โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EXIM BANK คาดส่งออกปี 69 โต 0-2% เร่งขยายลูกค้า SME เพิ่ม 2 พันรายในปี 69 ดันบทบาท Export Co-pilot

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ธ.ค. 2568 เวลา 14.47 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2568 เวลา 07.47 น.

EXIM BANK คาด ส่งออกไทยปี 69 โต 0-2% หดตัวจากปี 68 จากสงครามการค้า-ค่าเงินผันผวน ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้า SME ส่งออก 100% หรือ เพิ่มอีก 2 พันราย ในปี 69 พร้อมปรับบทบาทเป็น Export Co-pilot พา SME ไทยบุกตลาดใหม่

17 ธ.ค. 2568 นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นอีกปีที่การส่งออกกลับมาเติบโตในระดับสูงและเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 10%

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างพบว่า ภาคการส่งออกไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องความไม่สมดุลระหว่าง “จำนวนผู้ส่งออก” กับ “มูลค่าส่งออก” จากจำนวนผู้ส่งออก SMEs ไทยที่แม้มีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 80% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าส่งออกได้เพียง 10% ของมูลค่าส่งออกรวม

ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีอยู่ราว 20% กลับครองสัดส่วนมูลค่าส่งออกกว่า 90%โดยสัดส่วนมูลค่าส่งออกของ 10% ของ SME ไทยนี้ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น อินเดียซึ่งอยู่ที่ประมาณ 45% แคนาดา ประมาณ 42% เวียดนามมีจำนวนผู้ส่งออกไซส์ SME มากกว่าไทยเกือบ 3 เท่าตัว

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน ปริมาณผู้ส่งออกของไทยไม่ได้เติบโตขึ้น โดยวิ่งอยู่ระหว่าง 27,000 ถึงประมาณ 30,000 ราย โดยเป็นกลุ่มSME ประมาณ 22,000 ราย และกลุ่ม Corporate ประมาณ 5,000-6,000 ราย ขณะที่ในกลุ่ม Corporate ขนาดใหญ่ 6,000 รายนั้น มีบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทที่มีส่วนทุนต่างประเทศถึง 40%แสดงให้เห็นว่าจำนวนผ้างออกที่เข้าสู่ตลาดส่งออกโลกมีน้อยและไม่มีทิศทางที่จะเติบโต”

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างสินเชื่อธุรกิจในระบบยังพบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ครองสัดส่วนสินเชื่อเกือบ 70% ขณะที่ SMEs มีสัดส่วน 30% และมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากความกังวลความเสี่ยงของ SMEs ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสินเชื่อธุรกิจในระบบขยายตัวเฉลี่ยเพียง 0.3% เทียบกับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 2.1%

นอกจากนี้ SME ผู้ส่งออกไทย ยังมีปัญหาการพึ่งพาตลาดเดิม โดยส่วนใหญ่พึ่งพากลุ่มตลาดหลักคือ อเมริกาและจีน ซึ่งทำให้อาจเผชิญปัญหาเรื่องการตลาดแบ่งขั้ว คือ การส่งออกไปอเมริกาอาจเจอเรื่องภาษี (tariff) ส่วนการส่งออกไปจีนอาจเจอประเด็นเรื่องการสวมสิทธิ์และการละเมิดลิขสิทธิ์หรือการลอกเลียนแบบ

ขณะที่กลยุทธ์ลดต้นทุน SME มักพยายามลดต้นทุนให้มากที่สุด เช่น การนำสินค้าจีนราคาถูกมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตและส่งออก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการสวมสิทธิ์ นอกจากนี้SME ส่งออกมักมีบุคลากรน้อย ไม่มีการวิเคราะห์แต่ละธุรกรรมอย่างละเอียด ทำให้ไม่แน่ใจว่ากำไรจริงหรือไม่

สำหรับแนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569 EXIM BANK คาดการณ์ว่า จะขยายตัวที่ราว 0-2% จากแรงกดดันด้านสงครามการค้า ข้อพิพาทชายแดน ความผันผวนของค่าเงิน และฐานที่สูงจากการเร่งส่งออก (Front-loading) ในปี 2568

นายชลัช กล่าวว่า EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับตัว แข่งขันได้ และมีรากฐานที่มั่นคงในระยะยาวทั้งนี้ EXIM BANK มีแนวทางการดำเนินการ ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่

1. กระตุ้นการส่งออก ช่วยให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs ขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ได้อย่างมั่นใจ ผ่านการจับคู่ธุรกิจ ขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่ด้วยเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีสินเชื่อ “EXIM Export Booster” เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า มาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการให้สินเชื่อพร้อมประกันการส่งออก “EXIM Safe Trade Credit” เพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่

“ปัจจุบันมีผู้ส่งออก SME อยู่ ประมาณ 22,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าของ EXIM Bank อยู่ที่ประมาณ 10-20% หรือประมาณ 2,200 ราย โดย EXIM BANK ตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนผู้ส่งออก SME ที่เป็นลูกค้าของ EXIM Bank ให้เติบโตขึ้น 100% จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 2,000-2,200 ราย จะเพิ่มเป็น 4,000 ราย ภายในปี 2569 ขณะที่ตั้งเป้าควบคุมสินเชื่อรวมหรือสินเชื่อคงค้างในปี 2569 ให้อยู่ที่ระดับ 180,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2567 และ 2568”

สำหรับวิธีการในการเพิ่มจำนวน SME ผู้ส่งออกให้มากขึ้น EXIM BANK จะดำเนินการผ่าอนการหาตลาด หรือผู้ซื้อรายใหม่ (New Buyer) ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากหากสามารถหาได้ ผู้ส่งออก SME ก็จะสมัครเข้ามาเอง ขณะที่ต้องทำให้ลูกค้าใช้บริการอื่นๆ ของธนาคารเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการใช้บริการสินเชื่อ เช่น การส่งเสริมการใช้ประกันการส่งออก

2. แก้ไขหนี้ ผ่านมาตรการแก้หนี้-ดูแลหนี้ที่มีปัญหาแต่มีศักยภาพในการฟื้นฟูกิจการ และการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นฟูกิจการและปิดหนี้ได้เร็วขึ้น

3. เพิ่มสภาพคล่อง ด้วย “สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อการส่งเสริมการจ้างงาน ระยะที่ 3” ร่วมกับสำนักงานประกันสังคม เพื่อเสริมสภาพคล่องให้สถานประกอบการรักษาการจ้างงาน รวมถึงมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น อุทกภัยภาคใต้ ข้อพิพาทชายแดน

4. ลงทุนเพื่ออนาคต โดยสนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน อาทิ Sustainability-Linked Loan และสินเชื่อ Green X Transformation เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจไทยให้เติบโตบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงยกระดับการผลิตสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

“โจทย์สำคัญที่ต้องทำคือการพยายามผลักดัน SME ให้กลายเป็น SME X หรือ SME ส่งออกให้มากขึ้น เพิ่มปริมาณผู้ส่งออกเพื่อให้มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น สิ่งที่จำเป็นนอกจากเรื่องสินเชื่อคือการหาออเดอร์ หรือ คำสั่งซื้อ โดยเฉพาะในตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา หรือตะวันออกกลาง ขณะที่การให้สินเชื่อจะต้องคำนึงถึงออเดอร์ที่ผู้ประกอบการได้รับมาเป็นบริบทแรก”

นายชลัช กล่าวอีกว่า EXIM BANK มีการจัดทีมเฉพาะกิจเพื่อขยายบทบาทการสนับสนุนภาคธุุรกิจและการส่งออกไทย รวมถึงการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอุทกภัยในภาคใต้ ตลอดจนเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตต่าง ๆ ที่จะตามมา เพื่อทำหน้าที่ Export Co-pilot ที่พร้อมยืนเคียงข้างเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่นำพาผู้ประกอบการไทยเดินทางไปปักธงในตลาดใหม่ได้จริง มียอดส่งออกเพิ่มขึ้น เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ด้วยเครื่องมือทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงที่พร้อมในทุกสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการเป็น Top of Mind หรือหนึ่งในใจของผู้ส่งออกไทย

“EXIM BANK พร้อมเดินหน้าร่วมกับภาครัฐและผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อทำหน้าที่ Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยรุกตลาดโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน โดยมุ่งช่วยลดต้นทุนธุรกิจในปัจจุบัน ขยายตลาดสู่อนาคต และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตที่ยั่งยืน”

สำหรับผลกระทบกับผู้ส่งออกจากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น นายชลัช กล่าวว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก SME ทำให้การส่งออกได้กำไรน้อยลงหรือไม่กำไรเลย ดังนั้นผู้ส่งออกจึงต้องเรียนรู้และปรับตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตามมองว่าจะไม่กระทบกับสินเชื่อของธนาคารเนื่องจากธนาคารมีสัดส่วนลูกค้ารายใหญ่จำนวนมาก ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงและมีทีมงานดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...