิตสินค้าและการขาย การขนส่งสินค้าในห่วงโซ่อุปทานมีผลต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่เกี่ยวข้องอย่างไร และคู่ค้าทางธุรกิจให้ความใส่ใจในเรื่องของการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจหรือไม่อย่างไร หรือลองปรับโมเดลธุรกิจ หรือเปลี่ยนคู่ค้าที่มีส่วนร่วมในเรื่องกระบวนการสร้างความยั่งยืน ก่อนตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ

ประการที่สาม การปฏิบัติต่อบุคลากรในองค์กรอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ซึ่งจัดอยู่ในปัจจัยด้านสังคม จะช่วยเพิ่มความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงาน ส่งผลให้คุณภาพของงานดีขึ้น ทำอย่างไรให้พนักงานในองค์กรมีความสุขและปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรไปได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง หากพนักงานสามารถทำให้ผู้บริโภคมีความพึงพอใจในสินค้าและทำให้ขายสินค้าได้เพิ่มขึ้นและนำมาซึ่งผลกำไรให้กับองค์กร หากมองถึงผลในระยะยาวหมายถึงสังคมโดยรวมก็จะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน

ประการที่สี่ การบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิตซึ่งเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สามารถส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิต หากธุรกิจมีการวางแผน
การจัดการวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือการนำแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้เพื่อให้ของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตถูกนำกลับไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าใหม่ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้วยังอาจสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่รวมถึงสร้างรายได้ใหม่ให้แก่ธุรกิจได้อีกด้วย

ประการที่ห้า การบริหารความเสี่ยง มีการจัดทำและเผยแพร่รายงานแห่งความยั่งยืน (sustainability report) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ถึงโอกาสและความเสี่ยง รวมทั้งขีดความสามารถของธุรกิจที่มีต่อผลประกอบการในอนาคตของธุรกิจ หากธุรกิจต้องการเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจจะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนหรือเจ้าของเงินทุน ตัวอย่าง เช่น ธนาคารกรุงศรีฯมีการสนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) เพื่อสนับสนุนธุรกิจหรือองค์กรที่สนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นสำคัญ

หากธุรกิจไม่ปรับตัวสู่แนวคิด ESG จะเกิดผลกระทบอย่างไร

มาตรการกีดกันทางการค้าต่อธุรกิจที่ไม่รับผิดชอบต่อมิติสิ่งแวดล้อมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง ผ่านมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ เช่น มาตรการปรับภาษีสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM)

ดังนั้น หากธุรกิจเอสเอ็มอีที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตขององค์กรธุรกิจใหญ่ก็จะได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ เพราะการคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนภายใต้มาตรการ CBAM จะคิดทั้งวงจรห่วงโซ่การผลิตสินค้านั้น ๆ จึงมีความจำเป็นที่เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น มีการปรับตัว ปรับรูปแบบโมเดลธุรกิจ และกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถรองรับกฎกติกาการค้าที่เปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น

หากเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีท่านใดที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการด้าน ESG การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนสามารถทำได้ทุกองค์กร เพียงแต่ต้องเริ่มจากการประเมินธุรกิจของตนเองก่อน และถามว่าจะส่งมอบคุณค่าอะไรให้กับผู้บริโภคและสังคม เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นความได้เปรียบของธุรกิจ ใครที่เริ่มได้ก่อน คนนั้นคือผู้ได้เปรียบในอนาคต จนนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจได้ในที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...