5 อันตรายจากการกินยาระบายทุกวัน อยากขับถ่ายดี แค่ทำตามนี้
ระวัง!! 5 อันตรายจากการกินยาระบายทุกวัน อยากขับถ่ายดี ไม่ต้องพึ่งยาระบาย แค่ทำตามนี้
หลายคนคิดว่า "ยาระบาย" คือทางลัดของคนท้องผูก ลำไส้ขี้เกียจ หรืออยากถ่ายทุกวันให้โล่งสบาย แต่ความจริงคือ การกินยาระบายเป็นประจำ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และกำลังค่อย ๆ ทำร้ายลำไส้ ไต และสมดุลร่างกายแบบเงียบ ๆ ยิ่งกินนาน ยิ่งพังลึก มาดู 5 อันตรายที่คนกินยาระบายทุกวันควรรู้ก่อนสายเกินไป
ลำไส้ขี้เกียจ ถ้าไม่กิน = ไม่ถ่าย
- ยาระบายออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้แบบฝืนธรรมชาติ พอกินซ้ำ ๆ ลำไส้จะ “เลิกทำงานเอง” กล้ามเนื้อลำไส้อ่อนแรงลง จนเกิดภาวะพึ่งยาระบาย ถ้าไม่กินจะไม่ถ่ายเลย ทำให้ท้องผูกหนักกว่าเดิมในระยะยาว และแก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
สูญเสียเกลือแร่ เสี่ยงอ่อนเพลีย-หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- การถ่ายเหลวบ่อยจากยาระบาย ทำให้ร่างกายเสียโพแทสเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ ผลที่ตามมาคือ อ่อนแรง เวียนหัว เป็นตะคริว ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ยิ่งเสี่ยงอันตรายแบบไม่รู้ตัว
ทำลายสมดุลจุลินทรีย์ดีในลำไส้
- ยาระบายไม่ได้พาออกแค่ของเสีย แต่พาจุลินทรีย์ดี (Good bacteria) ออกไปด้วย เมื่อใช้บ่อย ลำไส้จะเสียสมดุล เกิดท้องอืด ลำไส้อักเสบ ภูมิคุ้มกันตก เพราะกว่า 70% ของภูมิคุ้มกันอยู่ที่ลำไส้ ยิ่งกินนาน ระบบย่อย–ดูดซึมยิ่งพัง
ไตทำงานหนัก เสี่ยงไตเสื่อมโดยไม่รู้ตัว
- การขาดน้ำและเสียเกลือแร่จากการถ่ายบ่อย ทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับสมดุลเลือด หากกินยาระบายทุกวันเป็นเดือนหรือปี จะเพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อม ความดันแกว่ง และภาวะขาดน้ำเรื้อรัง โดยเฉพาะคนที่ดื่มน้ำน้อยอยู่แล้ว ยิ่งอันตรายขึ้นไปอีก
กลบสาเหตุโรคร้ายที่ซ่อนอยู่
- ท้องผูกเรื้อรังอาจไม่ได้เกิดจาก “ลำไส้ขี้เกียจ” อย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน เส้นประสาทผิดปกติ หรือแม้แต่มะเร็งลำไส้ การใช้ยาระบายแก้ปลายเหตุ จะทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่พลาดการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง จนโรคลุกลามโดยไม่รู้ตัว
อยากขับถ่ายดี ไม่ต้องพึ่งยาระบาย แค่ทำตามนี้
- ดื่มน้ำให้พอ โดยเฉพาะหลังตื่นนอน : ลำไส้ต้องใช้น้ำในการดันกากอาหาร ถ้าดื่มน้ำน้อย อุจจาระจะแข็งและขยับยาก เริ่มง่าย ๆ ดื่มน้ำอุ่น 1–2 แก้วทันทีหลังตื่นนอน จะช่วยกระตุ้นรีเฟล็กซ์การขับถ่ายตามธรรมชาติ ระหว่างวันให้ได้อย่างน้อย 1.5–2 ลิตร
- เพิ่มไฟเบอร์แบบค่อยเป็นค่อยไป : หลายคนพลาดตรงกินไฟเบอร์พรวดเดียว ทำให้ท้องอืด แน่น และยิ่งไม่ถ่าย ควรเริ่มจากผักสุก ผักใบเขียว หรือผลไม้ไม่หวาน วันละนิด จะช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดี ทำให้ถ่ายสม่ำเสมอโดยไม่ต้องฝืนเลยครับ
- ฝึกเวลาเข้าห้องน้ำให้ลำไส้จำ : ลำไส้ชอบความสม่ำเสมอ เลือกเวลาที่ถ่ายง่ายที่สุด (มักเป็นหลังอาหารเช้า) แล้วเข้าห้องน้ำทุกวัน แม้ยังไม่ปวดมาก อย่านั่งเล่นมือถือหรือเบ่งนานเกิน 5–10 นาที แค่ฝึกให้ร่างกาย “จำจังหวะ” ลำไส้จะเริ่มทำงานเองโดยไม่ต้องกระตุ้นด้วยยาเลยครับ
- ขยับตัวทุกวัน ลำไส้ถึงจะขยับตาม : การนั่งนาน ๆ ทำให้การบีบตัวของลำไส้ช้าลง แค่เดินหลังอาหาร 10–15 นาที หรือยืดตัวเบา ๆ วันละ 2–3 รอบ ก็ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้ดีมากครับ
- เติมจุลินทรีย์ดีให้ลำไส้ : โยเกิร์ตไม่หวาน กิมจิ หรือโพรไบโอติกเสริมที่ดี ช่วยฟื้นสมดุลลำไส้ เมื่อแบคทีเรียดีแข็งแรง การย่อยและการขับถ่ายจะดีขึ้นตามธรรมชาติ
ยาระบายไม่ใช่ของใช้ประจำวัน ยิ่งกินบ่อย ลำไส้ยิ่งพัง ไตยิ่งเหนื่อย และร่างกายยิ่งเสียสมดุล หากท้องผูกบ่อย ควรเริ่มจากน้ำให้พอ ไฟเบอร์เหมาะสม ขยับร่างกาย และดูแลลำไส้จากต้นเหตุ ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ควรใช้ชั่วคราวและปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยให้ "ถ่ายได้วันนี้" กลายเป็นปัญหาสุขภาพระยะยาว!!
ขอบคุณที่มา : เพจหมอเจด
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘หมอเจด’ เตือน 5 สัญญาณผิวแบบนี้ ระวัง!! ‘มะเร็งเต้านม’
- ‘หมอเจด’ เปิด 10 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับมะเร็งปอด ชี้ 5 สิ่งในบ้านที่ทำให้เสี่ยง!!
- นอนผิดท่า หัวใจทำงานหนัก เสี่ยงหัวใจวายแบบไม่รู้ตัว!
ติดตามเราได้ที่