สมาคมรับสร้างบ้าน เผยดัชนีปี 68 หดตัว 14% กางแผนปี 69 รุกตลาดต่างจังหวัดรับ Real Demand
สมาคมรับสร้างบ้าน ชี้ปัจจัยลบเศรษฐกิจและอุทกภัยฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทำยอดขายรวมลดลงเหลือ 1.41 แสนล้านบาท สวนทางตลาดภูมิภาคโตแกร่ง 81% ขึ้นแท่นขุมทรัพย์ใหม่ทดแทนกำลังซื้อกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ชะลอตัว จับตาต้นทุนวัสดุและค่าแรงปี 69 กดดันราคาบ้านขยับสูงขึ้น เร่งชูกลยุทธ์มาตรฐานวิชาชีพคัดกรองผู้รับเหมาทิ้งงาน
17 ธันวาคม 2568-สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยภาพรวมอุตสาหกรรมในปี 2568 ตกอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับผลกระทบจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่ชัดเจน ผนวกกับเหตุอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพระนครศรีอยุธยา ส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ตัดสินใจชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยที่สร้างบนที่ดินตนเอง
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่าจากการรวบรวมข้อมูลสถิติในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ตลาดมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 141,077 ล้านบาท ปรับลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 163,882 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเป็นรายไตรมาสพบสัญญาณการฟื้นตัวเล็กน้อยในไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่เติบโตได้ 7% สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) ยังคงมีอยู่ในระบบ แต่อยู่ภายใต้การตัดสินใจที่ระมัดระวังมากขึ้น
โครงสร้างตลาดเปลี่ยนทิศ: ต่างจังหวัดผงาดครองสัดส่วนยอดขาย 81%
ข้อมูลเชิงสถิติปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดครั้งสำคัญ โดยยอดขายในพื้นที่ต่างจังหวัดพุ่งสูงขึ้นถึง 114,272 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 81% ของพอร์ตโฟลิโอรวม ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนเพียง 19% หรือมูลค่า 26,805 ล้านบาท พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มียอดขายเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ภาคตะวันออก (ชลบุรี, ระยอง) ภาคเหนือ (เชียงใหม่) และภาคใต้ (ภูเก็ต)
แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ในปี 2569 สมาคมฯ วางยุทธศาสตร์รุกตลาดภูมิภาคเข้มข้นขึ้น ผ่านกิจกรรมโรดโชว์และการขยายฐานสมาชิกผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อรองรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีที่ดินและเงินออมในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้ครัวเรือนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมเข้มสินเชื่อของสถาบันการเงินน้อยกว่ากลุ่มระดับล่าง
คาดการณ์ปี 2569: สงครามต้นทุนและโอกาสในกลุ่มราคา 2.5 - 10 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 ภาคธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายด้านต้นทุนการก่อสร้าง ทั้งจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ผันผวนตามราคาพลังงาน และนโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ สมาคมฯ คาดการณ์ว่ากลุ่มราคาบ้านระดับ 2.5 – 10 ล้านบาท จะยังคงเป็นเซกเมนต์ที่ขับเคลื่อนตลาดหลัก (Volume Driver) เนื่องจากเป็นระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อชนชั้นกลางที่มีความพร้อมสูง
ในขณะที่เซกเมนต์ราคาต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องตามสภาวะเศรษฐกิจฐานรากที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ นอกจากนี้ การเข้ามาแข่งขันของกลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) ที่ข้ามห้วยมาจับตลาดสั่งสร้างบ้าน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านต้องเร่งยกระดับมาตรฐานงานระบบและบริการหลังการขายเพื่อรักษาฐานลูกค้า
ยกระดับวิชาชีพสู่มาตรฐาน B-Q-O รับมือโจทย์ความยั่งยืน
เพื่อรับมือกับปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานซึ่งเป็น Pain Point หลักของผู้บริโภค สมาคมฯ ได้วางเป้าหมายการดำเนินงานภายใต้กรอบ "B-Q-O" ประกอบด้วย:
- B (Brand Awareness): สร้างการจดจำว่าบริษัทในสมาคมฯ มีมาตรฐานที่แตกต่างจากผู้รับเหมาทั่วไป
- Q (Quality): พัฒนาทักษะบุคลากรผ่านหลักสูตร HOME BUILDER EXPERT และคอร์สไฮบริดเทรนนิ่งเพื่อยกระดับงานวิศวกรรม
- O (Organization): การใช้ Big Data เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและจัดการซัพพลายเชนในอุตสาหกรรม
นายอนันต์กร ยืนยันว่าแม้เศรษฐกิจจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่การใช้กลยุทธ์การตลาดที่ชัดเจนผนวกกับข้อเสนอสินเชื่อพิเศษจากพันธมิตรสถาบันการเงิน จะเป็นปัจจัยเร่งการตัดสินใจสร้างบ้านในช่วงต้นปี 2569 โดยเชื่อมั่นว่าภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใสในการตรวจสอบสัญญาจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรับสร้างบ้านไทยยังคงเติบโตได้ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจ