โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ช่วยเหยื่อถูกหลอกลงทุนซื้อขายสินค้า สูญเงินร่วม 3 ล้านบาท

สวพ.FM91

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ช่วยเหยื่อถูกหลอกลงทุนซื้อขายสินค้า สูญเงินร่วม 3 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 4 - 10 ม.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,727 คดี มูลค่าความเสียหาย 387,945,642 บาท (เฉลี่ยประมาณ 55.42 ล้านบาทต่อวัน) ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 28 ธ.ค.68 - 3 ม.ค.69 จำนวน 358 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นกว่า 165,828,964 บาท สะท้อนว่าแม้ภาพรวมจำนวนคดีจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่มูลค่าความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก บ่งชี้ว่าคดีที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้มีมูลค่าความเสียหายต่อรายสูงกว่าช่วงเทศกาลได้อย่างชัดเจน

หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1. ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งมีจำนวนมากถึง 72.2 เปอร์เซ็นต์ โดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก กระจายตัวกว้าง แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง เป็นคดีที่เกิดขึ้นง่ายและมีความถี่สูงมากเมื่อเทียบกับคดีประเภทอื่น ขณะที่อันดับ 2. คือการหลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัลฯ และอันดับที่ 3. คือการหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว

ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอันดับ 1. เป็นการหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลฯ ที่มียอดรวมความเสียหายมากที่สุด ขณะอันดับ 2. พบความเสียหายสูงเท่ากันใน 2 รูปแบบ คือ การหลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และการข่มขู่ท่างโทรศัพท์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพกำลังเน้นใช้ทั้งความโลภและความกลัวมาหลอกล่อประชาชนจนมียอดความเสียหายพุ่งขึ้นอย่างน่ากังวล

วิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง ส่วนของการซื้อ - ขาย สินค้าทางออนไลน์ นั้น ประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์

โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 12 เคส และเราสามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 37 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 2,979,464 บาท สามารถจับกุมได้ 2 คดี

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าสูง ได้แก่

เคสที่1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย 62 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินเข้าบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที โดยเคสนี้ผู้เสียหายประกอบธุรกิจร้านอาหาร ถูกคนร้าย เป็นหญิงสาว แฝงตัวมาในไลน์ ทักมาพูดคุยจนสนิทใจ ก่อนชักชวนให้ทำการซื้อขาย ผ่านช่องทาง TikTok Shop ต่างประเทศ มีการซื้อขายเปิดร้านค้า และมีการเติมเงินเข้าไปก่อนเพื่อกดออเดอร์ และจะได้รับกำไร แต่เงินกำไรจะอยู่ใน Account ไม่สามารถกดถอนออกมาได้ต้องเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเพิ่มเครดิตเพื่อถอนเงิน โดยหลอกให้ทำตามเงื่อนไขอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,999,054 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแนะนำขั้นตอนการรวบรวมหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ยะลา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย 67 ปี หลังถูกมิจฉาชีพในคราบลูกค้าติดต่อซื้อเสื้อผ้ามือสองผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนจะถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “financial center” โดยคนร้ายใช้อุบายล่อลวงให้ผู้เสียหายเข้าใจว่าตนสามารถขายเสื้อมือสองได้จำนวน 150 ตัว เป็นเงินจำนวน 3,000 บาท แต่เงินนั้นถูกโอนเข้าบัญชีส่วนกลางของกลุ่ม หากต้องการถอนเงินจะต้องจ่ายค่าสมาชิก 1,200 บาท รวมกับค่าเสื้อ 3,000 บาท รวมเป็น 4,200 บาท แต่เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปแล้วกลับอ้างว่าทำผิดขั้นตอนไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ พร้อมกับมีสมาชิกรายอื่นในกลุ่ม (หน้าม้า) กดดันให้ผู้เสียหายต้องโอนเงินแก้ไขระบบเพิ่มเป็น 2 เท่า เพื่อให้ถอนเงินทั้งหมดออกมาได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปอีกหลายครั้งแต่ก็ยังไม่สามาถถอนเงินออกมาได้ และครั้งสุดท้ายเกือบตัดสินใจโอนเงินก้อนใหญ่ 540,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบความผิดปกติและเข้าแจ้งเตือนระงับการโอนได้ทันท่วงที ก่อนจะให้ผู้เสียหายรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องเข้าแจ้งความดำเนินการอายัดบัญชีม้าเพื่อตัดวงจรความเสียหายและติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

เคสที่3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 49 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินเข้าบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที โดยเคสนี้ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ลงทุนผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก ซึ่งคนร้ายใช้วิธีแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มก่อนจะออกอุบายโพสต์โฆษณาแนะนำการลงทุนอ้างว่าได้รับผลตอบแทนสูงพร้อมให้ลิงก์ลงทุนตามเว็บไซต์ expert-binary.com ผู้เสียหายสนใจจึงเข้าไปลงทุนยังเว็บไซต์ดังกล่าว โดยมีการโอนเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง รวมจำนวน 40 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหาย 387,389 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อเร่งรวบรวมหลักฐานติดตามเส้นทางการเงินและนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากสถิติและเคสการช่วยเหลือข้างต้นแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงพัฒนารูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยทั้ง “ความโลภ ความกลัว และความรู้ไม่เท่าทันเทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือสำคัญในการหลอกลวงประชาชน ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ทุกประเภท อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง การโอนเงินเพื่อรับรางวัล การลงทุนผ่านลิงก์หรือเว็บไซต์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงการชักชวนเข้ากลุ่มแชตหรือกลุ่มโซเชียลที่มีการกดดันให้โอนเงินอย่างเร่งด่วน ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจโอนเงินทุกครั้ง หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าถูกหลอกลวง ให้หยุดการโอนทันที และรีบโทรแจ้งสายด่วน 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ผ่าน www.thaipoliceonline.go.th ทันที เพื่อเพิ่มโอกาสในการอายัดเงินและลดความเสียหายพร้อมช่วยตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...