EXIM BANK คาดส่งออกปี 69 โต 0-2% เร่งขยายลูกค้า SME เพิ่ม 2 พันรายในปี 69 ดันบทบาท Export Co-pilot
EXIM BANK คาด ส่งออกไทยปี 69 โต 0-2% หดตัวจากปี 68 จากสงครามการค้า-ค่าเงินผันผวน ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้า SME ส่งออก 100% หรือ เพิ่มอีก 2 พันราย ในปี 69 พร้อมปรับบทบาทเป็น Export Co-pilot พา SME ไทยบุกตลาดใหม่
17 ธ.ค. 2568 นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นอีกปีที่การส่งออกกลับมาเติบโตในระดับสูงและเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 10%
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างพบว่า ภาคการส่งออกไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องความไม่สมดุลระหว่าง “จำนวนผู้ส่งออก” กับ “มูลค่าส่งออก” จากจำนวนผู้ส่งออก SMEs ไทยที่แม้มีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 80% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าส่งออกได้เพียง 10% ของมูลค่าส่งออกรวม
ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีอยู่ราว 20% กลับครองสัดส่วนมูลค่าส่งออกกว่า 90%โดยสัดส่วนมูลค่าส่งออกของ 10% ของ SME ไทยนี้ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น อินเดียซึ่งอยู่ที่ประมาณ 45% แคนาดา ประมาณ 42% เวียดนามมีจำนวนผู้ส่งออกไซส์ SME มากกว่าไทยเกือบ 3 เท่าตัว
“ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน ปริมาณผู้ส่งออกของไทยไม่ได้เติบโตขึ้น โดยวิ่งอยู่ระหว่าง 27,000 ถึงประมาณ 30,000 ราย โดยเป็นกลุ่มSME ประมาณ 22,000 ราย และกลุ่ม Corporate ประมาณ 5,000-6,000 ราย ขณะที่ในกลุ่ม Corporate ขนาดใหญ่ 6,000 รายนั้น มีบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทที่มีส่วนทุนต่างประเทศถึง 40%แสดงให้เห็นว่าจำนวนผ้างออกที่เข้าสู่ตลาดส่งออกโลกมีน้อยและไม่มีทิศทางที่จะเติบโต”
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างสินเชื่อธุรกิจในระบบยังพบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ครองสัดส่วนสินเชื่อเกือบ 70% ขณะที่ SMEs มีสัดส่วน 30% และมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากความกังวลความเสี่ยงของ SMEs ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสินเชื่อธุรกิจในระบบขยายตัวเฉลี่ยเพียง 0.3% เทียบกับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 2.1%
นอกจากนี้ SME ผู้ส่งออกไทย ยังมีปัญหาการพึ่งพาตลาดเดิม โดยส่วนใหญ่พึ่งพากลุ่มตลาดหลักคือ อเมริกาและจีน ซึ่งทำให้อาจเผชิญปัญหาเรื่องการตลาดแบ่งขั้ว คือ การส่งออกไปอเมริกาอาจเจอเรื่องภาษี (tariff) ส่วนการส่งออกไปจีนอาจเจอประเด็นเรื่องการสวมสิทธิ์และการละเมิดลิขสิทธิ์หรือการลอกเลียนแบบ
ขณะที่กลยุทธ์ลดต้นทุน SME มักพยายามลดต้นทุนให้มากที่สุด เช่น การนำสินค้าจีนราคาถูกมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตและส่งออก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการสวมสิทธิ์ นอกจากนี้SME ส่งออกมักมีบุคลากรน้อย ไม่มีการวิเคราะห์แต่ละธุรกรรมอย่างละเอียด ทำให้ไม่แน่ใจว่ากำไรจริงหรือไม่
สำหรับแนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569 EXIM BANK คาดการณ์ว่า จะขยายตัวที่ราว 0-2% จากแรงกดดันด้านสงครามการค้า ข้อพิพาทชายแดน ความผันผวนของค่าเงิน และฐานที่สูงจากการเร่งส่งออก (Front-loading) ในปี 2568
นายชลัช กล่าวว่า EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับตัว แข่งขันได้ และมีรากฐานที่มั่นคงในระยะยาวทั้งนี้ EXIM BANK มีแนวทางการดำเนินการ ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่
1. กระตุ้นการส่งออก ช่วยให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs ขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ได้อย่างมั่นใจ ผ่านการจับคู่ธุรกิจ ขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่ด้วยเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีสินเชื่อ “EXIM Export Booster” เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า มาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการให้สินเชื่อพร้อมประกันการส่งออก “EXIM Safe Trade Credit” เพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่
“ปัจจุบันมีผู้ส่งออก SME อยู่ ประมาณ 22,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าของ EXIM Bank อยู่ที่ประมาณ 10-20% หรือประมาณ 2,200 ราย โดย EXIM BANK ตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนผู้ส่งออก SME ที่เป็นลูกค้าของ EXIM Bank ให้เติบโตขึ้น 100% จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 2,000-2,200 ราย จะเพิ่มเป็น 4,000 ราย ภายในปี 2569 ขณะที่ตั้งเป้าควบคุมสินเชื่อรวมหรือสินเชื่อคงค้างในปี 2569 ให้อยู่ที่ระดับ 180,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2567 และ 2568”
สำหรับวิธีการในการเพิ่มจำนวน SME ผู้ส่งออกให้มากขึ้น EXIM BANK จะดำเนินการผ่าอนการหาตลาด หรือผู้ซื้อรายใหม่ (New Buyer) ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากหากสามารถหาได้ ผู้ส่งออก SME ก็จะสมัครเข้ามาเอง ขณะที่ต้องทำให้ลูกค้าใช้บริการอื่นๆ ของธนาคารเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการใช้บริการสินเชื่อ เช่น การส่งเสริมการใช้ประกันการส่งออก
2. แก้ไขหนี้ ผ่านมาตรการแก้หนี้-ดูแลหนี้ที่มีปัญหาแต่มีศักยภาพในการฟื้นฟูกิจการ และการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นฟูกิจการและปิดหนี้ได้เร็วขึ้น
3. เพิ่มสภาพคล่อง ด้วย “สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อการส่งเสริมการจ้างงาน ระยะที่ 3” ร่วมกับสำนักงานประกันสังคม เพื่อเสริมสภาพคล่องให้สถานประกอบการรักษาการจ้างงาน รวมถึงมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น อุทกภัยภาคใต้ ข้อพิพาทชายแดน
4. ลงทุนเพื่ออนาคต โดยสนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน อาทิ Sustainability-Linked Loan และสินเชื่อ Green X Transformation เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจไทยให้เติบโตบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงยกระดับการผลิตสู่เทคโนโลยีขั้นสูง
“โจทย์สำคัญที่ต้องทำคือการพยายามผลักดัน SME ให้กลายเป็น SME X หรือ SME ส่งออกให้มากขึ้น เพิ่มปริมาณผู้ส่งออกเพื่อให้มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น สิ่งที่จำเป็นนอกจากเรื่องสินเชื่อคือการหาออเดอร์ หรือ คำสั่งซื้อ โดยเฉพาะในตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา หรือตะวันออกกลาง ขณะที่การให้สินเชื่อจะต้องคำนึงถึงออเดอร์ที่ผู้ประกอบการได้รับมาเป็นบริบทแรก”
นายชลัช กล่าวอีกว่า EXIM BANK มีการจัดทีมเฉพาะกิจเพื่อขยายบทบาทการสนับสนุนภาคธุุรกิจและการส่งออกไทย รวมถึงการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอุทกภัยในภาคใต้ ตลอดจนเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตต่าง ๆ ที่จะตามมา เพื่อทำหน้าที่ Export Co-pilot ที่พร้อมยืนเคียงข้างเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่นำพาผู้ประกอบการไทยเดินทางไปปักธงในตลาดใหม่ได้จริง มียอดส่งออกเพิ่มขึ้น เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ด้วยเครื่องมือทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงที่พร้อมในทุกสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการเป็น Top of Mind หรือหนึ่งในใจของผู้ส่งออกไทย
“EXIM BANK พร้อมเดินหน้าร่วมกับภาครัฐและผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อทำหน้าที่ Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยรุกตลาดโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน โดยมุ่งช่วยลดต้นทุนธุรกิจในปัจจุบัน ขยายตลาดสู่อนาคต และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตที่ยั่งยืน”
สำหรับผลกระทบกับผู้ส่งออกจากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น นายชลัช กล่าวว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก SME ทำให้การส่งออกได้กำไรน้อยลงหรือไม่กำไรเลย ดังนั้นผู้ส่งออกจึงต้องเรียนรู้และปรับตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตามมองว่าจะไม่กระทบกับสินเชื่อของธนาคารเนื่องจากธนาคารมีสัดส่วนลูกค้ารายใหญ่จำนวนมาก ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงและมีทีมงานดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว