โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พ.ต.อ.เขมรินทร์ อดีตลูกน้อง บิ๊กโจ๊ก เปิดใจจุดแตกหัก ย้ำ ไม่ได้อกตัญญู

Khaosod

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 06.53 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 06.53 น.
พ.ต.อ.เขมรินทร์ อดีตลูกน้อง บิ๊กโจ๊ก เปิดใจจุดแตกหัก ย้ำ ไม่ได้อกตัญญู

พ.ต.อ.เขมรินทร์ อดีตลูกน้อง บิ๊กโจ๊ก เปิดใจจุดแตกหัก ถอยห่างเป็นคนแรก ย้ำ ไม่ได้อกตัญญู แต่ที่ผ่านมาตอบแทนอย่างสมควรแล้ว เผยปมขอโทษ พ.ต.อ.ภาคภูมิ

วันที่ 7 ม.ค.2569 พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย น้องชายของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ซึ่งเป็นอดีตลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีต รองผบ.ตร.) เปิดเผยภายหลังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

เรื่องที่มันเกิดขึ้นที่ทาง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้ไปให้ข้อมูลกับพนักงานสืบสวนสอบสวน และเป็นประเด็นที่เป็นข่าวในตอนนี้ ด้วยความที่ตนก็เป็นน้องชายและมีหลายคนเป็นห่วงกันเยอะ ประกอบกับเรื่องนี้ตนก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงมีเจตนาอยากจะชี้แจงความจริงจากฝั่งของตนบ้าง ก็ได้โพสต์ออกมาทั้งหมด 10 ข้อ

อย่างข้อหนึ่ง ตนก็อยากให้สังคมได้รับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับท่านในฐานะลูกน้องที่ทำงานในหน้าที่อย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นเรื่องที่ท่านจะผิดจะถูก จะดีจะเลว ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่ ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

และการที่ตนได้เข้ามาทำงานให้ท่าน ตนไม่ได้วิ่งเต้นเสนอตัวเข้าไป เพราะในขณะที่ตนรับราชการ ก็มีคุณงามความดี มีชื่อเสียงและผลงานที่เติบโตมาด้วยตัวเองตลอด และผลงานที่ท่านได้ทำ โครงการต่าง ๆ นั้น ตนก็ได้ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายมา

พ.ต.อ.เขมรินทร์ อดีตลูกน้อง บิ๊กโจ๊ก เผยจุดแตกหัก

และการที่ตนได้รับราชการมาทุกวันนี้ ไม่เคยวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ทำงานกับท่านก็ได้รับการโยกย้ายไปที่ต่าง ๆ ซึ่งตนก็ไม่เคยได้ร้องขอ ดังนั้นการที่ท่านเอาตนไปทำงาน และตนก็ทำงานให้ท่าน เราทำตามหน้าที่

ดังนั้นท่านไม่สามารถอ้างได้ว่าการที่ตนออกมาจากท่านแล้ว ตนทรยศ อกตัญญู ไม่รู้บุญคุณ เนื่องจากที่ผ่านมาก็ทำงานให้มาตลอด ตนไม่ได้ร้องขอ แต่ท่านได้ตอบแทนการทำงานด้วยการให้ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ซึ่งก็มองว่าจบกันไปแล้ว

และงานแต่ละครั้งที่ท่านมอบหมายหน้าที่ให้ตนทำก็มักจะเป็นงานสืบสวน ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายในการทำคดีแต่ละคดี เป็นหลักแสน ไปต่างประเทศ ก็ใช้เงินมากมาย ดังนั้นจะมาบอกว่าตนไม่เสียสละ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าบอกว่าไม่ได้ตอบแทน ก็คงจะไม่ถูก แค่อยากจะบอกว่า วันนี้ระหว่างตนกับท่านไม่ใช่ว่าไม่ได้สำนึกบุญคุณ แต่ตนก็ได้ตอบแทนไปอย่างสมควรแล้ว

และการที่ตนถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและวินัย ตนไม่ได้ทำอะไรผิด ก็จะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยวิ่งเต้นร้องขอความช่วยเหลือด้านคดีจากใคร ในวันที่ถูกควบคุมตัว ตนก็ประกันตัวออกมาด้วยเงินของตัวเอง ใช้ทนายความของตัวเอง

ส่วนคดีที่เกี่ยวเนื่องกันท่านก็เรียกมาประชุมว่า ให้ใช้ทนายจากสำนักงานเดียวกัน เพื่อให้แนวทางคดีตรงกัน ซึ่งที่ผ่านมาตนไม่เคยไปขอร้องให้ท่านมาจ้างทนายความให้ ที่ผ่านมาตนไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้เลยเพราะตนก็มีมารยาทมีวินัย

แต่วันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำความเข้าใจกับสังคมว่า อย่าเข้าใจตนผิด การที่พี่น้องสองคนออกมาตรงนี้อยากให้พิจารณาให้ดี ไม่ใช่ว่าตนไม่สำนึกบุญคุณหรือว่าทรยศใคร

วันนี้สังคมออกมาแสดงความคิดเห็นว่า พี่ชายหักหลังนาย และอกตัญญู ซึ่งอยากจะบอกว่า ตนออกมาก่อนพี่ชายก่อนเกือบ 1 ปี ด้วยซ้ำ ตนเป็นคนแรกที่เดินออกมา เนื่องจากเหตุการณ์มันเกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2567 ในวันนั้น มีเหตุการณ์ที่คณะที่ปรึกษาทางกฎหมายของท่านได้เชิญสื่อมาและตั้งโต๊ะแถลงข่าว มีการเปิดเผยเส้นเงินไปยังบุคคลต่าง ๆ

และเมื่อจบการแถลงข่าวก็มีท่าน พล.ต.ต.นำเกียรติ มาพูดเปิดเส้นเงินทั้งหมด 38 เส้น และพูดพาดพิงถึงบุคคลอื่น ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นจริงหรือไม่ตนไม่ทราบ แต่ว่าข้อมูลที่ได้มาคือได้มาในขณะที่ยังมีอำนาจสืบสวนสอบสวนอยู่

ถ้าหากว่าข้อมูลตรงนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ตนในฐานะที่เป็นข้าราชการตำรวจโดยสายเลือด ถ้าหากจะดำเนินการใด ๆ ก็ควรจะดำเนินการ ในขณะที่ยังมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่รู้มาแล้ว มีอำนาจหน้าที่ แต่ก็ออกมาพูดบนเวทีหน้าสื่อและสร้างความเสียหายให้กับบุคคลอื่น โดยที่ยังไม่ได้ทำการพิสูจน์ทราบ หรือถ้าหากมีเจตนาที่บริสุทธิ์ก็ควรจะดำเนินการตามกฎหมายไป

"ที่สำคัญ ข้อเท็จจริงในวันนั้น คนที่ได้รับคำสั่งจากท่าน ให้เป็นผู้ขึ้นไปแถลงไม่ใช่ พล.ต.ต.นำเกียรติ แต่เป็น พ.ต.อ.ภาคภูมิ ซึ่งในตอนที่ตนทราบผมก็ไม่ยอมให้พี่ชายทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงได้โทรไปพูดคุยกับท่าน ยับยั้งไม่ยอมให้พี่ชายทำ จึงมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง สุดท้ายพล.ต.ต.นำเกียรติ จึงเป็นผู้ขึ้นไปแถลงแทนพี่ชายของตน ในวันนั้น ก็เลยเป็นวันที่ตนแตกหัก เดินออกมาจากท่าน"

นอกจากนี้ ที่ตัดสินใจเดินออกมา เพราะก่อนหน้านี้ทำงานให้อย่างเดียว แต่เมื่อมาถูกดำเนินคดีด้วยกันมันไม่ใช่เรื่องงาน แต่มันเป็นเรื่องแนวทางการต่อสู้คดีและต้องการที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองกลับมา

โดยแนวคิดกับวิธีการมันไม่ตรงกัน ตนถูกสั่งสอนและอบรมให้เป็นสุภาพบุรุษ ดังนั้นตนก็จะต่อสู้ในแนวทางที่ถูกต้องและเป็นสุภาพบุรุษ แต่เมื่อแนวทางการต่อสู้ไม่ตรงกัน ก็ต้องเดินออกมา

ตนทำงานกับท่านนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว เพราะตนเป็นทีมงานสืบสวนรุ่นหนึ่งของท่าน ในตอนที่ตัดสินใจออกมา ไม่ได้ถูกข่มขู่อะไร ท่านจะข่มขู่หรือทำอะไร ก็จะทำกับคนที่ทำได้เท่านั้น แต่ที่ผ่านมาตนกับพี่ชายไม่เคยเจออะไรแบบนี้ เนื่องจากท่านทราบดีว่า ถ้าหากท่านทำก็จะถูกตอบโต้กลับ

โดยในโพสต์ได้มีการขอโทษพี่ชายด้วย เนื่องจากในช่วงแรกที่ท่านดึงตัวตนมาทำงานก็มอบหมายงานเยอะมากขึ้นจนไม่สามารถทำคนเดียวได้ ท่านก็บอกว่าให้ไปหาใครที่ไว้ใจได้มาช่วยทำ ก็เลยตัดสินใจให้พี่ชายมาช่วยตนทำงานให้นาย สุดท้ายพี่ชายมาเดือดร้อน นั่นก็ทำให้ตนรู้สึกผิด

ส่วนเรื่องที่มีการติดสินบนสินกรรมการ ป.ป.ช. พี่ชายได้มาปรึกษาอะไรหรือไม่นั้น ตนมาทราบก็เมื่อพี่ชายได้รับมอบหมายงานนี้และก็มาคุยกันว่ารู้สึกว่ามันแปลก เนื่องจากเขามีความสนิทสนมกันเองอยู่แล้ว แต่ทำไมจะต้องให้พี่ชายเป็นคนทำ

ตนก็เลยเป็นคนแนะนำพี่ชายว่า อย่าไว้ใจ เพราะว่าเขามีพฤติกรรมที่ชอบให้คนอื่นทำอะไรที่เป็นอันตรายและตัวเองก็ลอย เวลาเดือดร้อนก็จะโยนความผิด ดังนั้นจึงแนะนำพี่ว่า ถ้าหากไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้ ก็ให้เก็บพยานหลักฐานเอาไว้ วันหนึ่งเผื่อเกิดอะไรขึ้น เราจำเป็นจะต้องป้องกันตัวเอง

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะต้องเข้ามาให้ปากคำกับตำรวจกองปราบหรือไม่ ถ้าหากเป็นหน้าที่หรือบทบาทที่ตนจะต้องเข้ามาให้ข้อมูลกับตำรวจกองปราบ ตนก็จะต้องมาให้ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พ.ต.อ.เขมรินทร์ อดีตลูกน้อง บิ๊กโจ๊ก เปิดใจจุดแตกหัก ย้ำ ไม่ได้อกตัญญู

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...